นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แถลงข่าว การฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานการเลือกตั้ง และพวกรวม7คน ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานความผิดเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 

โดยกล่าวว่า ส่วนตัวได้ยื่นร้องต่อศาลฯไป4 ประเด็นด้วยกันคือ การซื้อเสียง ที่ ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง สืบเนื่องจากหลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้ว ตนได้ไปพบผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง เนื่องจากมีหลักฐานการซื้อเสียง และได้สอบถามผู้ใหญ่บ้านจึงได้รู้ว่าเป็นญาติกัน ต่อมาตนได้รับการติดต่อจากผู้หญิงในคลิปและยอมรับว่าทำจริงแต่ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ หลังจากนั้นผู้หญิงคนดังกล่าวได้ไปให้การใหม่และบอกว่า ไม่ยืนยันคำให้การเดิมที่เคยให้การไว้ เงินนั้นไม่ใช่เงินที่เอาไปซื้อเสียง แต่เอาไปซื้อน้ำมันพืช และสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นคือ กกต. เชื่อว่า นำเงินไปซื้อน้ำมันพืชจริง จึงยกคำร้อง

และอีกเรื่องคือเรื่องซื้อเสียงเช่นกันแต่เป็นการซื้อเสียงผ่านโทรศัพท์ แต่ตนโชคดีที่มีคนถ่ายคลิปมาได้เนื่องจากพบความผิดปกติ จึงได้ถ่ายรูปและอัดคลิปไว้ ต่อมากกต.ยกฟ้อง เนื่องจากพยานไปให้การว่าตอนที่อัดคลิปดังกล่าวไม่ทราบว่าเป็นเงินอะไร พยานไม่ได้ยินเสียงที่พูดกันทั้งๆที่ตอนส่งคลิปมาให้ตนมันชัดเจน รวมถึงข้อความและภาพในไลน์กลุ่ม “เพื่อนนายฉลอง” มีสมาชิกประมาณ400คน จะมีการถ่ายสำเนาบัตรประชาชน 35,000 ใบ แล้วก็ส่งเข้ากลุ่มนี้ ตนจึงร้องเรื่องกำนันผู้ใหญ่บ้านไม่วางตัวเป็นกลาง
และยังมีบุคคลในกลุ่มไลน์ดังกล่าว เขียนว่า หากพวกเราถูกจับในขณะซื้อเสียง ให้บอกไปว่า เป็นเงินซื้อเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ตนจึงไปร้องว่าเป็นการใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเรื่องนี้น่าแปลกมากเพราะ กกต.ลงโทษคนที่เขียนข้อความดังกล่าวว่า เป็นการใส่ร้ายทำให้เสื่อมเสียคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ หากเป็นเช่นนี้ถือว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ กกต. ไม่จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

 "เพราะฉะนั้นถือว่า กกต. ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจนอกล้นไปจากขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งสามารถลงโทษได้ว่า ปฏิบัติหน้าที่ผิดต่อกฎหมายโดยทุจริต นอกจากนี้ยังเป็นการบั่นทอนและทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หากปล่อยให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะเป็นเครื่องมือของนักการเมืองทุจริต เข้าไปแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง" นายนิพิฏฐ์ กล่าวตอนท้าย