เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายสามารถ เจนชัยจิตรสนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ฝากเตือน นายปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ออกมาโพสต์ให้กำลังใจ นายรังสิมันต์ โรม แล้วอ้างว่าถูกกฎหมายปิดปาก 

 

 

 

          เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจ อย่างมากซึ่งครั้งหนึ่ง นายปิยบุตร เองก็เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้ออกมาปกป้อง นายรังสิมันต์ โดยจริงแล้วควรจะรู้หรือไม่ว่าการกระทำของ นายรังสิมันต์ ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีนอกสภา นั้นสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำการผิดกฎหมาย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าพูดในสภาเมื่อก่อนมีกฎหมายคุ้มครอง แต่การที่พูดถึงบุคคลภายนอกนั้น ผู้พูดก็ต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ไปทำลายชื่อเสียง เกียรติภูมิ หรือให้ข้อมูลเท็จใส่ร้ายป้ายสี จึงมีการแก้กฎหมายว่า บุคคลภายนอกที่ไม่อยู่ในสภานั้น ต้องได้รับการคุ้มครองแล้วสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายได้   

          นายสามารถ เผยอีกว่า ขณะการอภิปรายในสภา ยังให้กฎหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก แต่การกระทำของ นายรังสิมันต์ นั้นพูดนอกสภา ใช้เวทีแถลงข่าว ที่ควรจะเป็นสาระ ข้อมูล เป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน กลับมามุ่งร้าย โยงประเด็นข้อมูลที่สุ่มเสี่ยง และทำให้บุคคลอื่นเสียหาย ดังนั้นการกระทำของ นายรังสิมันต์ ก็จะต้องให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ว่าการที่พูดออกมานั้น เป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ แล้วมีการให้ข้อมูลเท็จ หรือมีการใส่ร้ายบุคคลที่สามหรือบุคคลอื่นหรือไม่ ในเกี่ยวกับมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ทั้งนี้ นายปิยบุตร ควรจะแม่นข้อกฎหมาย ว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยนั้น สามารถใช้สิทธิได้ คือ ใช้สิทธิต่อพนักงานสอบสวน ผ่านพนักงานอัยการ แล้วเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ฉะนั้นการร้องทุกข์ผ่านพนักงานสอบสวน ก็มีดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ที่จะมีความเห็นฟ้องหรือไม่ฟ้อง ถ้าการกระทำของ นายรังสิมันต์ ไม่ครบองค์ประกอบของความผิด หรือได้รับการคุ้มครองหรือได้รับข้อยกเว้นตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็จะสั่งไม่ฟ้อง 

          นายสามารถ เผยต่อว่า พนักงานสอบสวนถ้ามีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็จะต้องส่งให้พนักงานอัยการ มีความเห็นด้วยหรือเห็นแย้ง ซึ่งถ้าพนักงานอัยการพิจารณาหลักฐานทั้งหมดแล้วว่า นายรังสิมันต์ ไม่ได้กระทำการผิดกฎหมาย หรือกระทำการเป็นประโยชน์ต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน และสาธารณะ ก็จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พนักงานอัยการก็จะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแล้วถือว่าเป็นอันยุติ ดังนั้น นายปิยบุตร ออกมาพูดว่า เป็นการใช้กฎหมายปิดปากของมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดนั้น ตนคิดว่าฟังไม่ขึ้น 

          ตนขอหยิบยกเหตุการณ์ในอดีตมาเตือนสตินาย ปิยบุตร โดยขอย้อนกลับไปให้เห็นว่าในอดีตพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งพรรคได้ถูกยุบไปแล้ว ได้มีการฟ้องหมิ่นประมาทบุคคลอื่นหลายคน เช่น เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 62 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เวลา 08.00 น. น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโจทก์ที่ 1 และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะโจทก์ที่ 2 ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาตามความผิดในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 รวมทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 73(5) โดยมีจำเลยคือ ม.จ.จุลเจิม ยุคล  จนเมื่อวันที่ 17 ก.ย.62 ที่ ห้องพิจารณา 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง ม.จ.จุลเจิม ยุคล อายุ 72 ปี เป็นจำเลย ในฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 จนสุดท้ายศาลพิจารณายกฟ้อง ฯ 

 

 

 

          "ผมติดตามผลงานของ นายปิยบุตร ครั้งที่เคยมาเยี่ยมเยือนกระทรวงยุติธรรม ก็ได้มีการแลกเปลี่ยน ทัศนะความเห็น นับว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเป็นคนเก่งแต่จะมักหลงลืมข้อเท็จจริงบางเรื่อง อะไรที่ตัวเองได้ประโยชน์จะไม่พูด เพราะผมก็เกรงว่า นายปิยบุตรจะหลงลืมในสิ่งที่คนรอบตัวของ นายปิยบุตรเอง ก็เคยฟ้องหมิ่นประมาทผู้อื่นเช่นเดียวกัน แบบนี้เขาเรียกคำโบราณว่า คนที่เห็นแก่ตัว จะไม่มีทางสำนึกในสิ่งที่ตัวเองได้เคยทำไว้ กับผู้อื่น แต่จะจดจำได้แต่เรื่องที่ตนเองโดนผู้อื่นกระทำ ซึ่งเหตุการณ์ในอดีตที่หยิบยกขึ้นมาสะท้อนได้เห็นเป็นอย่างดี  ทั้งนี้ผมต้องออกมาชี้แจงให้สังคมเข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นธรรมกับประชาชนคนไทยทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ฉะนั้น กฎหมายหมิ่นประมาทเป็นกฎหมายอาญา เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ยอมความได้ บุคคลสามารถที่จะใช้สิทธิปกป้อง เกียรติภูมิ ชื่อเสียง และเกียรติยศของตัวเองได้ทุกคน"

          นายสามารถ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท้ายสุดนี้ นายปิยบุตร ออกมาปกป้อง นายรังสิมันต์ นั้น เป็นการแบ่งงานกันทำหรือไม่อย่างไรที่มาให้ร้าย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และผู้ใหญ่ในหลายๆท่านในมูลนิธิป่ารอยต่อ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ทำประโยชน์เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนมานาน แล้วและการใช้สิทธิของมูลนิธิป่ารอยต่อนั้นก็เป็นสิทธิที่ทำได้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่จะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายว่ามูลนิธิป่ารอยต่อเอง หรือ นายรังสิมันต์ เอง ฉะนั้นเรื่องนี้ควรจะให้กระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินการ อย่าเพิ่งมาพูดทำให้สังคมสับสน ซึ่งเวลานี้เองประชาชนทุกคน ควรจะร่วมมือร่วมใจกันในการที่จะต่อต้านโรคระบาดโควิด-19 ให้หมดไปจากสังคมไทย วันนี้ควรจะพักเรื่องของการเมืองไว้ก่อน แล้วหันมาร่วมใจกันทำให้ โรคระบาดโควิด-19 นั้นหมดจากสังคมไทย ตนเชื่อมั่นว่า ถ้าวันนี้คนไทยทุกคนร่วมมือกัน ทำตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความตั้งมั่นตั้งใจ ก็จะสามารถทำให้โรคระบาดโควิด-19 นั้นหมดไปจากสังคมไทยได้อย่างแน่นอน ตนมั่นใจว่าประเทศไทยนั้นต้องชนะครับ