คมชัดลึกออนไลน์ 5 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
การเมือง

เปิด 2 ทางออกปมเสียบบัตรแทนกัน งบ 63 ไม่โมฆะ

7 กุมภาพันธ์ 2563 - 06:00 น.
ศาลรัฐธรรมนูญ,ศร,วินิจฉัย,งบประมาณรายจ่าย,เสียบบัตรแทน
การเมือง

Shares :
เปิดอ่าน 1,266 ครั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญลงมติปมเสียบบัตรวันนี้ คาดออก 2 แนวทาง งบ63 ไม่โมฆะ "วิษณุ" ชี้ เร็วกว่าที่คาด เตรียมพร้อมทุกอย่าง "สมคิด" ยัน ทำแผนรองรับไว้


             

              ความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาวินิจฉัยกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ล่าสุดเเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ ออกคำแถลงแล้วนัดฟังคำวินิจฉัยคดีร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 กรณีเสียบัตรแทนกันว่าจะโมฆะหรือไม่โฆะ ในวันที่ 7ก.พ.เวลา13.30.น.

อ่านข่าว-เสียบบัตรแทนต้องรับผิดชอบ


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

             

 

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการวิเคราะห์กันหลายทางว่า จะออกทางไหน น่าจะมี 2 ทางคือ การลงมติของสมาชิกสส.ส่วนใหญ่สมบูรณ์แล้ว ส่วนคคะแนนที่เสียบบัตรแทนกัน ให้ตัดคะแนนนั้นทิ้งไป แล้วส่งกลับไปยังสภา ประธานสภาจะนำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

              แนวทางที่สอง หากเห็นว่า การกระทำของสส.ที่เสียบบัตรแทนกัน แม่นจะเป็นจำนวนน้อย แต่ทำให้กฎหมายไม่สมบูรณ์ ประเด็นนี้อาจจะส่งกลับไปยังสภา ให้สภาไปลงมติมาตราที่มีการเสียบบัตรแทนกัน ในวาระ2 และ3 เมื่อลงมติเสร็จให้ส่งต่อไปยังวุฒิสภาตามขั้นตอน เมื่อวุฒิสภาลงมติใหม่แล้ว ส่งกลับมายังสภา ประธานสภาจะนำร่างกำหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นอันจบสิ้น

 

              ทั้งนี้หากการวินิจฉัยออกมา2 แนวทางนี้ รัฐบาลก็จะได้ใช้งบประมาณปี63 ได้ทันตามกำหนดที่รัฐบาลคาดเอาไว้

              

              วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมการรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 ว่ารัฐบาลได้เตรียมการและนัดแนะกับสำนักงบประมาณไว้ก่อนแล้ว มีหลายทางเลือก ซึ่งในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยการเตรียมการหากเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยสภาในช่วงปิดสมัยประชุมก็จำเป็นต้องเปิดสมัยประชุมวิสามัญ หากไม่ถึงขั้นนั้นก็ว่าตามคำวินิจฉัยศาล แต่ยังไม่ทราบว่าศาลจะว่าอย่างไร

 

 

 

              “ผมก็ตื่นเต้นที่รู้ว่าศาลนัดวินิจฉัยในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นี้ ถือว่าเร็วเกินกว่าที่คาด ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรรัฐบาลก็จะดำเนินการไม่ให้เกิดความล่าช้า เสียหาย และไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร เราเตรียมแนวทางปฏิบัติตามไว้ทุกทาง” นายวิษณุ กล่าว

              เมื่อถามว่า หากจำเป็นต้องเปิดประชุมวิสามัญจะพิจารณา 3 วาระรวดเลยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดถึงขั้นนั้น เมื่อศาลกรุณาพิจารณาให้โดยเร็วแล้ว ทุกฝ่ายก็ไม่ควรล่าช้าอีกในการปฏิบัติตาม เพราะศาลวินิจฉัยเร็วแล้ว ถ้าเราช้าอีกมันจะไม่งาม ข้อสำคัญเมื่อศาลวินิจฉัยมาแล้วขอให้เข้าใจว่าศาลให้ปฏิบัติอย่างไร เพราะศาลคงไม่กำหนดเป็นขั้นตอนให้ปฏิบัติตาม

              “เราต้องอ่านคำวินิจฉัยเพื่อถอดรหัสให้ได้ว่าปฏิบัติอย่างไร เมื่อเราเตรียมการไว้ทุกทางก็น่าจะปฏิบัติได้ ศาลวินิจฉัยวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ส่วนวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นวันหยุดราชการ ก็มีเวลาที่ทุกฝ่ายจะได้เตรียมการไปสู่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ที่มีการประชุม ครม. จะทำอย่างไรก็ทำกัน เช่น ศาลบอกว่าใช้ไม่ได้หมดทั้งฉบับ วันประชุม ครม. ก็เสนอใหม่ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าใช้ได้เรียบร้อยทุกอย่างก็จบ แต่ก็ไม่คิดว่าศาลจะวินิจฉัยเช่นนั้นหรือศาลบอกให้แก้ไขด้วยวิธีการอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น” นายวิษณุ กล่าว

 

 

 

              ส่วน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างร่วมงาน โพสต์ทูเดย์ ฟอรัม 2020 “ถอดรหัสเศรษฐกิจปี 2020” ว่า ยังคงยืนยันการทำงานเจตนาเดิม 2 ด้าน คือ พยุงไม่ให้เศรษฐกิจถดถอย และสร้างความสมดุลเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ เมื่อไทยยังเจอมรสุมงบประมาณล่าช้าซึ่งคาดว่าอาจจะออกสู่ระบบได้ในเดือนพฤษภาคม โดยต้องรอลุ้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันศุกร์นี้ จึงเป็นภาระหนักของคลังเพราะเหลือเวลาเงินงบประมาณเพียง 4-5 เดือน ในปีนี้ 

              “เราได้เตรียมแผนสำรองผลักโครงการที่ต้องใช้งบประมาณภายใน 1 ปี ด้วยการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน TFF เพื่อขายหน่วยลงทุนให้ประชาชน หรือการให้กระทรวงการคลังออกพันธบัตรให้ขายประชาชน โดยจ่ายผลตอนแทนดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด โดยไม่ต้องอาศัยเงินงบประมาณ หากคลังออกพันธบัตรดอกเบี้ยร้อยละ 3 น่าจะดึงดูดใจ คาดว่าจะระดมทุนได้ไม่มีปัญหา และเมื่อ กนง. ประกาศลดดอกเบี้ย ต้องให้ธนาคารช่วยกันลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศช่วงนี้” นายสมคิด กล่าว

 

 

 

              ขณะที่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเจอมรสุมหลายลูก แม้งบประมาณรายจ่ายปี 2563 เบิกจ่ายล่าช้า ขอย้ำว่าเงินเดือนราชการ ค่าใช้จ่ายไม่เป็นปัญหา เพราะ ครม. เห็นชอบให้เบิกจ่ายรายได้ประจำสัดส่วนร้อยละ 75 ของวงเงินทั้งหมด จึงไม่น่าเป็นห่วง แต่เงินลงทุนยังทำไม่ได้ จึงเตรียมพร้อม โดยช่วงนี้ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญออกบัลลังก์วินิจฉัยงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ในวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ นี้ ขอรอลุ้นคำวินิจฉัยของศาล กระทรวงการคลังได้เตรียมการเพื่อให้มีเงินลงทุนใหม่โดยเร็วที่สุดเพราะล่าช้าไปนานแล้ว

 

 

 

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ