เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2563 เวลา 22.50 ที่รัฐสภา นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง ชี้แจงหลังจากนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ว่า ความเหลื่อมล้ำในไทยเป็นปัญหาสะสมในเชิงโครงสร้างมายาวนาน จำเป็นต้องแก้ไข แต่ใช้เวลา ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริง แต่ตามมาตรฐานธนาคารโลก ไทยไม่ใช่เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำอันดับ1 ของโลก เพราะไม่ได้ห่างกับประเทศอังกฤษหรือสหรัฐฯเท่าใดนัก แต่ที่มีการอ้างนั้นเป็นรายงานเครดิตสวิสฯ ปี 2018 ระบุเช่นนั้นจริงซึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลและวิธีชี้วัดการกระจายความมั่นคง ซึ่งมีเพียง 35 ประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีข้อมูลดังกล่าว
 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

         นายอุตตม กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะโครงการชิม ช้อป ใช้ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งทาง IMF ได้แนะนำตนว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที และเชื่อด้วยว่า ไทยมีความสามารถด้านการเงิน การคลัง แต่ขอให้ดำเนินนโยบายอย่างเหมาะสม ตรงเป้า และรัฐบาลจะดำเนินการต่อเนื่อง

 

          ขณะที่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า มีความต้องการให้ลดค่าน้ำมันลงลิตรละ 5 บาท ซึ่งมีการถกเถียงกันมากหลายมิติ ไทยนำเข้า 80-90% จึงต้องระวังหลายเรื่อง ต้องพร้อมรับสิ่งที่จะเกิด การที่ต้องการให้ราคาสะท้อนต้นทุน แท้จริงแล้วถ้าปล่อยไป จะเกิดการบริโภคเกินจริง ดังนั้น ราคาของไทย ไม่ได้แพงหรือถูกสุดในอาเซียน อยู่ระดับกลางๆ แม้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต 5-6 บาทต่อลิตร การที่ประเทศเมียนมาร์ถูกกว่าไทย เพราะรัฐบาลช่วยอุดหนุนในส่วนนี้ ของไทยจึงลดไม่ได้ตามที่มีการแนะนำ.