คมชัดลึกออนไลน์ 9 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
การเมือง

ป่าไม้มีอำนาจจับ ปารีณา หากพบรุกป่า

13 กุมภาพันธ์ 2563 - 08:41 น.
ปารีณารุกป่า,ที่ดินฉาว,ข่าววันนี้
การเมือง

Shares :
เปิดอ่าน 1,701 ครั้ง

"วิษณุ" เผย คำตอบ "กฤษฎีกา" ทั้ง "ป่าไม้-ส.ป.ก." มีอำนาจ จัดการ ปม "ที่ดินปารีณา" ชี้ "ป่าไม้" มีอำนาจจับกุม หากรุกป่า เว้น เข้าเงื่อนไข ที่ตกเป็นของ "ส.ป.ก." เตือน มาชี้แนวเขต ถ้าไม่บอก ถือว่าไม่ได้คืนที่ ผิดฐานไม่ร่วมมือ


 

 

              13 ก.พ.2563-นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปความเห็นเรื่องการครอบครองที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นพื้นที่ป่า ว่า ยังไม่แน่ใจว่าคำตอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าอย่างไร ทราบเพียงว่าตอบมาแล้ว และได้มีการแจ้งไปยังกรมป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นเจ้าของคำถาม เรื่องนี้ก็ต้องให้กรมป่าไม้

อ่านข่าว-เลิกอุ้ม ส.ป.ก.จี้"ปารีณา"คืนที่อย่ายึกยักมอบแค่กระดาษ


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

 

 

         

 

 

                 ลองไปพิจารณาเองก็แล้วกันว่าสุดท้ายจะสามารถปรับให้เข้ากับคดีต่างๆได้อย่างไร เพราะการที่ตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นคำถามที่ใช้กับในหลายๆกรณี ไม่ใช่เฉพาะกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น คำตอบบางอย่างใช้กับกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันได้ แต่กรมป่าไม้มีการถามไปประมาณ 5-6 ข้อ บางข้ออาจจะไปใช้กับกรณีอื่นๆด้วย เรื่องนี้ต้องให้กรมป่าไม้เป็นผู้พิจารณาเพราะเป็นองค์กรที่เป็นผู้สงสัย

 

 

                  “แต่หลักใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคำถามกี่ข้อก็ตาม แต่สามารถสรุปหัวข้อที่กรมป่าไม้สงสัยหนักที่สุดตรงที่ว่ากรมป่าไม้หรือส.ป.ก. กันแน่ ที่จะเป็นผู้ที่มีอำนาจเข้าไปดำเนินคดี และขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่เฉพาะกรณีของนางสาวปารีณา ความหมายคือที่ดินที่เข้าลักษณะดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในมือใครก็ตาม กรมป่าไม้หรือ ส.ป.ก.กันแน่ที่มีอำนาจ ตรงนี้คือคำถามหลัก ที่เหลือเป็นคำถามรอง คำตอบในข้อนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบแล้วว่าเป็นอำนาจของทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ ส.ป.ก.ไม่มีอำนาจจับเพราะไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการจับ

 

                  ดังนั้น จึงจับใครไม่ได้ แต่กรมป่าไม้มีอำนาจจับได้ โดยเฉพาะถ้าที่ดินนั้นเป็นที่ดินป่าไม้ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องไปดูว่าแต่ละคนได้ครอบครองที่ดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และ ส.ป.ก.เข้าดำเนินการในที่ดินดังกล่าวในขั้นขนาดไหนแล้ว เกณฑ์ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ประกอบกับที่เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อปี 2558 คือที่ดินนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นที่ดินของส.ป.ก.ก็ต่อเมื่อ 1.มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่ 2.คณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติว่าที่ดินแปลงนั้นเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป 3. ส.ป.ก. จะต้องมีการออกแผนงานปฏิรูปสำหรับที่ดินแปลงนั้น

 

 

                   และ 4. ได้มีงบประมาณสำหรับการเข้าไปดำเนินการปฏิรูป ซึ่งถ้าครบทั้ง 4 ข้อดังกล่าวที่ดินแปลงนั้นก็จะตกเป็นที่ดินของ ส.ป.ก. และพ้นสภาพจากการเป็นป่าสงวนทันที แต่ถ้ายังไม่ครบใน 4 ข้อดังกล่าวก็จะยังเป็นพื้นที่ป่าสงวน และเมื่อเพิกถอนการเป็นป่าสงวนก็จะกลายเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.แต่ศาลฎีกาก็ดี คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ดี ครั้งนี้ได้วินิจฉัยย้ำสำคัญว่า สมมติว่ามีที่ดินทั้งหมด 682 ไร่ เฉพาะแปลงที่ได้ดำเนินการครบตามคุณสมบัติ 4 ข้อ นี้เท่านั้น แปลงอื่นที่ยังไม่ได้ดำเนินการครบแม้จะคลุมเครือหรือเข้าข่ายก็ยังไม่เป็นการเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวน หลักสำคัญมีอยู่แค่นี้ ดังนั้น กรมป่าไม้จึงต้องนำกลับไปพิจารณาว่าที่ดินของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายอยู่แค่ไหน ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ตอบ เพราะเขาไม่ใช่ผู้วินิจฉัยคดี” นายวิษณุ กล่าว

 

 

 

 

                 ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกรมป่าไม้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องรื้อทั้งประเทศหรือไม่และอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น นายวิษณุ กล่าวว่า  เรื่องนี้กรมป่าไม้จะต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะทำอย่างไร และเมื่อวันที่ตนเชิญมาหารือกรมป่าไม้ก็ระบุว่าในวันเดียวกันนี้ ส.ป.ก.จะเข้าไป สำรวจพื้นที่

 

 

               “แต่เนื่องจากคราวที่แล้ว น.ส.ปารีณาได้ทำหนังสือแจ้งว่าได้ส่งมอบพื้นที่ดินคืนแต่มีเงื่อนไขว่าถ้าหากมีการจัดที่ดินให้กับเกษตรกร ก็ขอให้ดิฉันก่อนนะคะ ทาง ส.ป.ก. ก็บอกว่าตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ไม่ได้ ก็ถือว่ายังไม่ได้ส่งมอบคืน และพอแจ้งกลับไป น.ส.ปารีณาก็ทำหนังสือแจ้งกลับมาว่าขอส่งมอบให้โดยไม่มีเงื่อนไข ก็เท่ากับว่าเป็นการส่งมอบแล้ว ส่วนจะเป็นการส่งมอบจริงหรือไม่จริงทาง ส.ป.ก.ก็ต้องเข้าไปในพื้นที่เพื่อดูว่ามีอะไรตรงไหนอย่างไร และทำอะไร แต่ปรากฏว่าเข้าไปแล้วเจ้าตัวไม่ยอมมาชี้เขต เจ้าหน้าที่จึงเข้าไม่ได้และไม่กล้าเข้า จึงนัดใหม่ในวันเดียวกันนี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าของที่ดินจะต้องมาชี้เขตถ้าไม่มาชี้หรือไม่มาบอกก็เท่ากับว่าคุณยังไม่ได้คืนที่ดิน” นายวิษณุ  กล่าว

 

 

           เมื่อถามว่า ถ้านางสาวปารีณา ไม่ไปชี้เขตจะมีปัญหาอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า สามารถมอบตัวแทนไปได้แต่ถ้าไม่ไปชี้เขตและไม่ได้มอบหมายใครก็มีความผิดในฐานะไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าว มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ส.ป.ก.มาตรา 47 และประมวลกฏหมายที่ดินมาตรา 9 เป็นความผิดฐานไม่ให้ความร่วมมือ ขัดขวางโดยการนำชี้หลักเขต ไม่ใช่เรื่องการบุกรุกเพราะกฎหมาย ส.ป.ก. ไม่มีโทษอาญา มีโทษฐานเดียวคือการขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 47

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ