1 ก.ค. 63 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 วาระที่ 1 รับหลักการ โดยมีนายชวน หลีกภัย ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล ได้ชี้แจงกรอบเวลาในการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ว่า จะมีการประชุมทั้งหมด 3 วัน ซึ่งในวันนี้เป็นวันแรกที่มีการเปิดภาคการศึกษา ทำให้สมาชิกเดินทางมาช้าบ้าง แต่ก็จะขอให้ประธานดำเนินการประชุมไปจนถึง 00.30 น. จากนั้นให้พักการประชุม 

ขณะที่เวลาในการอภิปราย ฝ่ายค้านได้เวลาไป 22 ชม. 30 นาที รัฐบาลรวมกับคณะรัฐมนตรี 22 ชม. โดยในส่วนของประธานมี 2 ชม. ดังนั้นรวม 3 วัน มีเวลาในการพิจารณา 46 ชม. 30 นาที ส่วนหากมีการประท้วงของฝ่ายใดก็หักเวลาของฝ่ายนั้น จึงขอความร่วมมือสมาชิกว่าการอภิปรายหากไม่มีการเสียดสี ก็จะไม่มีการประท้วง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแทบจะไม่มีการประท้วง วันนี้จึงหวังว่าจะเป็นไปในลักษณะที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้ 

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปฝ่ายค้าน บอกว่า ข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลเป็นไปตามที่ประธานวิปรัฐบาลได้ชี้แจง โดยจะมีการบริหารจัดการให้อยู่ในกรอบและทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

ด้าน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร บอกว่า ตนจะไม่ไปควบคุมเวลา เพราะแต่ละฝ่ายได้มีการบริหารจัดการกันเองแล้ว แต่ทั้งนี้ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของการประชุมสภาผู้แทนราาฎร โดยเฉพาะข้อ 69 เช่น ห้ามอภิปรายหรือแสดงกิริยาไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น 

จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 64 ว่า หลักการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 เป็นจำนวนไม่เกิน 3.3 ล้านล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้มีกรอบวงเงินสำหรับใช้จ่ายในปี 64 โดยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่รัฐบาลนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากปี 63 โดยใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันนโยบาย และมาตรการต่างๆ เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยรัฐบาลได้ดำเนินการให้สอดคล้องกันทั้งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และผลกระทบจากภายนอก รวมทั้งผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ