นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ ซึ่งญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นานประมาณ 2 ชั่วโมง โดยมีตอนหนึ่งได้ย้ำถึงความไม่ให้ความไว้วางใจ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฐานะหัวหน้าเศรษฐกิจของรัฐบาล เพราะความล้มเหลวต่อการบริหารราชการแผ่นดินด้านเศรษฐกิจ โดยมีบทพิสูจน์คือข่าวตามหน้าสื่อมวลชนที่ระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจแย่ทำให้ประชาชนฆ่าตัวตาย พบคนตกว่างและว่างงานจำนวนมาก

     นอกจากนั้นสถิติความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 ของโลก จากเดิมที่ปี 58 ไทยอยู่อันดับ 11 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพบความมั่งคั่งของตระกูลมหาเศรษฐีในประเทศ ขณะที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านโครงการชิมช้อปใช้ ที่ใช้เงินรวม 2หมื่นล้านบาท แต่พบว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกใช้ในเครือข่ายของกิจการขนาดใหญ่ ตระกูลเจ้าสัวเท่านั้น ส่วนประเด็นการหารายได้ให้กับประเทศ ที่ยึดด้านการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 แต่ในรายละเอียดตนกังวลต่อการควบคุมระบบโอนเงินข้ามประเทศ นอกจากนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการเกี่ยวกับปัญหาการจัดระเบียบทางเท้า เพื่อไม่ให้กระทบกับสตรีทฟู้ด ที่เป็นเสน่ห์ของประเทศ​

      "ผมขอเตือนไปยังรัฐบาลต่อการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงเปิดตลาดอาเซียน ที่หวังให้ไทยเป็นสุวรรณภูมิของกลุ่มมิตรประเทศ แต่ล่าสุดทราบว่ามหาธีร์ โมฮัมหมัด เตรียมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ประเทศมาเลเซียแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงภาวะผู้นำ ที่นายกฯ ไทยควรพึงพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตามปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและมาตรการต่างๆ ผมจะขอพูดต่อไปในการอภิปรายปิด และจะกล่าวถึงเนื้อหาในภาคที่สองต่อไป" นายมิ่งขวัญ อภิปราย

     จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่าตนรับประเด็นที่นายมิ่งขวัญอภิปรายไว้พิจารณาเพราะเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ตามในการแก้ปัญหาต่างๆ ขึ้นอยู่กับกฎหมายและวิธีปฏิบัติ โดยตนพร้อมตัดสินใจบนความถูกต้องตามกฎหมาย และตัดสินใจร่วมกันของ ครม.​ และขอเรียกร้องให้มองรัฐบาลในมุมการเข้ามาแก้ไขปัญหามากกว่าการสร้างความล้มเหลว 

     ต่อด้วยนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อสภาฯ ว่า ขอรับประเด็นอภิปรายทั้งติ และชมไปพิจารณา พร้อมกับต่อยอดในการทำงาน อย่างไรก็ตามการอภิปรายของส.ส.พรรคฝ่ายค้านต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ และการทำงานของรัฐบาลไม่มีข้อมูลใดผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องตัวเลขที่ได้มาจากสถาบันที่ต่างกันเท่านั้น ทั้งนี้ตนยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องร่วมมือแก้ไข ผ่านมาตรการและนโยบายที่ครอบคลุม ทั่วถึง สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน ไตรมาศ 3/2562 พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 47 เป็นหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ถือว่าเป็นหนี้ที่มีคุณภาพ รองมาร้อยละ 18 เป็นหนี้เพื่อประกอบอาชีพ เช่น อสังหาริมทรัพย์, เกษตร ส่วนหนี้ที่เหลือร้อยละ 35 นั้นเป็นเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้หนี้ครัวเรือนเป็นปกติที่ต้องมี และเติบโตตามการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ต้องควบคุมให้เหมาะสม ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบันไม่ปกติมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาภายในประเทศต้องมีมาตรการแก้ปัญหาแบบครบวงจร 

     นายอุตตม ชี้แจงต่อโครงการชิมช้อปใช้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะมีเงินหมุนเวียนกว่า 2.9 หมื่นล้านบาทและหมุนเวียนในระบบผ่านร้านค้ารายย่อย และใช้ระบบอีเพย์เม้นท์ เพื่อให้ประชาชนกว่า 10 ล้านคนก้าวข้ามขีดของเทคโนโลยีได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ข้อมูลจากการใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อประเมินและกำหนดนโยบายต่อไป ขณะที่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะดำเนินการในมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเนื่องต่อไป.