ข่าว

"ประยุทธ์" ลั่น ผ่านยูเอ็น รัฐบาลตระหนักดี สิทธิมนุษยชนเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของสังคมและธุรกิจ

"ประยุทธ์" ลั่น ผ่านยูเอ็น รัฐบาลตระหนักดี สิทธิมนุษยชนเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของสังคมและธุรกิจ

31 ส.ค. 2563

"ประยุทธ์" ประกาศลั่น ผ่านยูเอ็น รัฐบาลตระหนักดี สิทธิมนุษยชนเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของสังคมและธุรกิจ ชี้ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญและปฏิบัติ ไม่ละเมิด ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมุ่งหวังแต่ผลกำไร ลั่นรบ.ทำงานแบบ win win เปิดประชาชนประเมินการทำงานภาครัฐ-โครงการ

เมื่อเวลา 9.00 น.(31ส.ค.2563) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานสัมมนา Global Compact Network Thailand และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “วิถีคิดผู้นำในสถานการณ์วิกฤต ประสบการณ์จากสถานการณ์โควิด – 19” 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานสัมมนา หัวข้อ “วิถีคิดผู้นำสู่ความยั่งยืนภายใต้ชีวิตวิถีใหม่” ในโอกาสการฉลองครบรอบ 20 ปีของการจัดตั้งโกลบอลคอมแพ็กภายใต้สหประชาชาติ และการประกาศเจตนารมณ์ของเครือข่ายในวันนี้ ซึ่งทราบว่า UN โกลบอลคอมแพ็ก เป็นโครงการหนึ่งของสหประชาชาติ ที่ส่งเสริมให้บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกใช้นโยบายในการดำเนินกิจการต่าง ๆ โดยเน้นความยั่งยืนและการมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และสนับสนุนให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับหลักการที่เป็นสากล 10 ประการของ UN โกลบอลคอมแพ็ก ทั้งในด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นหลักการที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญด้วยอยู่แล้ว ผมจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในปัจจุบันสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยมีสมาชิกกว่า 50 บริษัทเข้าร่วมด้วย ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า จะเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศของเราให้ดีขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 และในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ตนตระหนักดีว่าสิทธิมนุษยชนเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของสังคมและธุรกิจ การเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นหลักการที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญและปฏิบัติ รัฐบาลของผมจึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมุ่งหวังแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว ตนรู้สึกภูมิใจที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan: NAP) เมื่อปี 2562 โดยแผนปฏิบัติการดังกล่าวให้ความสำคัญกับ 3เสาหลัก คือ คุ้มครอง เคารพ และเยียวยา ซึ่งผมต้องขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ภายในประเทศ รวมถึงสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยที่มีบทบาทนำในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะร่วมมือกันขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ดังกล่าวให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนและสังคมไทย ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

สำหรับหัวข้อที่ท่านให้ตนมาพูดในวันนี้ คือ “วิถีคิดผู้นำในสถานการณ์วิกฤต ประสบการณ์จากโควิด-19” ซึ่งท่านคงเห็นเหมือนกับตนว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลก เราไม่เคยประสบวิกฤตการณ์ที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง เราต้องปรับตัวทั้งในการใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจให้เป็นไปในรูปแบบ “New Normal” หรือ “วิถีปกติใหม่” ดังนั้น ผู้นำในทุกองค์กร รวมทั้งภาครัฐบาลจึงต้องพร้อมปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่โลกใหม่ด้วย เราไม่อาจทำงานในรูปแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

สำหรับรัฐบาลเองก็จะเร่งปรับปรุงวิธีการทำงานให้เป็นแบบ New Normal ตามแนวทางสำคัญ3ประการ ได้แก่  

หนึ่ง การผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมวางอนาคตของประเทศไทย ต่อไปนี้ รัฐบาลจะต้องทำงานโดยนำทุกภาคส่วน และทุกระดับในสังคม เข้ามามีส่วนร่วม และมีบทบาทมากขึ้นในการช่วยกันกำหนดอนาคตของประเทศ ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามานำเสนอวิสัยทัศน์ และความคิดในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้รัฐบาลฟังได้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลจัดตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” เพื่อทำหน้าที่ ติดตาม เร่งรัด ช่วยเหลือเยียวยา และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของประชาชนในระดับพื้นที่ เริ่มจากปัญหาที่มีความเดือดร้อนเร่งด่วน และทำให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วทันเหตุการณ์ 

สอง รัฐบาลจะเปิดให้มีการประเมินผลงานภาครัฐ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง ให้ทุกคนสามารถประเมินผลการทำงานของรัฐว่า ได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนตามที่เขาคาดหวังหรือไม่ เพื่อกำจัดสิ่งที่ทำแล้วไม่มีประโยชน์ต่อประชาชนออกไปให้ได้มากที่สุด ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นอันดับต่อไปก็คือ สนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการประเมินผล และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐให้ผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลรับทราบโดยตรงได้ด้วย

สาม การทำงานเชิงรุก ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราต้องทำงานให้บูรณาการระหว่างกัน และเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น รัฐบาลจะกำหนดนโยบายสำคัญเร่งด่วน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ และการสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชน เพื่อให้กระทรวงต่าง ๆ นำไปต่อยอดให้เป็นรูปธรรม ยืนยันจะติดตามโครงการสำคัญเร่งด่วนนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นจริง และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ เราจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ที่ผ่านมา ผม ทุกคนในรัฐบาล และทีมงานข้าราชการทุกกระทรวงฯ จึงพยายามทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด หรือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผ่านมาตรการเยียวยาต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึง ปลายน้ำ โดยต้นน้ำ คือ การคัดกรองผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยจากทุกช่องทางอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการนำเชื้อไวรัสจากนอกประเทศเข้ามาภายในประเทศ กลางน้ำ คือ การเว้นระยะห่างและการรักษาสุขอนามัยตามคำแนะนำของแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ซึ่งรวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่จำนวนกว่า    ล้านคนที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดียิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดภายในประเทศ และปลายน้ำ คือการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ตลอดจนการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ โดยทุกขั้นตอน มีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและรัดกุมภายใต้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมีผมเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ทำหน้าที่กำกับดูแลภารกิจ   ในทุกมิติด้วยตนเอง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ภายใต้การดำเนินงานตามแนวทางข้างต้นกับความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทั้งชาติ ส่งผล   ให้ไทยได้รับคำชื่นชมจากสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก รวมถึงได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ ว่าสามารถบริหารจัดการด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดและฟื้นตัวจากสถานการณ์ดังกล่าวได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก

วิกฤตการณ์โควิด-19 ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่มี “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งจากภายในและฐานราก โดยให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” และ “ความมั่นคงของมนุษย์” เพื่อให้ทุกคนในชาติมีภูมิต้านทานต่อความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ คือ การมุ่งพัฒนาไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เมื่อทุกคนมีความต้านทานจึงจะเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งผมก็ได้กล่าวถึงความสำคัญของเรื่องเหล่านี้ต่อสหประชาชาติและประเทศในภูมิภาคในการประชุม UNESCAP เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

เพื่อให้เรารอดพ้นจากความท้าทายครั้งนี้ไปได้ รัฐบาลต้องดึงศักยภาพของประเทศออกมาใช้ โดยระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และประชาชนทุกคน ให้เข้ามาช่วยกันขับเคลื่อนการฟื้นฟูประเทศให้ดีกว่าเดิม ทุกภาคส่วนจะต้องรวมพลังกันเพื่อ “รวมไทยสร้างชาติ” ท่ามกลางวิกฤตนี้ “เราจะต้องรอด และวันหน้า เราต้องเข็มแข็งกว่าเดิม” พวกเราคนไทยจะ   ฝ่าฟันไปด้วยกัน เพราะเราและโลกมีเป้าหมายที่ชัดเจนรออยู่ข้างหน้า นั่นก็คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ SDGs ซึ่งเราจะต้องบรรลุให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือปี 2573 เรามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว แต่ผมเชื่อมั่นในประเทศไทยและคนไทย หากเราร่วมมือร่วมใจกัน ความก้าวหน้าและความสำเร็จอยู่ไม่ไกล และผมขอชื่นชมบทบาทของภาคเอกชนร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ ในการสร้างความตระหนักรู้และร่วมมือกันบรรลุเป้าหมาย SDGs ต่าง ๆ 
เวลานี้ที่เราต้องมองไปข้างหน้า มี 3 ประเด็นที่ผมเห็นว่า มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งนี้ 

หนึ่ง การแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง รัฐบาลจึงจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขอย่างเหมาะสม มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ครอบคลุมทั่วถึง ไม่มีช่องว่างระหว่างคนในสังคม ภาครัฐสนับสนุนระบบอาสาสมัครสาธารณสุขท้องถิ่นที่เข้มแข็งอยู่แล้วให้แข็งแกร่งขึ้น ในวิกฤตที่ผ่านมา อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ชื่นชมของนานาประเทศ

สอง เราต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัส ต้องดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเร่งด่วนมาเป็นลำดับ โดยออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน เช่น มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน ค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า การสนับสนุนเงินให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เช่น ลูกจ้างรายวัน กลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการหนี้เดิมที่มีอยู่ เช่น มาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ย และขยายระยะเวลาชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

นอกจากนี้ เพื่อให้ทรัพยากรของภาครัฐเพียงพอต่อการพยุงสถานการณ์เศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพในระยะเร่งด่วน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกว่า 2 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือ งบประมาณในส่วนที่ได้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อขับเคลื่อน 3 แผนงาน ได้แก่ (1) โครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุข45,000 ล้านบาท (2) แผนงานเพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 555,000 ล้านบาท และ (3) โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 400,000 ล้านบาท และงบประมาณจากแหล่งอื่น ๆ วงเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยทั้งหมด มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างครอบคลุม ผ่านการลงทุนและการดำเนินกิจกรรมทุกรูปแบบให้เกิดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน อันจะนำไปสู่การจ้างงานและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดความแข็งแกร่งได้ต่อไป 

ล่าสุด ผมได้จัดตั้ง "ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ" หรือ ศบศ. เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจ ภายใต้ ศบศ. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมและบรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว

สาม วิกฤตนี้ เป็นโอกาสที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และวางแผนเพื่อการฟื้นตัว อย่างยั่งยืนเพื่อเตรียมรับความปกติแบบใหม่ หรือ New Normal โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ การสร้างความแข็งแกร่งของ