30 มิถุนายน 2563 ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลนัดฟังคำสั่ง คดีหมายเลขดำ ลต. (ส.ส.) 585/2562 ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยกรณี กกต. แจกใบเหลือง "กรุง ศรีวิไล" นายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก ส.ส. เขต 5 จ.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 กรณีกล่าวหาให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่นายกรุงศรีวิไล เหตุคนใกล้ชิดไปมอบพวงหรีดและเงินใส่ซองช่วยงานศพ 1,000 บาท ต่อประชาชนในพื้นที่

 

โดยผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 62 มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งลงวันที่ 24 ม.ค. 62 เรื่องกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส. วันรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และสถานที่ที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป วันที่ 24 มี.ค. 62 "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 5 หมายเลข 7 และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. สมุทรปราการ

 

ต่อมาผู้ร้องได้รับรายงานจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ ว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (1) ผู้ร้องไต่สวนแล้วข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 62 ในงานฌาปนกิจศพ นายเอ (นามสมมติ) ที่ วัดจรเข้ใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ นางสาวสุภาภรณ์ พันโนลิต ได้ไปร่วมงานและมอบเงินช่วยงานศพเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ใบ บรรจุภายในซองที่เขียนหน้าซองว่า "กรุง ศรีวิไล" ให้แก่เจ้าภาพ และแจ้งว่าผู้คัดค้านได้มอบเงินช่วยงานศพ และก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 61 ในงานฌาปนกิจศพ นางบี (นามสมมติ) ที่ วัดมงคลนิมิต จังหวัดสมุทรปราการ นางสาวสุภาภรณ์ได้ไปร่วมงานศพและมอบเงินช่วยงานศพบรรจุภายในซองที่เขียนหน้าซองว่า "กรุง ศรีวิไล" ให้แก่เจ้าภาพในลักษณะเช่นเดียวกัน

 

โดย นางสาวสุภาภรณ์ เป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งของ "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้าน และอยู่ในช่วงระหว่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับการกระทำดังกล่าวของ นางสาวสุภาภรณ์ เป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้คัดค้าน ถึงแม้ผู้คัดค้านปฏิเสธว่าไม่ได้ให้ นางสาวสุภาภรณ์ ไปดำเนินการดังกล่าว แต่ผู้คัดค้านก็ได้รับประโยชน์จากการกระทำของนางสาวสุภาภรณ์ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (1) และ มาตรา 80 ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (4)

 

กรณีจึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 5 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของ "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้าน ผู้ร้องจึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาขอให้ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 5 ใหม่ และเมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้วขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่

ต่อมามีการไต่สวนพยานจนศาลนัดฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา เเต่เนื่องจากติดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) จึงให้เลื่อนมาอ่านคำพิพากษาในวันนี้

 

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย ประการแรก ว่า นางสาวสุภาภรณ์ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (1) และ มาตรา 80 ประกอบระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. อันมีผลทำให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือไม่ ได้ความจากเจ้าภาพงานศพให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกับเบิกความต่อศาลว่า นางสาวสุภาภรณ์ มาร่วมงานและนำซองเงินเขียนหน้าซองว่า "กรุง ศรีวิไล" ภายในซองมีธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 1 ใบ มาให้

ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

โดย นางสาวสุภาภรณ์ แจ้งว่า "คุณอายังมาไม่ได้" เชื่อว่าน่าจะหมายถึง "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้าน เนื่องจากหน้าซองระบุชื่อผู้คัดค้าน และนางสาวสุภาภรณ์ขอถ่ายรูปขณะมอบซองดังกล่าวให้เจ้าภาพ และยืนยันภาพถ่ายผู้หญิงที่สวมชุดสูทสีดำเสื้อยืดสีขาวซึ่งนางสาวสุภาภรณ์รับว่าคือตนเอง ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้หญิงที่นำเงินมาช่วยงานฌาปนกิจศพ และยังได้ความจากภริยาของผู้เสียชีวิตให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนว่าผู้คัดค้านไม่ได้มาร่วมงาน แต่ทราบจากบุตรสาวว่า นางสาวสุภาภรณ์ ใส่เงินในซอง 1,000 บาท โดยภริยาของผู้เสียชีวิตพักที่เดียวกับบุตรสาวซึ่งมีบุคคลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งพักอาศัยอยู่ในบ้านรวม 8 คน

 

เห็นว่าพยานผู้ร้องปากเจ้าภาพงานศพเป็นประจักษ์พยาน ยืนยันว่า รับมอบซอง 1,000 บาท ทั้งยังยืนยันภาพถ่ายว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้หญิงที่นำเงินมาช่วยงานฌาปนกิจศพ ซึ่งสอดคล้องกับที่ภริยาของผู้เสียชีวิต ยืนยัน เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานผู้ร้องทั้งสองปากดังกล่าวเคยรู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับ นางสาวสุภาภรณ์ หรือ "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้านมาก่อน จึงเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงรับฟังได้ว่า นางสาวสุภาภรณ์ ไปร่วมงานฌาปนกิจศพและนำซองเงินเขียนหน้าซองว่า "กรุง ศรีวิไล" ภายในซองมีเงิน 1,000 บาท มอบให้เจ้าภาพ

 

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ (1) จัดทำให้เสนอให้สัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลปรโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงิน ได้แก่ ผู้ใด”

มาตรา 80 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยให้คณะกรรมการกำหนดลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง” และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2561 ข้อ 4 บัญญัติว่า “การหาเสียงเลือกตั้ง” หมายความว่า การแสวงหาคะแนนนิยมจากประชาชนหรือสมาชิกจากชุมชนเพื่อให้ได้คะแนนโหวตให้แก่ตนเองผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองแล้วแต่กรณี

 

และ ข้อ 18 บัญญัติว่า “ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งในลักษณะดังต่อไปนี้ (4) ช่วยเหลือเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใดตามประเพณีต่างๆ” ดังนั้น การที่ นางสาวสุภาภรณ์ ไปร่วมงานฌาปนกิจศพและนำซองเงินเขียนหน้าซองว่า "กรุง ศรีวิไล" ภายในของมีเงิน 1,000 บาท มอบให้พร้อมกับแจ้งว่า "คุณอายังมาไม่ได้" ซึ่งทำให้เชื่อว่า "คุณอา" น่าจะหมายถึงผู้คัดค้าน ทั้งยังได้ความว่ามีบุคคลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันอีกรวม 8 คน จึงเป็นการกระทำการจูงใจเพื่อให้ทรัพย์สิน แสวงหาความนิยมจากชุมชนเพื่อให้คะแนนเเก่ผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต

 

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำของ นางสาวสุภาภรณ์ ด้วยหรือไม่ และศาลต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ได้ความจาก นายวิทูรย์ อิศรภักดี พนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ พยานผู้ร้อง ว่า พยานได้รับมอบหมายให้ดำเนินการไต่สวนคดีขอข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้คัดค้านจาก นางสาวสุภาภรณ์ และ นายประดิษฐ์ สุขถาวร ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งของผู้คัดค้าน พบว่า ผู้คัดค้าน และ นางสาวสุภาภรณ์ ได้โทรศัพท์ติดต่อกันถึง 35 ครั้ง ซึ่งหากบุคคลทั้งสองไม่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหาเสียงคงไม่จ้าต้องโทรศัพท์ติดต่อกันมากถึงขนาดนี้

 

ส่วนผู้คัดค้านอ้างตนเองและมีนายประดิษฐ์เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันได้ความว่า "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้านลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ผู้คัดค้านแต่งตั้งผู้ช่วยหาเสียง 2 ครั้ง รวมถึง นางสาวสุภาภรณ์ ด้วย ก่อนหน้านั้นผู้คัดค้านไม่เคยรู้จัก นางสาวสุภาภรณ์ มาก่อน แต่เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ผู้คัดค้านเคยได้คุยโทรศัพท์กับ นางสาวสุภาภรณ์ สืบเนื่องจากผู้คัดค้านกำลังลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งต้องการคนช่วยลงพื้นที่หาเสียงบริเวณอำเภอบางเสาธง โดยนายประดิษฐ์แจ้งว่าตนรู้จัก นางสาวสุภาภรณ์ ซึ่งอยู่อาศัยแถวอำเภอบางเสาธงทำงานเป็นหัวหน้าอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ชอบทำงานสังคมงานจิตอาสารู้จักคนเยอะและชื่นชอบในตัวผู้คัดค้าน และยินดีให้ความช่วยเหลือผู้คัดค้านจึงขอหมายเลขโทรศัพท์จากนายประดิษฐ์แล้วผู้คัดค้านโทรศัพท์สอบถามว่าสามารถหาคนช่วยลงพื้นที่หาเสียงได้หรือไม่

 

นางสาวสุภาภรณ์รับปากว่าสามารถช่วยได้ "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้านจึงบอกว่าถ้าวันไหนต้องการคนจำนวนเท่าใดไปลงหาเสียงบริเวณใดผู้คัดค้านจะโทรศัพท์มาแจ้งล่วงหน้าซึ่งเป็นการพูดคุยเฉพาะเรื่องการหาคนช่วยลงหาเสียงเท่านั้นเป็นเวลาครั้งละประมาณ 1 - 2 นาที ไม่เคยเจอตัวกันลักษณะเช่นนี้ผู้คัดค้านถือว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวจนเมื่อประมาณต้นเดือน มี.ค. จึงได้พบกับ นางสาวสุภาภรณ์ ครั้งแรกผู้คัดค้านและนายประดิษฐ์ไม่เคยมอบหมายให้ นางสาวสุภาภรณ์ ไปร่วมงานฌาปนกิจศพและนำเงินใส่ซองช่วยงานในนามของผู้คัดค้านแต่อย่างใด

 

เห็นว่าแม้ผู้ร้องจะนำสืบได้ว่า "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้านจะแต่งตั้ง นางสาวสุภาภรณ์ เป็นผู้ช่วยหาเสียงในวันที่ 4 มี.ค. ส่วนพฤติการณ์ที่ นางสาวสุภาภรณ์ ไปร่วมงานฌาปนกิจศพนั้นได้ความจากน้องสาวของผู้เสียชีวิต แจ้งนางสาวสุภาภรณ์เชิญผู้คัดค้านไปร่วมงานศพเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ตายและถือเป็นหน้าเป็นตาของน้องสาวของผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่ง นางสาวสุภาภรณ์ ตอบว่า จะเชิญผู้คัดค้านมาเป็นเกียรติแก่ผู้ตาย นางสาวสุภาภรณ์ มาร่วมงานฌาปนกิจศพและแจ้งว่าผู้คัดค้านมาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การที่นางสาวสุภาภรณ์นำเงินเขียนหน้าซองว่า "กรุง ศรีวิไล" มอบให้ ซึ่งได้ความจาก นางสาวสุภาภรณ์ ให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนอีกว่าแจ้งกับเจ้าภาพที่รับซองว่าผู้คัดค้านนำเงินมามอบช่วยเหลืองานศพและก่อนหน้านี้ตนได้นำเงินไปช่วยงานประเพณีและงานศพของบุคคลอื่นในนามของผู้คัดค้าน

 

โดยเป็นเงินส่วนตัว ส่วนใหญ่จะใส่เงินในซอง 500 - 1,000 บาท ซึ่ง นางสาวสุภาภรณ์ สถานะเป็นหม้าย ประกอบอาชีพ ค้าหมูปิ้ง รายได้ประมาณ 2 หมื่นต่อเดือน มีบุตรสองคนศึกษาระดับประถมศึกษาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู แม้จะเบิกความว่าคนรักมีอาชีพรับเหมาก่อสร้างงานจากหน่วยงานราชการก็เป็นเพียงการเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ เท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุน เมื่อพิจารณาจากสถานะทางการเงินประกอบกับภาระที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรสองคนและสภาพบ้านพักอาศัยของนางสาวสุภาภรณ์ทั้งสองแห่ง แล้วจึงเป็นการยากที่จะเชื่อว่าจะนำเงินส่วนตัวมาใส่ของช่วยเหลืองานประเพณีและงานศพของบุคคลอื่นหลายๆ ครั้งในนามของ "กรุง ศรีวิไล" ผู้คัดค้าน ข้ออ้างของ นางสาวสุภาภรณ์ ที่ว่ากระทำการดังกล่าวด้วยตนเองนั้นมีพิรุธหลายประการไม่น่าเชื่อถือ

 

เมื่อการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้คัดค้านได้รับประโยชน์และต่อมาผู้คัดค้านก็แต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยหาเสียงซึ่งแม้ไม่ให้ความแน่ชัดว่าผู้คัดค้านรู้เห็นเป็นใจเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวสุภาภรณ์ในช่วงก่อนเกิดเหตุที่มีการนำของเงินช่วยงานฌาปนกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งชี้ให้เห็นว่ามีการกลั่นแกล้งผู้คัดค้านให้ต้องรับผิดในกรณีตามคำร้อง

เมื่อศาลได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว ในการเลือกตั้ง ส.ส. เขต 5 มีกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ข้อ 18 (4) ซึ่งทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม แม้ทางการไต่สวนไม่ได้ความชัดว่าเป็นการกระทำของผู้คัดค้านตามคำร้องของผู้ร้องศาลก็ต้องสั่งให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. จังหวัดสมุทรปราการเขตเลือกตั้งที่ 5 ใหม่

ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 133 พิพากษาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. สมุทรปราการเขต 5 ใหม่ แทน "กรุง ศรีวิไล"