
กมธ.งบฯ ปี64 มีมติ 63:0 เสียง ตัดลดงบฯเรือดำน้ำ 3,925 ล.บาทเหลือ 0 บ.หลัง ทร. ร่อนเอกสารยอมชะลอจัดซื้อ
กมธ.งบฯปี64 มีมติปรับลดงบจัดซื้อเรือดำน้ำ 3,925 ล้านบาท เหลือ 0 บาท หลังทร. ร่อนเอกสารยอมชะลอจัดซื้อเรือดำอีก 2 ลำออกไปก่อน แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผนงานของกองทัพเรือ-ประโยชน์ของประเทศ ชี้เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้
กมธ.งบประมาณปี64 มีมติ 63:0 เสียง ตัดลดงบฯเรือดำน้ำ 3,925 ล้านบาทเหลือ 0 บาท หลังกองทัพเรือ ร่อนเอกสารยอมชะลอจัดซื้อเรือดำน้ำอีก 2 ลำออกไปก่อน แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผนงานของกองทัพเรือ-ประโยชน์ของประเทศ ชี้เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยจะเจรจาหารือกับผู้ผลิตในประเทศจีนต่อไป
ทั้งนี้หนังสือที่กองทัพเรือ ทำถึงประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 64 มีรายละเอียด ดังนี้
๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๓
เรื่อง การปรับลดงบประมาณการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน ๒ ลำ
เรียน ประธานณะกรรมาธิการวิสมัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปืงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔ สภาผู้แทนราษฎร
ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๓ มีรายการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน ๒ ลำ และตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ w.ศ.๒๕๖๔ มีวงเงินงบประมาณสำหรับการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน ๒ ลำ จำนวน ๓,๙๒๕ ล้านบาท นั้น เนื่องจากมีสถานการณ์การระบาดของโรคติดชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐ด๙ และส่งผลกระทบต่อศรษฐกิจของประเทศ กองทัพเรือพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่าการลดงบประมาณของรายการนี้ลงถึงแม้วจะเกิดผลกระทบเป็นความเสียหายต่อการดำเนินการตามแผนงานโครงการของกองทัพเรือ และส่งผลต่อความสำเร็จในการปฏิบัติงานตาม
ภารกิจของกองทัพเรือที่กำหนดไว้ตมกฎหมายและที่ได้รับมอบหมาย อันจะส่งผลกระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ด้วยก็ตาม แต่เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นตามภาวะการณ์ของประเทศในปัจจุบัน กองทัพรืตระหนักถึงประเด็นดังกล่าว และขอปรับลดงบประมาณในการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน ๒ ลำ ในปึงบประมาณ พศbb๔ ทังหด คงเหลืองบประมาณในงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔ จำนวน ๐ ล้านบาททั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ
กองทัพเรือขอเรียนว่าจะมุ่งมั่นพัฒนและใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่เพื่อลดความเสียหายและความเสี่ยงที่เกิดจการต้องเลื่อนการจัดหาเรือดำน้ำออกไป ให้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะปฏิบัติหน้าที่และภารกิจอย่างเต็มกำลังความสมารถ เป็นกองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
พลเรือโท ธีรกุล กาญจนะ ปลัดบัญชีทหารเรือ ทำการแทนผู้บัญชาการทหารเรือ
นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ได้กล่าวในที่ประชุมว่า จากการที่ตนได้ไปพูดคุยกับหลายพรรคการเมือง ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่า เรือดำน้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมีและความเป็นจริงจำนวน 3 ลำถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ เนื่องจากประเทศไทยมีทะเลอยู่สองฝั่งทะเลคืออันดามันและอ่าวไทย และที่สำคัญที่สุดในพื้นที่ชายฝั่งทะเลออกไปเขต 12 ไมล์ทะเลออกไปยังมีพื้นที่ทับซ้อนความมั่นคงในเรื่องของทรัพยากร ซึ่งทุกพรรคการเมืองที่พูดคุยด้วยก็มีความเห็นตรงกันว่าควรจะมี
และในเรื่องของเรือดำน้ำ2ลำนี้ ได้ผ่านเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณตั้งแต่ปี 2563 แล้ว แต่ในปี2563 ประเทศประสบกับปัญหาโควิด-19 และด้วยความที่เห็นต่อประชาชนและประเทศชาติกองทัพเรือจึงได้นำส่งงบประมาณส่วนนั้นคืนให้รัฐบาลนำมาแก้ไขในเรื่องของโควิด-19ที่เกิดขึ้น ที่ในช่วงนั้นค่อนข้างรุนแรง ในกรณีนี้ก็ขอบคุณทางกองทัพเรือที่ได้เห็นต่อเศรษฐกิจและประชาชนที่กำลังประสบปัญหาจากความเดือดร้อน และได้บอกกับกองทัพเรือว่าในปี2564จะมีการจัดสรรงบประมาณให้กับกองทัพเรือ แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงปี 2564 สถานการณ์โควิด-19ก็ยังไม่คลี่คลายถึงขั้นความมั่นใจ และถึงแม้มองว่าการมีเรือดำน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ยังไม่เหมาะควรในปีนี้ ทางกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลจึงได้พูดคุยเพื่อขอเลื่อนงบประมาณที่จะไปจ่ายในครั้งนี้
ดังนั้น จึงขอแจ้งข่าวดีให้กับประชาชนและกรรมาธิการทุกท่านทราบว่าทางกระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือ ได้แจ้งมาว่าในปี2564นั้น กองทัพเรือยินดีให้ปรับงบประมาณในส่วนที่จะต้องไปชำระค่าเรือดำน้ำในปีนี้ให้เลื่อนออกไปก่อน และให้กองทัพเรือไปเจรจาในการไปใช้งบประมาณในปีถัดไปเพื่อให้มีเรือดำน้ำตามที่ทุกคนเห็นควรว่าจะต้องมีเรือดำน้ำ โดยจะต้องไปเจรจากับทางผู้ผลิตว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรในการที่จะให้ประเทศไทยมีเรือดำน้ำตามความเหมาะสม แต่ในปีนี้ให้เลื่อนออกไปก่อนเลื่อนการจ่ายเงินไปก่อน
ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ ได้ถามกับประธานว่าการตัดงบครั้งนี้ ตัดโดยกองทัพเรือเองหรือกรรมาธิการคณะใหญ่ โดยทางนายวราเทพ รัตนากร ที่ทำหน้าที่เป็นประธานอยู่ ได้ชี้แจงว่า ด้วยคณะอนุกรรมาธิการไม่ได้มีการปรับลดมา ดังนั้นเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดใหญ่ที่จะต้องพิจารณา โดยจะต้องมีการเสนอเป็นญัตติในการปรับลด
จากนั้นนายสันติ จึงได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณของเรือดำน้ำที่จะต้องจ่ายในปีนี้ จำนวน 3,925 ล้านบาท ของกองทัพเรือให้เป็นศูนย์
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีษะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในการเจรจาขอให้ทางกองทัพเรือและรัฐบาลได้มีการเจรจาขอให้ประเทศจีนมีการเพิ่มโควตานำเข้าผลทางการเกษตรเพิ่มขึ้น อย่างน้อยให้เท่ากับมูลค่าการผ่อนค่าเรือดำน้ำในแต่ละปี
จากนั้น นายวราเทพ ได้ขอมติที่ประชุม ซึ่งมีจำนวนกรรมาธิการอยู่ 66 คน โดยผลมติ เห็นด้วย 63 คน ไม่เห็นด้วย ไม่มี และงดออกเสียง 3 เสียง



