จากกรณีที่กรมป่าไม้ ทำหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ตีความกรณีการครอบครองที่ดิน 682 ไร่ในต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

 

          เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2563 - นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ขณะนี้กรมป่าไม้ ได้รับหนังสือหารือข้อกฎหมายเรื่อง การบังคับใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยกรมป่าไม้จะประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สปก.) ร่วมตรวจสอบดำเนินคดีตามประมวลกฏหมายที่ดิน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507 โดยเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในส่วนพื้นที่รับผิดชอบของ สปก.ร่วมกับคณะพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)เจ้าของคดีที่ทางกรมป่าไม้ ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.ปารีณาไว้ โดยนัดหมายเข้าพื้นที่วันพรุ่งนี้ (12 ก.พ.) กรมป่าไม้จะดำเนินการตามหนังสือที่กฤษฎีกามีความเห็นมา และจะเข้าพื้นที่กับพนักงานสอบสวน และและใช้โอกาสนี้ไปตรวจสอบทั้งหมด
 

          ทั้งนี้จากหนังสือของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้สรุปความเห็นใน 3-4 ประเด็นหลัก โดยเฉพาะประเด็นที่ดินของ ส.ป.ก. ในส่วนที่ไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวล กฎหมายที่ดิน ยังคงมีสถานะเป็น “ป่า” ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 กรมป่าไม้ ยังคงมีหน้าที่และอำนาจในการดูแลรักษาที่ดินที่เป็นป่าตามพ.ร.บ.ป่าไม้ และหากเป็นกรณีที่ที่ดินนั้นยังคงมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจาก ส.ป.ก. ยังไม่ได้นำที่ดินป่าสงวนแห่งชาตินั้น ไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะเป็นหน้าที่และอำนาจของกรมป่าไม้ในการดูแลรักษาที่ดินที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติด้วยเช่นกัน 

 

ชี้ อำนาจสปก.-กรมป่าไม้
 
         นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังระบุว่า ตามมาตรา 26 วรรคสอง ของพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ เมื่อพบการกระทำความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่ของ สปก. จะมีหน้าที่และอำนาจในการจับกุมปราบปราม ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ และกฎหมายอื่นในเขตปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มี พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้หรือไม่ และระหว่าง สปก. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่ดังกล่าวกับกรมป่าไม้ หน่วยงานใดจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินคดีในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้  

 

          ทั้งนี้กฤษฎีกา ระบุว่า เป็นหน้าที่และอำนาจของ ส.ป.ก. ในการดูแลรักษาที่ดินดังกล่าวและป้องกันการกระทำใดๆ ที่เป็นผลร้ายต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย การที่มีผู้บุกรุก เข้าไปยึดถือ ครอบครอง หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินซึ่ง ส.ป.ก. ได้มาตามกฎหมายย่อมกระทบสิทธิของ ส.ป.ก. ในการนำที่ดินไปปฏิรูปที่ดินตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ ส.ป.ก. จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าวและมีสิทธิที่จะกล่าวโทษผู้กระทำความผิดเพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมายได้ 

 

          ส่วนกรมป่าไม้ยังคงมีหน้าที่และอำนาจในการดูแลรักษาที่ดินที่เป็นป่าพ.ร.บ.ป่าไม้ หากเป็นกรณีที่ที่ดินนั้นยังคงมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจาก ส.ป.ก. ยังไม่ได้นำที่ดินป่าสงวนแห่งชาติไปปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามที่กฎหมายกำหนด เห็นว่าทั้ง 2 หน่วยงานสามารถดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้.