ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 6 ก.พ.63 เวลา 09.00น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกา คดีชุมนุมปิดล้อมบ้าน สี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ปี 2550 หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 , นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน , นายวันชัย นาพุทธา , นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปีเศษ อดีตประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 44 ปีเศษ เลขาธิการ นปช. และอดีตประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียง พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) , นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ 68 ปีเศษ แกนนำ นปช. และ นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปีเศษ แกนนำ นปช. และอดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ทษช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ , ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง , 215 , 216 , 297 , 298 ประกอบมาตรา 33 , 83 , 91

 

          กรณีสืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค.50 แกนนำและแนวร่วม นปช. นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคน จากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ สนามหลวง ไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่1 ได้ใช้ ไม้เสาธง ตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส

 

          ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเดือน ม.ค.60 ว่า 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215วรรคหนึ่งและวรรคสาม , มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม ให้จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7คนละ 2 ปี 8 เดือน

 

          ส่วนของ นายนพรุจ อดีตแกนนำพิราบขาว จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยโทษจำคุกทั้งหมดนั้นไม่รอการลงโทษ (ไม่รอลงอาญา) ซึ่งจำเลยทั้ง 5 คนได้ยื่นฎีกาสู้คดี และได้ประกันตัวระหว่างฎีกาคนละ 500,000 บาท พร้อมถูกกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาต โดยคดีเคยนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาครั้งแรก วันที่ 23 ก.ย.62 แต่ปรากฏว่า นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูเเถลง และนพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยปฏิเสธความผิด และขอต่อสู้คดี เป็นยื่นคำให้การใหม่ขอให้การรับสารภาพไม่ต่อสู้คดี ส่วนนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ยังคงยืนยันให้การปฏิเสธ จึงต้องส่งสำนวนกลับไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป

 

          โดยเมื่อเวลา 09.00 น. นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช. , นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. , นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำ นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ทยอยเดินทางมาศาล ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. , นายก่อแก้ว พิกุลทอง และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แกนนำ นปช. , นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีต ประธาน นปช. พร้อมด้วยภรรยาของนายณัฐวุฒิ ก็มาให้กำลังใจด้วย พร้อมวลชนจำนวน 60-70  เดินทางมาให้กำลังใจด้วยเกือบเต็มห้องพิจารณา 704 ที่เป็นห้องขนาดมหญ่รองรับได้กว่า 100 คน อย่างไรก็ดีสำหรับนายจตุพร ก็ถูกฟ้องคดีนี้แยกสำนวนเป็นอีกคดีหนึ่งด้วยโดยคดีรอพิจารณา

 

         ทั้งนี้ก่อนขึ้นห้องพิจารณาคดี นายวีระกานต์ อดีตประธาน นปช. จำเลยที่ 4 ให้สัมภาษณ์เปิดเผยความรู้สึกว่า รู้สึกเหมือนที่เคยรู้สึกทุกวัน เราน้อมรับกับผลของการตัดสินไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ ต้องยอมรับอยู่แล้ว เพราะเรามาสู่กระบวนการนี้ก็ต้องยอมรับ การรับสารภาพเป็นความหวังของผู้ต่อสู้คดีทุกคน ต้องใช้สิทธินี้ตามรัฐธรรมนูญ แต่จะได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนพี่น้อง นปช.เราเวลานี้ก็อยู่กันแบบกระจัดกระจาย แต่ทุกคนก็ยังมีคิดความอ่านทางการเมืองอยู่ เราก็ฝากเพียงว่าขอให้ทุกคนแสดงความคิดความเห็น โดยสันติวิธีเท่านั้น อย่าเลิกล้มความคิดก็ใช้ได้แล้ว

 

          ด้าน นพ.เหวง แกนนำ นปช. จำเลยที่ 7 กล่าวว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับคำพิพากษา ไม่มีปัญหาอะไร เพราะพวกเราทุกคนรู้อยู่แล้ว เส้นทางนี้มีสองอย่าง ชนะหรือแพ้ ถ้าชนะประชาชนก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถ้าแพ้พวกเราก็มีชะตากรรมสองอย่าง คือคุกหรือตาย ทุกอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้นแล้วสำหรับคนที่ตัดสินใจเดินทางนี้

 

          ด้าน นายณัฐวุฒิ เลขาธิการ นปช. จำเลยที่ 5 กล่าวว่า เมื่อพวกตนมีแนวทางเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในทุกคดีความ ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี คดีนี้เราต่อสู้ถึงชั้นศาลฎีกา ปรึกษาหารือกันแล้ว กลับคำให้การเป็นรับสารภาพในชั้นฎีกา แสดงความสำนึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นเหตุที่เกิดจากเจตนาของพวกตนตั้งแต่ต้น เราประสงค์ไปชุมนุมที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อพูดจาปราศรัยต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องประชาธิปไตย ไม่มีความประสงค์เผชิญหน้าเจ้าหน้าที่หรือให้เกิดเหตุบานปลายใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ วันนี้จึงเข้ารับการฟังพิพากษาคดี ไม่ว่าศาลท่านจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร พวกตนเคารพและน้อมรับ ถ้าหากผลแห่งคำพิพากษานั้นจะต้องทำให้โชคชะตามีหรือไม่มีอิสรภาพ ก็เคารพและน้อมรับ

 

          เมื่อถามถึงความรู้สึกปลงและคาดหวัง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คงไม่ถึงกับปลง มนุษย์จะผ่านเหตุการณ์ทุกอย่างได้เมื่อยืนอยู่บนโลกของความจริง สำหรับตนวันนี้มีคดีความจากการต่อสู้ทางการเมืองมากมาย ชีวิตเดินอยู่บนความไม่แน่นอน วันนี้มาฟังคำพิพากษาสองอย่างเท่านั้น 1.ได้กลับบ้าน 2.ต้องใช้ชีวิตเยี่ยงคนไร้อิสรภาพ เป็นการเดินไปตามเส้นทางของโชคชะตา ไม่ใช่เรื่องของการวิตกกังวลหรือปลง เป็นการพูดความจริงกับตัวเองและสื่อสารความจริงกับสังคม ตนคงไม่แสดงความคาดหวัง ศาลนัดอ่านคำพิพากษา จะแสดงความคาดหวังอย่างหนึ่งอย่างใดคงไม่ควร คำพิพากษาจะเป็นประการใดสักครู่คงได้รับทราบ

 

          เมื่อถามกรณีผลพิพากษาเป็นลบและความรู้สึกห่วงใยพี่น้อง นปช. นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงสถานการณ์ประเทศมากกว่า ต้องยอมรับว่าถึงขณะนี้ เรื่องความเป็นประชาธิปไตยยังมีปัญหา สิ่งที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าคือสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้องของพี่น้องประชาชนกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างที่ไม่เห็นใครมีความสามารถเพียงพอที่จะเยียวยาแก้ไข ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ข้อเท็จจริงที่ตนได้สัมผัสจากผู้คนเขาสะท้อนมาอย่างนี้จริงๆ ความห่วงใยที่มีต่อพี่น้อง นปช. คนที่ได้ร่วมต่อสู้กันมายังคงมีอยู่อย่างเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าคือชะตากรรมเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้องของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าใครเคยใส่เสื้อสีอะไรอยู่ฝ่ายไหนก็ตาม วันนี้เดือดร้อนยากลำบากเท่าเทียมเสมอภาคกัน ขอส่งความห่วงใยนี้ไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน

 

 

          "อยากจะเรียนยืนยันตรงนี้ว่าจุดยืนและหลักการทางการเมืองของผมยังคงเป็นอย่างเดิมทุกประการ ผมไม่ยอมรับการรัฐประหาร ผมยืนยันหลักการประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และปรารถนาจะให้สังคมไทยสงบสุข อยู่ร่วมกันได้ทุกฝ่าย ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย วันนี้ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอิสรภาพหลังจากนี้ ก็หวังใจว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยจะไม่เดินไปสู่การเผชิญหน้า จะไม่เดินไปสู่วิกฤติลุกลามบานปลาย อยากให้ทุกฝ่ายสัมผัสและสรุปบทเรียนจาก 10 กว่าปีที่ผ่านมา"

 

          นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า พวกตนคือคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ ผ่านเหตุการณ์อะไรต่างๆ มามากมาย เช่นเดียวกับแกนนำพันธมิตรฯ กปปส. มีคดีความอยู่ไม่น้อยในกระบวนการยุติธรรม นี่คือบาดแผลทั้งที่เกิดขึ้นกับบุคคลและเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ท่ามกลางบาดแผลดังกล่าวไม่ปรากฏว่าทิศทางของประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง อย่างที่หลักการประชาธิปไตยสากลยอมรับกันโดยทั่วไป ก็ขอให้ใครที่มีบทบาท ปฏิบัติหน้าที่ทางการเมืองกันอยู่ เก็บบทเรียนเหล่านี้เพื่อทำให้สถานการณ์ของประเทศดีขึ้น ด้วยสติด้วยปัญญา ความอดทนมั่นคงต่อหลักการที่ถูกต้อง เสียสละ

 

          ขณะที่จนถึงเวลา 10.35 น. นายนพรุจ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เดินทางมาศาล โดยนางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยา นายณัฐวุฒิ ซึ่งเป็นนายประกัน จำเลยที่ 1 ด้วย ได้แถลงศาลว่า ในการพิพากษาคดีนี้ศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ไม่มีใครยื่นประกันตัว ตนจึงรับประกันตัวให้แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยติดต่อกับจำเลยที่ 1 ซึ่งตนไม่ได้รู้จักใกล้ชิดจำเลยที่ 1ขณะที่เมื่อจำเลยที่ 1 ย้ายที่อยู่ใหม่นายประกันก็ไม่ทราบที่อยู่ จึงขอโอกาสตามจำเลยที่ 1

 

          โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า หมายนัดฟังคำพิพากษายังไปไม่ถึงจำเลยที่ 1 เห็นควรให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษา ขณะที่อัยการโจทก์แถลงขอสืบหาที่อยู่จำเลยที่ 1ใหม่ ก่อนยื่นแถลงศาลอีกครั้งภายใน 15 วัน ศาลจึงเห็นสมควรให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปเป็นวันที่ 30 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น.