สถาบันทิศทางไทย – 19 ก.พ.63 เวทีโซเซียลเสวนา # คัดค้านยุบอนาคตใหม่ ทำลายหลักนิติธรรม นิติรัฐ" โดยนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานกรรมการสถาบันทิศทางไทย นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย  ร่วมเป็นวิทยากรแสดงความคิดเห็นกรณีการสร้างกระแสคัดค้านการยุบพรรคอนาคตใหม่ ก่อนวันศุกร์ที่ 21 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีกู้เงิน 191 ล้านบาท จากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

             "สมชาย" เชื่อทางออกมีแค่ 2 ทาง ยุบ-ไม่ยุบ เรียกร้องติดแฮชแท็กให้กำลังใจศาลรธน.

        นายสมชาย กล่าวว่า รธน.60 พัฒนามาจากฉบับปี 50และฉบับปี 40 มีเจตนาชัดเจนเพื่อต้องการได้คนดีเข้าสภาฯ ศาลรัฐธรรมนูญถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาด กรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยจึงไม่เป็นความจริง พรรคการเมืองมี พรป.ว่าด้วยพรรคการเมืองเป็นข้อบังคับและกติกากำกับ พรรคการเมืองต้องลงทุนในการหาเสียง รธน.กำหนดให้บริจาคได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท ครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจและสมาชิกพรรคหลายคนก็บริจาคสูงสุด 10 ล้าน ไม่มีใครบริจาคเกิน พรป.ว่าด้วยพรรคการเมืองตัดอนุมาตรา (7) ว่าด้วยเงินอื่นๆ ทิ้ง เพราะในอดีตเคยมีปัญหากลุ่มทุนเข้าไปครอบงำนักการเมืองในรูปแบบเงินกู้ หากศาลตัดสินว่าการกู้เงินไม่เป็นความผิดอาจมีเงินหลายหมื่นล้านบาทไหลเข้าพรรคการเมืองก็เป็นได้

          นายสมชาย กล่าวอีกว่า กรณีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธรเป็นคนออกมาพูดเองที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ขณะที่น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ก็ยอมรับว่ามีการกู้เงินจริง โดยเป็นมติกรรมการบริหารพรรคด้วย ต่อมานายธนาธรได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็แสดงรายการเงินกู้ยืม จนนำไปสู่การยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคอนาคตใหม่  กกต.เห็นว่า 191 ล้านบาท เป็นวงเงินเกิน 10 ล้านบาท เพราะกฎหมายกำหนดแหล่งที่มารายได้ของพรรคการเมืองไว้ชัดเจน และในบันทึกการประชุมกกต.ที่ส่งถึงกรธ.ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่นำเข้าสู่การพิจารณาวินิจฉัยของศาล  สำหรับคดีนี้หากพรรคอนาคตใหม่ร ขอปริ๊นเอกสารสเตทเมนท์จากธนาคาร ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็สามารถชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในศาลได้โดยไม่ต้องขอเลื่อนการส่งเอกสารแล้วอ้างว่าจัดหาเอกสารไม่ทันกรอบเวลา

 นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ในประเด็นข้อกฎหมายถือว่าจบแล้วคือมีการกู้จริง คดีจึงเหลือแต่ประเด็นข้อกฎหมายคือมีความผิดหรือไม่ โดยขณะนี้มีการประเมินทางออกในคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่เป็น  3 แนวทาง  ได้แก่  1. ไม่มีความผิด-ไม่ยุบพรรค  2. มีความผิด-ยุบพรรค  กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิการเมือง และ 3. ซึ่งเป็นทางออกแบบรัฐศาสตร์ ไม่ยุบพรรคแต่ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 15 คน โดยกกต.ต้องย้อนกระบวนการกลับไปยื่นฟ้องที่ศาลฎีกา ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าทางออกมีอยู่ 2 ทางเท่านั้นคือยุบกับไม่ยุบ  และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ขอให้ตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้วินิจฉัย เมื่อผลออกมาทุกคนต้องยอมรับ วันนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องยุบพรรค เพราะเขาเตรียมพรรคพลังอนาคตกับพรรคสามัญชน ไว้รองรับแล้ว

      "วันนี้ทุกพรรคการเมืองมีคนรุ่นใหม่ เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ คนไทยที่เคยร่วมการชุมนุมกับทุกกลุ่มสีรู้เท่าทัน และต่างก็มีบทเรียน รวมถึงการศึกษาบทเรียนความเสียหายที่เกิดขึ้นในฮ่องกง อย่าไปกลัวว่าจะมีการลงสู่ท้องถนนซึ่งทำได้หากเป็นการใช้สิทธิตามสมควร  แต่ขอให้เคารพกฎหมาย ร่วมกันติด#ให้กำลังใจศาลรัฐธรรมนูญ"นายสมชายกล่าว

    'สนธิญาณ' ประกาศท้าชนถ้า' ธนาธร' ปลุกม็อบลงถนน

    'สนธิญาณ'  ลั่นไม่กลัวคำขู่นำคนลงถนน อยากได้ม็อบจัดให้ได้

      ด้านนายสนธิญาณ กล่าวว่า พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่แตกต่างจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ดำเนินการทางธุรกิจ กฎหมายพรรคการเมืองจึงเป็นกฎหมายพิเศษ เพราะพรรคการเมืองมีหน้าที่เข้ามาควบคุมและบริหารอำนาจรัฐ  เข้ามาเป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวงเดียว ก็มีรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลมูลค่าหมื่นล้านถึงแสนล้านบาท กรณีนักธุรกิจนำเงินมาให้พรรคการเมืองกู้หลังเลือกตั้งย่อมต้องตอบแทนบุญคุณ   กฎหมายพรรคการเมืองจึงเข้มงวด กำหนดรายละเอียดทั้งรายได้และรายจ่าย เชื่อว่ากรณีพรรคอนาคตใหม่ "คุก" เท่านั้นไม่มีทางเป็นอย่างอื่น

    "ประเด็นที่สำคัญไปกว่าการลงชื่อยุบพรรคหรือคัดค้านการยุบพรรค ยังไม่สำคัญเท่าคำวินิจฉัยวันศุกร์นี้ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานว่าพรรคการเมืองจะสามารถรับเงินนอกเหนือกฎหมายกำหนดได้หรือไม่ และพรรคการเมืองสามารถมีรายจ่ายนอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนดได้หรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคการเมือง สามารถรับรายได้อื่นนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด หลักการบ้านเมืองจะมีบรรทัดฐานอีกแบบหนึ่ง ก็จะเกิดการกู้เงิน ฟอกเงิน พรรคการเมืองจะกลายเป็นองค์กรโจรเหมือนที่ผ่านมาปล้นชาติ ปล้นประชาชน ยกประโยชน์ให้กับทุนสามานย์ ที่เอาเงินมาให้กับพรรคการเมืองที่ใช้อำนาจในการเลือกตั้งวงเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและก็เตรียมยกบ้านเมืองให้กลุ่มทุนสามานย์ได้เลย "

      นายสนธิญาณ กล่าวอีกว่า ในคดีพรรคอนาคตใหม่หลักฐานชัดเจนว่ามีการกู้เงินและนำเงินของพรรคการเมืองไปใช้ในกิจการอื่น คือจ่ายหนี้เงินกู้และจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งอยู่นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด  จึงมีโอกาสที่จะถูกยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิการเมือง และยังมีโอกาสติดคุกสูง  โดยตัวเลขที่พรรคอนาคตใหม่ชี้แจงต่อ กกต. ครั้งที่ 1ในวันที่ 2 ม.ค. ระบุวงเงินกู้ยืม  161 ล้าน เชื่อได้ว่าเป็นเงินที่ต้องใช้เพื่อการเลือกตั้ง ส่วนการกู้ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงแล้ว จึงมองได้ว่ามีการให้เงินไปซัพพอร์ตพรรค เมื่อเสร็จแล้วก็เอาคืน โดยทำเป็นสัญญาเงินกู้  ถือว่าหลักฐานทั้งหมดจะพันตัวเองเหมือนกรณีการโอนหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัคมีเดีย

        นายสนธิญาณ กล่าวอีกว่า ก่อนที่เราจะไปปลุกระดม "ยุบ-ไม่ยุบ" ต้องมองความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองก่อน ตอนนี้เราพูดถึงแต่เรื่องเงินเข้ายังไม่พูดถึงเงินออกที่สัมพันธ์กัน โดยนายธนาธรแจ้งกับป.ป.ช.ว่าได้รับเงินคืนบางส่วนแล้ว   งานนี้อาจไม่ใช่แค่ยุบแต่อาจเป็นคุก

     "สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กำลังทำไม่ใช่การต่อสู้ทางกฎหมาย เป็นการสะสมกำลังเพื่อเตรียมเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่อย่าไปกล้ว ผมไม่กลัวจริงๆ ถ้าคุณลงท้องถนนผมก็จะลงท้องถนนด้วย และจะได้รู้ว่าใครจะตายก่อนกันเพราะผมเป็นคนไม่กลัวตาย คุณเคยพูดถึงการหลั่งเลือด ผมก็บอกให้คุณจูงมือลูกเมียคุณมาลงท้องถนน ผมก็จะจูงมือลูกลงถนนเหมือนกัน มันไม่มีใครกลัวใคร และไม่ใช่คำขู่ คุณอยากได้ม็อบก็จะได้ม็อบ บ้านเมืองวุ่นวายอีกสักทีก็ดี  เอาให้รู้ดำรู้แดงกันอีกรอบนี้ ต้องนำการปฏิวัติของประชาชนให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การปฏิวัติของทหาร  เพราะจะกลับเข้าสูวงจรอุบาทว์ พรรคการเมืองยกสมบัติชาติให้กับกลุ่มทุนสามานย์ แต่ที่ผมพูดไปอาจไม่มีใครเอากับผมก็ได้  แต่ถ้าคุณลง ผมก็ลง จะมีกี่คนก็ตามแต่ เหตุผลเพราะ พรรคอนาคตใหม่และนายธนาธรไม่ได้ตั้งใจเดินเข้าสู่การเมืองในระบบรัฐสภาเพื่อที่จะบริหารประเทศ  แต่นายธนาธร เคยให้สัมภาษณ์ก่อนเลือกตั้งว่า อยากได้ส.ส.เยอะๆเพื่อต่อรองกับ...บางสิ่ง ไม่ใช่ต้องการได้ ส.ส.เยอะๆเพื่อบริหารประเทศให้ดีขึ้นอย่างไร จึงถือว่านายธนาธรหลอกลวงคนที่ลงคะแนนให้มาตั้งแต่ต้น และจะเห็นว่าที่ผ่านมาพรรคอนาคตใหม่และธนาธร ไม่เคยพูดว่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นอย่างไร มีแต่ด่าศาลและกองทัพเพราะ 2 องค์กร นี้เป็นตัวค้ำยันสิ่งที่เขาต้องการต่อรองด้วย อยากลงท้องถนนลงมา แล้วเจอกัน"นายสนธิญาณกล่าว

       'หมอวรงค์' จับพิรุธนิติกรรมอำพราง กู้ซ่อนเงื่อน

     ทางด้าน นพ.วรงค์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้นายทุนเข้ามาครอบงำพรรคการเมือง จึงกำหนดที่มารายได้และกำหนดรายจ่ายของพรรคการเมือง แม้แต่การส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งก็กำหนดให้ทำไพรมารีโหวต ถ้าศาลตัดสินให้พรรคการเมืองกู้เงินได้ ในอนาคตอาจมีการกู้เงิน 500-1,000 ล้านบาท ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง กฎหมายไม่ได้เขียนให้พรรคการเมืองกู้เงิน เพราะแค่เพียงการลดหนี้ให้ก็เป็นการให้ประโยชน์  เงินกู้จึงถือเป็นรายได้ โดยที่ผ่านมานายปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวหากกต.และศาลรัฐธรรมนูญโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง  พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การกู้ครั้งนี้เป็นนิติกรรมอำพราง กู้ซ่อนเงื่อน อาจเป็นการทำเอกสารย้อนหลัง และต้องสงสัยว่านายธนาธรและนายปิยบุตรทำเอกสารเท็จรายงานต่อ กกต.

     โดยนายธนาธร นายปิยบุตรและเหรัญญิกพรรค เคยเข้าให้ข้อมูลกับกกต.ว่า มีการกู้เงิน 161 ล้านบาท แต่ต่อมาในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. นายธนาธรระบุว่าให้พรรคอนาคตใหม่กู้เงิน  191.2 บาท ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวคณะกรรมการวินิจฉัยข้อโต้แย้งตรวจสอบพบ จึงทำให้มีความเห็นต่างจากกรรมการฯชุดที่มีความเห็นให้ยกคำร้อง

     นพ.วงรงค์ กล่าวอีกว่า จากนั้นนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ก็ ไม่ยอมยื่นแสดงเอกสารต่อกกต. ประกอบด้วย บัญชีแสดงรายรับ-รายจ่าย เป็นรายวันตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ก.ค.62 ซึ่งตัวเลขของธนาคารไม่สามารถทำย้อนหลังได้, สำเนาเงินกู้ลงวันที่  2 ม.ค.62 แก้ไขในเดือนพ.ค.62  ขอเปลี่ยนแปลงการจ่ายดอกเบี้ยจากรายเดือนเป็นรายปี , และเอกสารหลักฐานการชำระคืนเงินกู้ 3 ครั้ง ตามที่แจ้งต่อกกต. ก็มีประเด็นให้ตั้งข้อสังเกตเช่น สัญญากู้วันที่ 2 มค.62 โดยภายในเดือนม.ค. มีการชำระคืนแล้ว 55 ล้าน มีหลักฐานเป็นการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร ส่วนการใช้คืนเงินกู้ 12 ล้านบาท กับ 8 ล้านบาท เป็นการชำระคืนเป็นเงินสด  ข้อกล่าวหาในคดีนี้คือพรรคอนาคตใหม่รับเงินนอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่การร้องว่าเงินของนายธนาธรมีที่มาจากแหล่งผิดกฎหมาย  ส่วนตัวเชื่อว่าพรรคอนาคตใหม่จะถูกตัดสินยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิการเมืองและดำเนินคดีอาญา

       "การอยู่ร่วมกันในสังคมต้องมีกติกา ศาลตัดสินอย่างไรก็อยากให้ทุกอย่างยุติ แต่ในการให้ข้อมูลหลายครั้งเป็นการบิดเบือนข้อมูล  เข้าข่ายทฤษฎีล้างสมองทางโซเซียล ลึกๆแล้วเขาเชื่อว่าไปไม่รอด แต่ให้ข้อมูลปลุกเร้าว่าถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราเห็นทิศทางของการนำไปสู่ความรุนแรง จึงขอเรียกร้องให้เคารพกฎหมาย อย่ายอมให้ลูกหลานหลงเชื่อออกไปเป็นเครื่องมือ"นพ.วรงค์กล่าว