คมชัดลึกออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
การเมือง

 "ช่อ" เหวี่ยงศาลฯ นัดรวมพล อนค.ที่พรรค 21 ก.พ.

14 กุมภาพันธ์ 2563 - 06:00 น.
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
การเมือง

Shares :
เปิดอ่าน 585 ครั้ง

"ธนาธร-ช่อ" ท้าทายศาล ถามใช้ดุลพินิจอะไรพิจารณายุบพรรค สภาป่วนส่งท้าย โหวตงบ 63 ฉลุย "งูเห่า" อนาคตใหม่ โผล่อีก สวนมติฝ่ายค้าน


 

               “ธนาธร” มั่นใจรอดยุบพรรค ชี้คดีอิลลูมินาติมีช่องว่างให้ศาลใช้ดุลพินิจมากกว่าคดียุบพรรคยังรอดมาได้ จ่อฟ้อง กกต.รายตัว ขณะที่ “ช่อ” ข้องใจศาลไม่เปิดไต่สวนพยาน 17 ปากจะก่อให้เกิดความยุติธรรมได้อย่างไร ขณะที่สภาป่วนซ้ำซากหลังองค์ประชุมไม่ครบแต่สุดท้ายโหวตผ่านฉลุยรวดเดียว 55 มาตรา ส่วนเด็กอนค.โผล่โหวตสวนมติฝ่ายค้าน ด้าน “ธนาธร” ประกาศฟ้องกกต.เรียงตัว ยัดเยียดข้อหาส่งศาลรธน. ด้านอนาคตใหม่ลั่นปักหลักพรรควันศาลชี้ชะตาคดียุบพรรค ส่วน “ไพบูลย์” ประกาศฟ้องกลับ “เสรีพิศุทธ์”

 

อ่านข่าว อนาคตใหม่แห้ว ศาลรธน.ไม่เปิดไต่สวนพยานคดีพรรคกู้เงิน

 

               ยังคงเดินหน้าเรียกร้องและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมสำหรับพรรคอนาคตใหม่ที่กำลังจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคดีพรรคกู้ยืมเงินในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ โดยล่าสุด 2 แกนนำคนสำคัญของพรรคอนาคตใหม่ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีดังกล่าวไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ในวาระ 2-3 ยังคงเกิดความวุ่นวาย หลังมีรายงานว่าในการลงมติของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลในมาตราที่ 6 พบปัญหา ส.ส.ไม่ครบองค์ประชุม

 

‘ธนาธร’จ่อฟ้อง‘กกต.’รายตัว

 

               วันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีก่อนศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ 191 ล้าน ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พรรคอนาคตใหม่จะจัดกิจกรรมเชิญสัญลักษณ์หรือไม่ ว่า เรื่องนี้ต้องหารือทีมยุทธศาสตร์พรรคก่อน

 

               แต่อย่างหนึ่งที่สบายใจเมื่อเทียบกับคดีอิลลูมินาติกับคดีเงินกู้นั้น มีความเชื่อว่าคดีอิลลูมินาติมีช่องว่างให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ดุลพินิจมากกว่า เพราะมันเป็นเรื่องปฏิกษัตริย์นิยม สามารถตีความได้กว้างและมีช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจได้มากจริงๆ แต่เคสนี้ช่องว่างให้ศาลใช้ดุลพินิจมันน้อยมาก

 

               "ดังนั้นถ้าบอกว่าเงินกู้เป็นรายได้และตีความว่า ผิดตามมาตรา 66 เมื่อไร คุณเถียงกับนักบัญชี นักกฎหมายทั่วประเทศ เพราะมันไม่ใช่ มันมีมาตรฐานการบัญชีรองรับอยู่ เรื่องบัญชีมันตรงไปตรงมา ดังนั้นคุณดิ้นตรงนี้ไม่ได้ หรือคุณจะบอกว่าผมครอบงำพรรคได้อย่างไร

 

               ในเมื่อคุณไม่เคยศึกษาเลยว่า พรรคผมทำงานอย่างไร อยู่ๆ มากล่าวหาว่า ผมครอบงำพรรค ผมอยากจะรู้ว่าคุณจะเขียนอย่างไรว่า ผมครอบงำพรรค และสุดท้ายคุณจะพิสูจน์อย่างไรว่า เงินของผมนั้นมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 

 

               ผมยังเชื่อว่าไม่ผิด แต่ประมาทไม่ได้ เราก็ไม่ได้ไว้วางใจ ส่วนจะมีกิจกรรมอะไรหรือไม่นั้น คงมีกิจกรรมกับ กกต.แน่ๆ ในเรื่องฟ้อง กกต.เป็นรายบุคคล ซึ่งฟ้องก่อนศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยได้เลย เพราะเข้าข่าย 157 ชัดๆ คุณกล่าวหาผมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหาผม มีกระบวนการยุติธรรมที่ไหนเขาทำอย่างนี้กันบ้าง” นายธนาธรกล่าว

 

ช่อข้องใจศาลรธน.ไม่เปิดไต่สวน

 

               เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันจะมีคำวินิจฉัยคดียุบพรรคในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ และยกคำร้องของพรรคอนาคตใหม่ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดการไต่สวนโดยเปิดเผยต่อสาธารณะว่า เป็นการพยายามของศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เห็นว่า มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมด้วยการขยายเวลาให้พรรคอนาคตใหม่ได้มีโอกาสจัดทำบันทึกถ้อยคำของพยานจำนวน 17 ปากไปถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ โดยไม่มีการเลื่อนการพิจารณา

 

               น.ส.พรรณิการ์ กล่าวต่อว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการเช่นนั้นมีข้อน่าสงสัย ดังนี้ การไม่เปิดการไต่สวนแต่กลับให้ส่งถ้อยคำของพยาน 17 ปากจะก่อให้เกิดความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเกิดข้อวิจารณ์ถึงกระบวนการพิจารณาคดีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาตลอด เช่น การมีเอกสารหลุดและเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับความถูกต้องในการพิจารณา แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่เกิดการไต่สวนต่อสาธารณะ

 

                อีกทั้งพยานจำนวน 17 ปาก ส่วนใหญ่เป็นอดีต กกต. และเจ้าหน้าที่ กกต. อันเป็นพยานที่พรรคอนาคตใหม่ไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เอง จึงจำเป็นต้องอาศัยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ในทางกลับกันหากต่อให้พรรคทำบันทึกถ้อยคำของพยานทั้ง 17 คนได้ทันกำหนดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาถ้อยคำพยานทั้งหมดอย่างถ่องแท้ได้ทัน 21 กุมภาพันธ์หรือไม่ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เลื่อนการอ่านคำวินิจฉัยออกไป

 

วอนประชาชนช่วยจับตาดู

 

               "ทำไมศาลรัฐธรรมนูญยังยืนยันจะตัดสินคดี 21 กุมภาพันธ์ และไม่เปิดการไต่สวนสาธารณะ เรื่องนี้ซ้ำรอยเดิมมาตั้งแต่ กกต. ที่มีความผิดปกติและรีบร้อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ขอให้ประชาชนจับตาดูว่าความยุติธรรมในคดีจะเกิดได้หรือไม่ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จะไม่เดินทางไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่พรรคอนาคตใหม่ และขอเชิญชวนผู้รักความเป็นธรรมไปร่วมฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่พรรคอนาคตใหม่เวลา 15.00 น.” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

 

               เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับถัดไปขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่า จะไม่มีการลาออก เพราะพรรคมีความสุจริตใจทุกอย่างทำด้วยความถูกต้อง และพร้อมรับผลที่จะตามมา ถ้าจะทำให้พรรคถูกยุบก็เป็นไปตามนั้น

 

ถกงบประมาณ “บิ๊กตู่”ไม่ร่วม

 

               วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 จำนวน 55 มาตรา โดยก่อนเปิดการประชุมสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ประชุมร่วมกันและมีมติออกมา 3 ข้อ ได้แก่ 1.ลงชื่อเข้าร่วมประชุม 2.ระหว่างประชุมสภาฝ่ายค้านจะไม่อยู่ร่วมในห้องประชุม ยกเว้น ส.ส.ที่ได้รับมอบหมายให้อภิปรายก่อนเข้าวาระ 3.ให้ส.ส.เก็บบัตรลงคะแนน ห้ามทิ้งไว้ที่เครื่องลงคะแนน และ 4.การลงมติเป็นรายมาตรา ส.ส.ฝ่ายค้านจะไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุมและไม่ลงมติ

 

               ขณะเดียวกันมีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 08.30 น. โดยไม่มีวาระงานประชุมใดๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล และไม่ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมรับฟังการพิจารณา วาระ 2-3 ของร่างพ.ร.บ.ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่สภาแต่อย่างใด

 

เปิดถกงบ63 คุมเข้มส.ส.รัฐบาล

 

               จากนั้นนายชวนเปิดประชุมสภาอย่างเป็นทางการ โดยเปิดโอกาสให้ ส.ส.อภิปรายหารือกับประธานสภาก่อนเข้าสู่การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ โดยหลังจากการอภิปรายมาตรา 1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ประชุมได้เช็กองค์ประชุมก่อนที่จะโหวตลงมติมาตราดังกล่าว ปรากฏว่า มีส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแสดงตนเป็นองค์ประชุม 250 เสียง ถือว่าเกินองค์ประชุมมาอย่างฉิวเฉียดเพียง 1 เสียง จากจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่ในสภาขณะนี้ 498 คน ที่ต้องมีองค์ประชุมตั้งแต่ 249 เสียงขึ้นไป ก่อนที่ประชุมจะลงมติเห็นชอบมาตรา 1 ด้วยคะแนน 245 ต่อ 0 งดออกเสียง 6

 

               อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณามาตรา 2 ไปจนถึงมาตรา 9 นายเรืองไกร กิจวัฒนะ อดีตกมธ.เสียงข้างน้อยขอถอนในสิ่งที่สงวนความเห็นขออภิปรายไว้ ทำให้การประชุมลงมติตั้งแต่มาตรา 9 เป็นต้นไป เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะไม่มีกรรมาธิการ และส.ส.คนใดติดใจขออภิปราย แต่ละมาตราใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถลงมติผ่านความเห็นชอบไปได้อย่างราบรื่น โดยแต่ละมาตรา มีส.ส.รัฐบาลแสดงตนเป็นองค์ประชุมอยู่ระหว่าง 250-254 เสียง มีเสียงให้ความเห็นชอบอยู่ระหว่าง 244-245 เสียง และงดออกเสียงอยู่ระหว่าง 5-6 เสียง โดยไม่มีเสียงไม่เห็นชอบ

 

เสียงปริ่มน้ำปั๊มนมระหว่างลงมติ

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากภาวะเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลทำให้การโหวตรายมาตรามีความตะกุกตะกักอยู่เป็นระยะ ทำให้ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลไม่กล้าลุกออกจากห้องประชุม แม้แต่การรับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำ เพราะกลัวจะกลับมาลงคะเเนนไม่ทัน โดยในช่วงเวลาประมาณ 10.45-12.50 น. ขณะที่ที่ประชุมพิจารณาลงมติในมาตรา 2 ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็น น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลเมืองไทย กำลังนั่งปั๊มนมในห้องประชุมเนื่องจากไม่สามารถออกไปพักนอกห้องประชุมได้

 

               ต่อมาเวลา 12.45 น. การประชุมพิจารณามาถึงมาตรา 31 เรื่องงบประมาณของศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่ทันลงมติ นายชวนมีความเห็นตามที่วิปรัฐบาลร้องขอให้พักการประชุม 30 นาที โดยนัดประชุมอีกครั้งในเวลา 13.15 น.

 

               สำหรับการแสดงตนเป็นองค์ประชุมนั้นมีส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล แสดงตนเป็นองค์ประชุมอย่างพร้อมเพรียง ส่วนคะแนนงดออกเสียงที่มีผู้งดออกเสียงในแต่ละมาตราอยู่ที่ประมาณ 7 คนนั้น พบว่า เป็นของ ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 คน ที่ประกาศตัวแยกการทำงานจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน และขอทำงานอิสระ ได้แก่ นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายภาสกร เงินเจริญกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางมารศรี ขจรเรืองโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายสุภดิช อากาศฤกษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนคะแนนงดออกเสียงอีก 2 เสียงคือ นายชวน ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2

 

วุ่นอีกลงมติไม่ครบองค์ประชุม

 

               อย่างไรก็ตาม หลังจากลงมติร่างพระราชบัญญัติประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ในมาตรา 31 ที่รัฐบาลขอให้ประธานสภาพักการประชุม เพื่อกลับไปหารือถึงแนวทางการลงมติในมาตราที่เหลือ รวมทั้งขอพักเข้าห้องน้ำและรับประทานอาหารนั้น มีรายงานว่า ฝ่ายรัฐบาลกำลังเร่งหาทางออก หลังจากเกิดข้อผิดพลาดเรื่องของการลงมติ เพราะพบว่าการลงมติในมาตรา 6 ด้วยงบกลาง วงเงิน 518,770,918,000 บาท เกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า องค์ประชุมต้องมีกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ 

 

               ซึ่งขณะนี้มีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 498 กึ่งหนึ่งขององค์ประชุมประชุมคือ 249 แต่ในการลงมติมาตรา 6 ว่า ปรากฏว่า มีองค์ประชุมเพียงแค่ 245 เท่านั้น จึงเท่ากับว่าองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งกรณีนี้อาจส่งผลให้กระบวนการตรากฎหมายเป็นไปโดยไม่ชอบ โดยขณะนี้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหลายคน พยายามชี้แจงว่า อยู่ในที่ประชุม มาตรา 6 แต่ไม่มีชื่อ

 

               ทั้งนี้มีรายงานว่าการลงมติในมาตรา 6 นั้นเกิดข้อผิดพลาด จากองค์ประชุมไม่ครบระหว่างการโหวตลงมติ เนื่องจากตอนโหวตลงมติเห็นชอบในมาตราดังกล่าวผลการลงคะแนนเสียง ปรากฏมติ 238 ต่อ 0 งดออกเสียง 7 นั้น มีจำนวนสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมเพียง 245 คน ถือว่า ไม่ครบองค์ประชุม ระหว่างนั้นนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ต้องทักท้วงกลางที่ประชุม แต่นายชวนยืนยันว่า ดำเนินการถูกต้องแล้ว และให้ดำเนินการประชุมต่อไป จึงทำให้ต้องการพักประชุมเพื่อหารือแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงกว่า จึงกลับมาประชุมใหม่ได้

 

‘บิ๊กตู่’ รูดซิปปมองค์ประชุมไม่ครบ

 

               เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีรายงานว่า ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์​ เดินทางไปร่วมงานพระราชทานเพลิงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ยิงกราดที่​ จ.นครราชสีมา ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีที่เกิดปัญหาระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการลงมติในวาระ 2 และ 3 ในมาตรา 6 ของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่องค์ประชุมไม่ครบ โดยนายกฯ เพียงแต่พยักหน้าโดยไม่ได้ตอบคำถามใดๆ

 

               ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามการประชุมสภาอย่างต่อเนื่องและการประชุมยังไม่ล่ม โดยวิปรัฐบาลได้แจ้งว่าเป็นปัญหาทางเทคนิค ขณะที่ทางฝ่ายค้านวอล์กเอาท์ด้วย ทางประธานสภากำลังหารือกับวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลอยู่ ทางแก้ไขอาจกลับไปพิจารณาที่มาตรา 6 อย่างเดียวด้วยการโหวตใหม่ ซึ่งนายกฯ ได้รับรายงานสถานการณ์ตลอด

 

               เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดเป็นเพราะรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงรัฐบาลในสภาได้ นางนฤมลกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเสียทีเดียว เพราะบางคนอาจจะลุกไปห้องน้ำ แต่การพิจารณามันต่อเนื่อง เขากำลังวินิจฉัยหาทางแก้ปัญหาอยู่ ได้ข้อสรุปอย่างไรทางวิปรัฐบาลจะรายงานให้ทราบ

 

รัฐบาลถกวุ่นหาทางแก้ไข

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างพักการประชุม ซีกรัฐบาลได้หารือถึงปัญหาการลงมติในมาตรา 6 จากนั้น เวลา 14.15 น. การประชุมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โดยก่อนเข้าสู่มาตราที่ค้างพิจารณาตามลำดับ นายชวนได้หารือถึงปัญหาการนับองค์ประชุม และลงมติ ในมาตรา 6 ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ทั้งฝ่ายกฎหมายและฝ่ายการเมือง ทั้งนี้มี ส.ส.ที่กังวลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาจะถูกยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใหม่ส่งผลทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ล่าช้าอีก 

 

               โดย นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะวิปรัฐบาล ขอหารือว่า มีข้อเคลือบแคลงเรื่องการโหวตมาตรา 6 ที่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุมครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากตอนเวลา 11.17 น. ได้มีการเช็กองค์ประชุมก่อนลงมติโหวตพบว่า มีองค์ประชุม 253 เสียงถือว่า ครบองค์ประชุม แต่ต่อมาเวลา 11.18 น. ในตอนโหวตลงมติมาตรา 6 ที่ห่างกันแค่ 1 นาที ปรากฏว่า มีองค์ประชุมเหลือแค่ 245 เสียง หายไป 8 เสียง

 

               “ผมได้สอบถามทั้ง 8 คนแล้วยืนยันว่า อยู่ในห้องประชุมครบโดยตลอด จึงเป็นไปได้อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ใน 3 ประการ ได้แก่ 1.ปัญหาเครื่องลงคะแนนที่กดบัตรแล้ว คะแนนไม่ขึ้น 2 ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนผิด 3.เสียบบัตรแสดงตนเป็นองค์ประชุมแล้ว แต่ลืมกดปุ่มตอนลงมติ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะลืมกดพร้อมกัน 8 คน ทั้งนี้ ได้คุยกับหลายคนแล้ว เพื่อให้การดำเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จึงขอหารือให้โหวตลงมติกันใหม่ตั้งแต่มาตรา 6 เป็นต้นไป จะได้ไม่มีใครไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอีก ถ้าไปเริ่มโหวตตั้งแต่มาตรา 6 ใหม่ คงไม่ทำให้เกิดความล่าช้า” นายวิรัช กล่าว

 

เปิด8ส.ส.ชื่อหายตอนลงมติ

 

               ทั้งนี้ ส.ส. 8 คน ที่ปรากฏชื่อหายไประหว่างการโหวตลงมติ มาตรา 6 อาทิ นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ต่างยืนยันว่า ได้อยู่ในห้องประชุม และได้ร่วมการแสดงตนเป็นองค์ประชุม และโหวตลงมติด้วย

 

               ด้านนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ลุกอภิปรายว่า แม้ฝ่ายค้านจะไม่ร่วมการพิจารณา แต่กระบวนการเช่นนี้น่าจะจบได้ด้วยความเรียบง่าย อย่ามาบอกว่า เครื่องลงคะแนนมีปัญหา เพราะถ้ามีปัญหาจริง แล้วการลงมติกันมาไม่รู้กี่ฉบับจะว่าอย่างไร จึงอยากขอร้องให้สภา ในฐานะที่กินเงินเดือนเป็นแสน ขอให้ทำหน้าที่ให้ครบถ้วน ไม่ต้องไปอยู่ในหลังสภาเดินอยู่กันฝุ่นตลบ ก็จะไม่มีปัญหา จนทำให้ ส.ส.ซีกรัฐบาล ลุกขึ้นประท้วง

 

ให้โหวตทั้งร่าง-ฉลุยงบ63ผ่านสภา

 

               อย่างไรก็ตาม นายชวน ได้ขอความเห็นจากสมาชิกว่า ควรจะย้อนกลับไปลงมติใหม่ตั้งแต่มาตรา 6 เป็นต้นมาหรือไม่ เพื่อป้องกันการไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสมาชิกได้แสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง อาทิ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอให้โหวตใหม่เฉพาะมาตรา 6 ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอดีต ที่เคยวินิจฉัยให้ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ ช่วงปี 2551 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีองค์ประชุมไม่ครบระหว่างลงมติรายมาตรา 

 

               ดังนั้น จึงไม่ต้องไปหาสาเหตุว่า ความผิดพลาดเกิดจากอะไร แต่ต้องไปแก้ไขให้ถูกต้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอให้แก้ไข จึงอยากให้เริ่มโหวตใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 ชื่อร่างพ.ร.บ.เป็นต้นมา งบประมาณแผ่นดินจะได้ความปลอดภัย

 

               หลังจากที่ประชุมถกเถียงกันร่วม 45 นาที นายชวน จึงเสนอความเห็นให้ไปโหวตใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่มาตรา 1 โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน ลุกขึ้นสนับสนุนแนวทางของนายชวน ในที่สุดที่ประชุมจึงเห็นพ้องต้องกันให้ไปเริ่มโหวตลงมติใหม่ตั้งแต่ มาตรา 1 ชื่อร่างพ.ร.บ.เป็นต้นมา โดยเริ่มโหวตใหม่ในเวลา 15.00 น. ซึ่ง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตกมธ.เสียงข้างน้อย ได้ขอถอนการอภิปรายที่สงวนความเห็นไว้ตั้งแต่ มาตรา 1-31 เพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ส.ส.ในห้องประชุมพากันปรบมือให้นายเรืองไกร

 

               ต่อมาเวลา 16.17 น. ที่ประชุมลงมติครบทั้ง 55 มาตรา โดยใช้เวลาลงมติใหม่ทั้งร่างเพียง 1 ชั่วโมง 17 นาทีเท่านั้น โดยไม่มีใครอภิปรายแม้แต่คนเดียว จึงทำให้การลงมติเป็นไปด้วยความรวดเร็วถือว่า การพิจารณาในวาระสองเสร็จสิ้น จากนั้นนายชวนให้สมาชิกแสดงตน เพื่อลงมติในวาระที่ 3 โดยที่ประชุมมีมติ เห็นชอบ 257 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมฯทั้งหมด 261 เสียง โดยใช้เวลาการประชุมทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง ก่อนที่ประธาน จะสั่งปิดประชุมในเวลา 16.30 น.

 

แหกคอก‘อนค.’ร่วมโหวตค้านงบ 63

 

               ทั้งนี้รายงานว่า สำหรับรายชื่อ ส.ส. 1 เสียงที่ไม่เห็นชอบในวาระ 3 ร่างพ.ร.บงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 คือ นายนิรามาน สุไลมาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นฝืนมติวิปฝ่ายค้านที่ไม่เข้าร่วมพิจารณาและลงมติในครั้งนี้ ขณะที่นายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาชาติ ได้ลงมติเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งก่อนหน้านี้นายอนุมัติ ก็มักจะลงมติสวนกับมติฝ่ายค้านอยู่หลายครั้ง

 

               เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายนิรามาน โดยได้รับการชี้แจงว่า รู้อยู่แล้วว่าร่างงบประมาณดังกล่าวจะผ่านวาระ 3 จึงลงมติไป ซึ่งไม่ซีเรียส และต้องการสร้างสีสันเท่านั้น และยังอยู่ฝ่ายค้านเหมือนเดิมทั้งตัวและใจ ส่วนจะถูกมองว่า เป็นงูเห่าหรือไม่ ขอยืนยันว่า ให้เงินเป็น 100 ล้านก็ไม่ไปเพราะตนเติบโตมาจากบ้านหลังนี้ และจะไม่มีการทำร้ายพรรคอนาคตใหม่อย่างแน่นอน

 

ส.ว.นัดโหวตพรบ.งบทันทีวันนี้

 

               วันเดียวกัน นายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่สว 0007/(ว18) ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนัดประชุมพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่รัฐสภา เกียกกาย ตามระเบียบวาระการประชุม ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์​นี้ เวลา 14.00 น. ภายหลังจากสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบแล้ว

 

“ไพบูลย์” ลั่นฟ้องกลับ“เสรีพิศุทธ์”

 

               ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า หลังจากที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย จะยื่นฟ้องผู้ร่วมเสนอชื่อในญัตติอีก 52 คน ที่เข้าชื่อขับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กมธ.ป.ป.ช. นั้น 

 

               ยืนยันว่าจะฟ้องกลับในข้อหาหมิ่นประมาทเช่นเดียวกัน และจะขอเลื่อนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามีมติให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พ้นจากการเป็นประธาน กมธ.ป.ป.ช.ขึ้นมาพิจารณาโดยเร็วเช่นกัน

 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ