
ท้ารบ"ธรรมนัส"เพจดังปัดตัดต่อคลิป-พณ.เอาผิดเสี่ยบอย3ข้อหา
ตร.ถกคดี "เสี่ยบอย" กักตุนหน้ากากอนามัย ชง ปอท.ฟันผิดพ.ร.บ.คอมพ์ ประสาน ปปง.สอบเส้นทางเงิน เตรียมเรียกสอบกราวรูดคนถ่ายภาพคู่ มติลงดาบไล่พ้นกต.ตร.สภ.หนองปรือ ด้าน"พีท ทองเจือ"โร่แจ้งความปัดเกี่ยวข้อง ขณะที่ "ธรรมนัส" แฉถูกตัดต่อภาพ แจ้งเอาผิดสื่อออนไลน์
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผบ.ตร. เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเข้ามาสอบถามความคืบหน้าผลการเข้าตรวจค้น 6 จุดเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.ชลบุรี หลังมีข้อมูลเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความของนายศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี หรือ เสี่ยบอย ซึ่งมีการอ้างว่าสามารถจัดหาหน้ากากอนามัยได้มากกว่า 200 ล้านชิ้น ทำให้สังคมเกิดความตื่นตระหนก ว่ามีการกักตุนสินค้าเป็นจำนวนมากเพื่อรอส่งขายให้ต่างประเทศ
สำหรับการประชุมดังกล่าวเป็นการมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมในประเด็นที่สงสัยต่างๆ โดยเฉพาะบุคคลที่มีการอ้างอิงถึง และภาพแต่ละภาพที่นำไปโพสต์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อขอให้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายศรสุวีร์ ว่ามีการทำธุรกรรมใดเข้าข่ายผิดปกติน่าสงสัยหรือไม่ ส่วนประเด็นที่นายศรสุวีร์ถ่ายภาพคู่กับตำรวจหลายนาย และพบว่าเป็นภาพในงานเลี้ยงแห่งหนึ่งที่นายศรสุวีร์ไปขอถ่ายภาพด้วยโดยอ้างว่าเพื่อเป็นที่ระลึก
รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมเรียกนายพิตตินันท์ รักเอียด ผู้ติดตาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้ามาสอบปากคำ ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเสี่ยบอย แต่ยังไม่จำเป็นต้องเรียก ร.อ.ธรรมนัส มาให้ปากคำ เนื่องจากไม่มีภาพปรากฏในเฟซบุ๊กของเสี่ยบอย และยังไม่พบว่ามีโพสต์ใดที่อ้างถึง
นอกจากนี้ในส่วนเจ้าของบริษัทเอกชนย่านหนองแขม จะเรียกมาสอบถามประเด็นเรื่องการทำธุรกิจที่ให้การว่า เคยส่งขายหน้ากากอนามัยให้ทางการจีนในช่วงที่มีการระบาดโควิด-19 ระยะแรกๆ ส่วนเจ้าของโรงงานย่านมีนบุรี จะซักถามในประเด็นที่มีการตรวจพบหน้ากากอนามัย 500,000 ชิ้นในโรงงาน ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เตรียมส่งขายให้ลูกค้า ซึ่งเป็นร้านขายยา 3,000-4,000 ร้านค้า จริงหรือไม่ ซึ่งทั้งบริษัทเอกชนและโรงงานดังกล่าวตำรวจจะประสานข้อมูลให้กรมการค้าภายในตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ส่วนประเด็นที่จะขอให้ ปปง. ตรวจสอบ เช่น ภาพมีการนำสมุดบัญชีธนาคารที่มีเงินในบัญชี 300-400 ล้านบาท และเช็คสั่งจ่ายแต่ละฉบับว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งคาดว่าจะทราบผลอย่างเร็วที่สุดใน 3-4 วัน
ด้าน พ.ต.ท.กฤช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา รอง ผกก.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. กล่าวยืนยันว่า เมื่อคืนวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้สอบปากคำและพิมพ์ลายนิ้วมือ นายศรสุวีร์เป็นที่เรียบร้อย พร้อมแจ้งข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนจะปล่อยตัวชั่วคราวไป
มีรายงานข่าวแจ้งอีกว่าสำหรับแนวทางการดำเนินคดีกับนายศรสุวีร์นั้น ตำรวจเริ่มสืบสวนจากโพสต์ที่นายศรสุวีร์อ้างว่าสามารถจัดหาหน้ากากอนามัยได้มากกว่า 200 ล้านชิ้น ซึ่งเป็นข้อความอันเป็นเท็จ จึงให้ บก.ปคบ. ไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับ พนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐาน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะต้องตรวจสอบประวัติของนายศรสุวีร์โดยละเอียด เช่น เรื่องสถานะทางการเงิน ทรัพย์สิน หนี้สิน โดยต้องทำหนังสือไปถึงธนาคารเพื่อขอข้อมูลและทำหนังสือถึงกรมที่ดิน สำหรับขอข้อมูลการจดจำนองบ้าน รวบรวมข้อมูลการพูดคุยโต้ตอบกับคุคคลอื่น ขณะที่บุคคลที่นายศรสุวีร์แอบอ้างถ่ายภาพด้วย รวมถึงดารานักแสดงก็จะต้องถูกเรียกมาให้ปากคำทั้งหมดที่ ปอท.
ทั้งนี้ผลการเข้าตรวจค้นเป้าหมายที่อาคารไทยเฮลท์ เลขที่ 6/32 ถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ แขวงและเขตหนองแขม กทม. ที่นายศรสุวีร์ อ้างว่า เป็นที่ใช้กักตุนสินค้ากว่า 200 ล้านชิ้นนั้น พบว่ามีหน้ากากอนามัยอยู่เพียง 12,500 ชิ้น ซึ่งเป็นสินค้าและจำนวนที่นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ เป็นผู้สั่งทำจากโรงงานแห่งหนึ่ง และนำมาใส่โลโก้ของตนเอง
จากแนวทางการสืบสวนพบว่านายพันธ์ยศมีการติดต่อซื้อขายหน้ากากอนามัยกับนายศรสุวีร์จริง ซึ่งนายศรสุวีร์รับว่าได้ซื้อขายหน้ากากอนามัยจากนายพันธ์ยศ เพียง 2 แสนชิ้น ซึ่งข้อมูลนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเป็นการซื้อขายกันก่อนหรือหลังการประกาศควบคุมหน้ากากอนามัยหรือไม่ ส่วนการเข้าตรวจสอบที่โรงงานผลิตหน้ากากอนามัยแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา 86 ที่นายศรสุวีร์โพสต์กล่องหน้ากากอนามัยและข้อความอ้างว่ามีกักตุนอยู่ 200 ล้านชิ้น พร้อมที่จะนำออกมาจำหน่าย ทางตำรวจได้สอบถามถึงกำลังการผลิตของโรงงานแต่ละวัน โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางโรงงานชี้แจงว่าได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้กรมการค้าภายในแล้ว และจะส่งข้อมูลให้ตำรวจในวันที่ 10 มีนาคม แต่ตำรวจก็ยังไม่ได้รับ ขณะที่กรมการค้าภายในระบุว่าเป็นความลับ
ช่วงเช้าวันเดียวกัน กรมการค้าภายในได้เข้าตรวจสอบบริษัท ทรูไลน์เมด ตั้งอยู่ในซอยรามอินทรา 86 อีกครั้ง หลังจากตรวจไปก่อนหน้าแล้วเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ซึ่งเบื้องต้นไม่พบการกักตุนสินค้า โดยบริษัทให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเป็นอย่างดี และใช้เวลาในการเข้าตรวจสอบนานกว่า 4 ชั่วโมง ก่อนเดินทางกลับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ให้ข้อมูลใดๆ แก่สื่อมวลชน
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีรายงานว่าเจ้าของบริษัทจะมีการชี้แจงต่อสื่อมวลชนในช่วงเช้าของวันนี้ แต่จากการติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ของบริษัท ล่าสุดเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าขณะนี้เจ้าของบริษัทไม่อยู่ที่บริษัทและติดภารกิจยังไม่สามารถให้ข้อมูลแทนได้และไม่ทราบว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ รวมถึงวันนี้ไม่ได้อนุญาตให้เข้าไปถ่ายภาพบริเวณด้านในด้วย ขณะที่พนักงานของบริษัทดังกล่าวยังเดินทางมาทำงานตามปกติ และจากการสอบถามข้อมูลจากพนักงานพบว่าบริษัทยังคงผลิตหน้ากากอนามัยตามปกติเหมือนเดิม
สำหรับบริษัท ทรูไลน์เมด พบข้อมูลว่าเป็นบริษัททำการค้าจำหน่ายเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ชนิดการตรวจการตั้งครรภ์เป็นหลัก เปิดทำการมาประมาณ 10 ปี เพิ่งมาผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อจำหน่าย 2-3 ปีหลัง โดยผลิตได้ประมาณวันละ 250,000 ชิ้น กระจายให้ผู้ซื้อหลักคือกรมการค้าภายใน องค์กรเภสัชกรรม บริษัท การบินไทย จำกัด สมาคมร้านขายยา ชมรมร้านขายยา ประมาณ 3,000 ราย โดยตั้งแต่เกิดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยบริษัทแห่งนี้ได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 400,000-500,000 ชิ้นต่อวัน แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยขายส่ง ราคา 100 บาทต่อ 50 แผ่น ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่าผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทแจ้งว่าไม่รู้จักเสี่ยบอย และบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการใช้รูปภาพสินค้าของบริษัทไปแอบอ้างตามที่ปรากฏในข่าว
เมื่อเวลา 13.30 น. วันเดียวกัน “พีท ทองเจือ” หรือ นายธนภณ ทองเจือ อายุ 51 ปี นักแสดงชื่อดังพร้อมครอบครัว ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ต.เวียงแก้ว สุภาการณ์ สารวัตร (สอบสวน) สน.ปทุมวัน หลังปรากฏมีตัวเองในคลิปของนายศรสุวีร์ หรือ เสี่ยบอย ซึ่งแอบอ้างว่ามีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น และยังบอกว่ารู้จักกับคนสนิทของ ร.อ.ธรรมนัส อีกด้วย
นายธนภณ เปิดเผยว่า เดินทางมาที่สถานีตำรวจเพื่อยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่นายศรสุวีร์ โพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กแต่อย่างใด จึงมาขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน สำหรับคลิปดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ขณะกำลังถ่ายละครอยู่ที่เมืองพัทยาก่อนที่นายศรสุวีร์จะเดินทางมาที่กองถ่ายละคร และมีการถ่ายคลิป โดยในคลิปได้ติดภาพของตนไปด้วย และเขาบอกว่าเจอตัว “พีท ทองเจือ” ก็ทักไปที่กล้องตามปกติ แต่ขอยืนยันว่าไม่เคยพบ หรือพูดคุยกับนายศรสุวีร์เลย และไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ วันนี้หากเดินสวนกันก็จำไม่ได้
“ตอนนี้ยังไม่มีผลกระทบอะไรผม แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมแบบนี้ เพราะเขาฉวยโอกาสเอาภาพผมไปโฆษณาขายของให้เขา จึงมาขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพราะผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขายหน้ากากอนามัยใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้คนไทย เรื่องการกักตุนและขายหน้ากากอนามัยเกินราคา แต่อนาคตอาจสร้างความเสียหายให้ผม เพราะอาจมีคนมาด่าโจมตีว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ ผมเห็นคลิปนี้ในพื้นที่ สน.ปทุมวัน เมื่อวานนี้ (9 มี.ค.) จึงตัดสินใจมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และในอนาคตหากมีการดำเนินคดีกับนายศรสุวีร์ ถ้าผมโดนเรียกไปสอบก็จะมีหลักฐานที่ลงบันทึกประจำวันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้" นายธนภณ กล่าว
เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นยังพบว่านายศรสุวีร์ ยังมีตำแหน่งเป็น กต.ตร.สภ.หนองปรือ โดยเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มีนาคม นายไพโรจน์ ประวัติเลิศอุดม ประธาน กต.ตร.สภ.หนองปรือ ได้เรียกประชุมคณะ กต.ตร.สภ.หนองปรือ และที่ปรึกษาเป็นการด่วน เพื่อวางแนวทางการทำงาน ภารกิจสำคัญ เพื่อให้เดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อมั่นและสง่างามในสังคม กระทั่งมีมติโหวตให้นายศรสุวีร์ออกจากการเป็น กต.ตร.สภ.หนองปรือ ฐานทำให้องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง
ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตอนนี้ความจริงเริ่มประจักษ์แล้ว เริ่มขยายผลแล้ว เดี๋ยวก็จะรู้ว่ามีออเดอร์จริงหรือไม่และของไปอยู่กับใคร ขอให้รอตรวจสอบตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวรอพิสูจน์ความจริงในเร็วๆ นี้ เวลานี้การนำเสนอข่าวของสื่อควรนำเสนอความจริงให้สังคมได้เห็น โดยเฉพาะในเวลานี้ที่บ้านเมืองกำลังวิกฤติ ควรนำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง นำข้อมูลที่เป็นจริงมานำเสนอ ซึ่งเวลานี้เจ้าหน้าที่ได้สาวไปถึงต้นตอแล้ว แต่สื่อกลับมามองประเด็นว่าจะลาออกหรืออยู่ สื่อควรนำเสนอสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชนมากกว่า ควรกระชากหน้ากากในเรื่องนี้ว่า แท้จริงแล้วใครอยู่เบื้องหลังกันแน่ การที่มีคนใดคนหนึ่งออกมาพูดน้ำไหลไฟดับคงไม่ธรรมดา อาจจะมีใครอยู่เบื้องหลัง ซึ่งตอนนี้ก็รู้มากแล้ว
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตอนนี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับสื่อออนไลน์ทุกสื่อที่เกี่ยวข้อง พิสูจน์ความจริงต่อสังคม ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้จะถูกแฉความจริง เรื่องหน้ากากอนามัย กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็บอกแล้วว่าไม่มีของจริง
“ตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่ามีการตัดต่อภาพ สื่อก็รู้ บอกได้เลยว่ามีการตัดต่อและรู้เยอะกว่านี้ แต่พูดไม่ได้ แต่เรื่องนี้มาจากการเมือง ส่วนจะเป็นการเมืองภายนอกหรือในพรรคเดี๋ยวก็รู้ อย่างไรก็ตามครอบครัวพลังประชารัฐเราคุยกันเองได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้เพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ” ที่เป็นผู้เปิดโปงเรื่องดังกล่าว ได้ประกาศปิดเพจไปเมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่หลังจากสื่อนำเสนอข่าวที่ ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์และพาดพึงว่าเป็นการตัดต่อภาพ และรับงานมาเพื่อโจมตีทางการเมือง ทำให้ช่วงบ่ายวันที่ 10 มีนาคม เพจแหม่มโพธิ์ดำ กลับมาโพสต์อีกครั้ง โดยมีเนื้อหาใจความของโพสต์ว่า จะพักสักเดือน แต่ไม่กี่ชั่วโมงเจอใส่ร้ายหนักมาก กะแล้วว่าถ้าออกมาเปิดโปงเรื่องหน้ากากต้องโดนแบบนี้ ก็ต้องคิดสิ มันไวรัลขนาดนี้ก็เพราะมันจริง มีคลิปเสียง ภาพถ่าย ยังหาหน้ากากไม่เจอ บอกภาพตัดต่อ คลิปตัดต่อ หาว่ารับเงินจากพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม จึงไปต่อ ไม่ปิดเพจทำนองขอท้าชนตรวจสอบความจริงสู้
ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า กมธ.จะตรวจสอบประเด็นการกักตุนหน้ากากอนามัยตามที่มีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่เนื้อหาว่ามีกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดรัฐมนตรีในรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย และนำไปจำหน่ายในราคาสูง อย่างไรก็ตามตนมองว่าเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้กระจ่าง รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ ควรแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น และรับผิดชอบต่อกรณีที่ไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องหน้ากากอนามัยให้เพียงพอต่อความต้องการในกลุ่มที่ต้องการจำเป็นเร่งด่วน เช่น กลุ่มแพทย์ และความต้องการของประชาชน ทั้งนี้มองว่านายกฯ ต้องเร่งจัดการ และไม่ปล่อยให้ผู้กักตุนสินค้าลอยนวล
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้ความเห็นด้วยว่า ส่วนกรณีที่ผลการตรวจสอบโดยตำรวจพบว่าตรวจสอบบุคคลที่กักตุนหน้ากากอนามัยเข้าข่ายความผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์นั้น เชื่อว่าเบี่ยงเบนประเด็น เพราะไม่ตรวจสอบถึงกระบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย บัญชีธนาคาร ที่เชื่อมโยงไปยังหลายบุคคล โดยเฉพาะคนใกล้ชิดของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน และยังพบความพยายามช่วยเหลือ ปิดบังผู้ที่เข้าข่ายสงสัยว่าเข้าข่ายกักตุนสินค้า ทั้งนี้มองว่ากรณีที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวกับการลักลอบนำหน้ากากออกจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย
ทั้งนี้วันเดียวกัน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ว่ามี 3 ข้อหาที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปร่วมดำเนินการสอบสวน คือ 1.หากมีการครอบครองหน้ากากอนามัยจำนวน 200 ล้านชิ้นจริง หรือจำนวนเท่าไหร่ก็ตามที่อยู่ในครอบครองตามที่กฎหมายกำหนดห้าม จะต้องแจ้งการครอบครอง ซึ่งหากไม่แจ้งจะต้องผิดกฎหมาย 2.การจำหน่ายเกินราคา 3.ค้ากำไรเกินควร ได้กำชับว่าจะต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เพราะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการส่งออก เพราะต้องขออนุญาตและขณะนี้ยังไม่มีนโยบายให้ส่งออกได้ ดังนั้นถือเป็นการลักลอบส่งออก จึงถือเป็นเรื่องของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการในอีกข้อหาหนึ่ง ขนาดนี้ต้องเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนว่ามีของกลางถึง 200 ล้านชิ้นจริงหรือไม่ และของดังกล่าวขณะนี้อยู่ที่ไหน ซึ่งได้สั่งการผ่านปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปแล้วว่าให้ไปร่วมในทุกขั้นตอน โดยการดำเนินคดีจะต้องให้ถึงที่สุด ไม่ย่อหย่อน และสาวไปถึงใครก็ต้องดำเนินการ ซึ่งกำชับไปชัดเจนแล้ว
ส่วนกรณีที่ผู้กระทำผิดแอบอ้างว่าความใกล้ชิดกับคณะทำงานของรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูล แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามหากกระทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ



