เข้มข้นขึ้้นทุกทีสำหรับการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่ตั้งเป้าจะเชือด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้น็อกคาสภา ขณะเดียวกันฟากรัฐบาลได้เตรียมรับมือเป็นอย่างดี โดยล่าสุด นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งวอร์รูมนอกสภาเพื่อเตรียมซักฟอกฝ่ายค้านกลับหากเห็นว่ามีการนำเรื่องของอดีต คสช. มาเป็นประเด็น

 

 

 

แรมโบ้อีสานตั้งวอร์รูมนอกสภา

              เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563  นายสุภรณ์ ให้สัมภาษณ์รายการเก็บตกเนชั่นภาคเย็นโดยคมชัดลึกทางเนชั่นทีวีช่อง 22 ถึงการจัดคณะทำงานตั้งวอร์รูมนอกสภาเพื่อรับมือศึกซักฟอก ว่า นัดประชุม ทีมวอร์รูมนอกสภา ที่มีอดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. นักการเมืองที่เคยสังกัดพรรคไทยรักไทย พลังประชาชนเพื่อไทย จำนวน 24 คน หรือ 24 อรหันต์ มาประชุมร่วมกันหารือเตรียมข้อมูลหลังจากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อเตรียมข้อมูลให้ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รวมทั้ง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ใช้อภิปรายตอบโต้ฝ่ายค้านในสภา

              นายสุภรณ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้เรียก องครักษ์พิทักษ์รัฐบาล แต่พวกเราจะเป็นคณะทำงานวอร์รูมเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูล เพื่อส่งให้ ส.ส. พรรค พปชร. และพรรคร่วมรัฐบาลได้ลุกขึ้นประท้วง โต้แย้งฝั่งฝ่ายค้านกรณีเล่นนอกกติกา นำข้อมูลเท็จ ปั้นน้ำเป็นตัวมาใส่ร้ายป้ายสี ขุดเรื่องอดีตตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช. มาอภิปราย ซึ่งต้องอภิปรายรัฐบาลในห้วงเวลา 7 เดือน หากไปขุดเรื่องในอดีตก็จะทำให้บรรยากาศการอภิปรายไม่สงบ ประชาชนก็เบื่อหน่ายไม่ได้ประโยชน์อะไร

 

 

 

ลั่นขุดเรื่อง คสช. เจออัดกลับแน่นอน

              นายสุภรณ์ กล่าวอีกว่า อยากให้การปภิปรายเป็นไปด้วยความสร้างสรรค์ มีข้อมูลที่เป็นเรื่องจริง หากฝ่ายค้านนำข้อมูลอันเป็นเท็จ คณะทำงานวอร์รูมเก็บรวบรวมก็จะตอบโต้ทันที เปิดทุกแผลให้หมด ไม่ว่าจะเป็นบุคคล พรรค หรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน เนื่องจากทุกคนที่มาร่วมประชุมวอร์รูม ล้วนมีข้อมูลและมีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน เป็นทั้งนักกฎหมายก่อนมาเป็นนักการเมือง มีข้อมูลของพรรคฝ่ายค้านที่ในอดีตเคยทำความเสียหายต่อประเทศชาติ และหาข้อมูลตรวจสอบ ส.ส. ผู้อภิปรายของพรรคฝ่ายค้านที่เคยมีประวัติด่างพร้อยในอดีตด้วย ซึ่งย้ำว่าฝ่ายค้านต้องอภิปรายอยู่ในกรอบการบริหารงานของรัฐบาล 7 เดือนที่ผ่านมา ไม่ควรที่ย้อนกลับไปอภิปรายเรื่องในอดีตยุครัฐบาล คสช. ไม่อย่างนั้นเราก็จะแถลงตอบโต้กลับไปในยุคอดีตรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการนัดประชุมกันในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น. ที่ทำการพรรค พปชร.

 

 

 

              “ทันทีที่ฝ่ายค้านอภิปรายหรือทำนอกกติกา คณะทำงานก็จะแถลงข่าวชี้แจงเองทันที เปิดเผยข้อมูล ฝ่ายค้านควรมีมารยาททางการเมือง เพราะพวกผมมีมารยาททางการเมือง เล่นการเมืองตามกติกา ไม่ขุดเรื่องในอดีตมาปั่นป่วนงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่บริหารบ้านเมือง 7 เดือน โดยทีมวอร์รูมที่อยู่นอกสภาจะคอยแถลงข่าวตอบโต้ฝ่ายค้านในกรณีใส่ร้ายป้ายสี ขุดคุ้ยอดีตนายกฯ และคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ชุดในวันอภิปราย ชุดหนึ่งสแตนด์บายมอนิเตอร์อยู่ที่พรรค พปชร. อีกชุดไปสแตนด์บายอยู่ที่สภา เพื่อคอยประสานงานรับข้อมูลจากทีมมอนิเตอร์ส่งให้ ส.ส. ของพรรคในสภา รวมทั้ง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงตอบโต้และชี้แจงในสภา” นายสุภรณ์ กล่าว

              นายสุภรณ์ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ยังได้พูดคุยในฐานะเพื่อนกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รองประธานวิปฝ่ายค้าย โดยขอให้บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ซึ่ง นพ.ชลน่าน ก็ตกปากรับคำตามที่ร้องขอ

 

 

 

เปิดชื่อ 24 องครักษ์พิทักษ์รัฐบาล

              สำหรับรายชื่อ 24 อรหันต์ในคณะทำงานวอร์รูมนอกสภา ได้แก่ 1. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 2. นายจำลอง ครุฑขุนทด 3. นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล 4. นายอำนวย คลังผา 5. นายธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา 6. นายทวี สุระบาล 7. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 8. นายสุทธิชัย จรูญเนตร 9. นายฉลอง เรี่ยวแรง 10. นายเวียง วรเชษฐ 11. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ 12. นายภิรมย์ พลวิเศษ 13. นายธีรยุทธ วานิชชัง 14. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ 15. นายพิกิฏ ศรีชนะ 16. นายทศพล เพ็งส้ม 17. นายเอกภาพ พลซื่อ 18. นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ 19. นายรณฤทธิชัย คานเขต 20. นายประนอม โพธิ์คำ 21. นายวัชระ กรรณิการ์ 22. นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช 23. นพ.วิชัย ชัยจิตวณิชกุล และ 24. นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม

 

 

 

ฝ่ายค้านจัด 30 ขุนพลจัดหนัก นายกฯ

              วันเดียวกัน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่าขณะนี้คณะทำงานร่วมฝ่ายค้านพูดคุยกับผู้ควบคุมเนื้อหาของทุกพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดเรียงเนื้อหา และผู้อภิปราย คาดว่าในสัปดาห์หน้าคงแล้วเสร็จและจากที่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเชื่อมั่นในข้อมูลและเนื้อหาที่จะใช้อภิปรายว่าจะสามารถทำให้ประชาชนเห็นข้อบกพร่องผิดพลาดของรัฐบาลได้อย่างแน่นอน ตัวเลขผู้อภิปรายอยู่ที่ประมาณ 30 คน โดยส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นหลัก

              เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนอภิปรายไม่กี่วัน ถ้าผลออกมาทางลบจะกระทบการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า เชื่อว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้อภิปรายและเนื้อหาที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้คงไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากคณะทำงานร่วมได้หารือกับผู้อภิปรายที่อาจได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยไว้แล้ว โดยเตรียมแผนสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินเอาไว้ เช่น นำข้อมูลที่จะอภิปรายมอบให้สมาชิกพรรคที่ยังสามารถทำหน้าที่ได้ไปดำเนินการต่อ จึงเชื่อว่าการอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีเนื้อหาครบถ้วน และมีคุณภาพเหมือนเดิมทุกประการ

 

 

 

“บิ๊กป้อม” ลั่น เรื่องส่วนตัวไม่ตอบ

              เวลา 10.00 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า เขาถามมา เราก็ตอบไป เราตอบแต่เรื่องจริง ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไร ส่วนที่ถามถึงการสัมมนาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ในวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ไม่ต้องกำชับอะไร ถามมาก็ตอบไป เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด ให้ ส.ส. ดำเนินการไป และตนก็จะอาจจะไปเยี่ยมเยียน ส.ส. ที่ร่วมสัมมนา

              เมื่อถามต่อว่า จะเป็นการให้กำลังใจ ส.ส. ที่จะช่วยรับมือในการอภิปรายหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไร แต่เราจะเอาความจริงสู้ เพราะทุกคนมีความจริงทั้งนั้นที่จะตอบ เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย รู้ว่าทำอะไรบ้าง และไม่จำเป็นต้องเกร็งข้อสอบ ยืนยันถามอะไรมาก็ตอบไป อย่างไรก็ตามหากมีการยั่วยุ ใช้เรื่องส่วนตัวมาอภิปรายก็จะไม่ตอบและะไม่อารมณ์เสีย ถามมาดีๆ ก็ตอบไปดีๆ

 

 

 

วิษณุ ชี้ รมต. ถูกซักฟอกควรร่วมสัมมนา

              เวลา 10.50 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีรัฐมนตรีที่มีชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเดินทางไปร่วมสัมมนาเตรียมความพร้อมกับแกนนำวิปรัฐบาลในวันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ ว่าเห็นถึงเหตุผลว่ามีความจำเป็น เพราะรัฐมนตรีทั้งหมดยกเว้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับ ส.ส. เขาอาจจะสอบถามก่อนก็ได้ว่าประเด็นหรือข้อหานี้จะตอบอย่างไร เผื่อเป็นแนวทางเวลาฟังการอภิปราย เพราะ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลไม่มีสิทธิ์ซักถามผู้ที่ถูกอภิปราย

 

เตือนฝ่ายค้านพูดไม่จริงโดนฟ้องได้

              ส่วนที่ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคยระบุว่า จะจับตาการอภิปรายของฝ่ายค้าน หากมีอะไรเกินเลยต้องดำเนินคดี นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนจะมีทีมงานคอยเฝ้าในส่วนนี้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน คอยมอนิเตอร์เอาไว้หากมีอะไรก็ฟ้องร้อง มีหลายคนแนะนำมาให้ทำอย่างนั้น แต่ของส่วนตัวไม่มี เพราะมีการบันทึกเทปอยู่ เกิดมีใครมาสะกิดว่าตรงนั้นตรงนี้เสียหายค่อยเอามาดูทีหลังก็ได้ อย่างไรก็ตามทั้ง 6 คนที่ถูกอภิปราย ยกเว้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่เป็น ส.ส. อาชีพ ส่วนที่เหลือไม่ได้เป็น ส.ส. จึงตอบโต้ตีรวนไม่เป็น รู้อย่างเดียวว่าถามมาตอบไป ตอบไม่ได้ ก็บอกว่าตอบไม่ได้

 

 

 

              เมื่อถามว่า การอภิปรายลักษณะใดถึงจะนำไปดำเนินคดีได้ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องของแต่ละคนจะคิดอย่างไร ตนไม่พูดอะไร เพราะยังไม่รู้เขาพูดอะไร จะไปจ้องฟ้องกลับกันแล้ว ส่วนการพูดแบบปั้นน้ำเป็นตัวนั้น บางเรื่องปล่อยไปได้ แต่ถ้าปั้นจนก่อให้เกิดความเสียหาย คนฟังเชื่อ กระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ การทำงาน และเป็นภาระของประเทศชาติ อย่างนั้นต้องใช้มาตราที่ 1. คือ แก้ข่าว อย่าเพิ่งคิดถึงขั้นฟ้องร้อง และ 2. การแก้ข่าวไม่พอ จึงต้องฟ้องร้อง

 

ธนาธร นัด 11 กุมภาพันธ์ - มั่นใจรอด 100%

              เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์ท่าพระจันทร์) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกรณีหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบในส่วนของการทำงานนอกสภานั้นจะเป็นอย่างไร นายธนาธร กล่าวว่า การทำงานการเมือง ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น ส.ส. แต่มันหมายถึงการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชน เข้าใจจุดยืนทางการเมืองของเรา ซึ่งจุดยืนของ อนค. คือการเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย ในอนาคตต้องไม่มีรัฐประหารอีก รวมถึงความเท่าเทียมของคนทุกคนในประเทศไทยและความก้าวหน้าของประเทศ ดังนั้นการเป็นหรือไม่เป็น ส.ส. ก็จะรณรงค์เรื่องนี้ต่อไปทั่วประเทศ ในส่วนของ ส.ส. อนาคตใหม่ นั้น เชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้มีความหนักแน่นมากกว่าที่หลายคนคิด ดังนั้น เหตุการณ์ผึ้งแตกรังคงจะไม่เกิดขึ้นซึ่งได้เตรียมความพร้อมไว้สำหรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

 

 

 

              ส่วนที่ถามว่า การณรงค์ดังกล่าวจะเป็นการปลุกระดมหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า การณรงค์ดังกล่าวเป็นการทำให้พี่น้องประชาชนตื่นตัวถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมากกว่า คงไม่ใช่การปลุกระดม ส่วนก่อนการอ่านคำวินิจฉัย ทาง อนค. จะมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่ได้คิด แต่จะมีการหารือกันในการประชุม กรรมการบริหารพรรคในวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ ว่าจะมีมาตรการอย่างไรส่วนความมั่นใจในคดีเงินกู้นั้นมั่นใจ 100% คดีนี้เรามีเอกสารหลุดจาก กกต. ที่ยืนยันมาแล้วว่า คดีนี้ควรยกฟ้องไปตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ นอกจากนี้ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ คาดว่าจะฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่พรรคอนาคตใหม่เหมือนที่ผ่านมา

              “การลงถนนไม่ได้อยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ แต่อยู่ที่ความรู้สึกของพี่น้องประชาชน ถ้าพวกเขารู้สึกว่าโกรธแค้นทนไม่ไหว กับการบริหารงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือชีวิตและปัญหาของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้มีอำนาจ อะไรก็ห้ามพวกเขาลงถนนไม่อยู่ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม แต่เกี่ยวกับรัฐบาลมากกว่า” นายธนาธร กล่าว

 

 

 

จ่อดำเนินคดี “ปารีณา” หลังหารือกฤษฎีกา

              วันเดียวกัน นายธวัชชัย ลัดกลูด ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) กรมป่าไม้ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้ ช่วงเช้าจะเดินทางลงพื้นที่ไปดูพื้นที่เกิดเหตุ ที่กรมป่าไม้ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา ใน 4 ข้อหา ตามที่ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ มอบหมาย และตามที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เชิญให้ไปชี้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการสอบสวนดำเนินคดี นอกจากนั้นจะไปดูพื้นที่ที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ไปแจ้งความกล่าวหา นายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา บุกรุกที่ดินของรัฐพื้นที่หมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง ด้วย ถ้าพบการกระทำผิดก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมด้วย

 

 

 

              นายธวัชชัย กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยมิชอบกว่า 682 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ที่กรมป่าไม้ได้ทำหนังสือสอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาใน 2 เรื่องคือ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่หรือไม่ และพื้นที่ดังกล่าวพ้นสภาพจากป่าสงวนแห่งชาติไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมแล้วหรือไม่นั้น ดูแนวโน้มจากการที่ตนได้เข้าไปเป็นตัวแทนกรมป่าไม้ หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่าน่าจะต้องมีการดำเนินคดีกับ น.ส.ปารีณา เพิ่มเติม แต่จะดำเนินคดีเฉพาะพื้นที่ที่ น.ส.ปารีณา ได้ทำประโยชน์ในที่ดิน เช่น ทำเล้าไก่ ทำรั้ว เป็นต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลือเป็นของ ส.ป.ก. อยู่แล้ว ว่าจะนำไปจัดสรรให้เกษตรกร หรือจัดสรรที่ดินให้ผู้ยากไร้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากมีข้อสรุปที่ชัดเจนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างหนึ่งอย่างใดออกมา กรมป่าไม้พร้อมปฏิบัติทันที