ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจใกล้เข้ามาทุกขณะ ซึ่งก่อนหน้านี้ 7 พรรคฝ่ายค้านออกมาแถลงข่าวว่าเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานรัฐสภา ในวันที่ 29 มกราคม 2563 พร้อมเตรียมซักฟอก 5 รัฐมนตรีโดยอาจเพิ่มบุคคลที่อยู่ในข่ายอีก 2 - 3 คน ล่าสุดพรรคฝ่ายค้านได้ข้อยุติในการยื่นซักฟอกรัฐมนตรีทั้งสิ้นจำนวน 8 คนด้วยกัน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รวมอยู่ด้วย

 

 

 

ฟันเพิ่ม บิ๊กป้อม - สุริยะ - ธรรมนัส

              เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยมีการประชุม 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย เพื่อสรุปรายชื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้าย โดยที่ประชุมหารืออย่างกว้างขวาง นอกเหนือจากรายชื่อ 5 รัฐมนตรีที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพืทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ โดยที่ประชุมได้หยิบยกกรณีข่าวเรื่องการวิ่งเต้นเพื่อตัดชื่อ และเพิ่มชื่อรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลบางคน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการครหาที่ประชุมได้มีมติเพิ่มชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเพิ่มอีก 3 คน ประกอบไปด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตร และสหกรณ์

 

 

 

ฝ่ายค้านโวมีหมัดน็อกนายกฯ

              แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า สำหรับ พล.อ.ประวิตร ถูกเสนอชื่อโดยพรรคเพื่อชาติ ซึ่งมีนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ เป็นผู้อภิปราย มีประเด็นเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ถูกเสนอชื่อโดยพรรคอนาคตใหม่ มีประเด็นเรื่องของการพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติดกระทั่งติดคุกที่ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่นายสุริยะ จะถูกอภิปรายกรณีไม่แบน 3 สารพิษ

              “เรื่องของการไม่อภิปราย พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่แรกไม่ใช่มีการวิ่งเต้นเหมือนที่เป็นข่าว เช่นเดียวกับการใส่ชื่อนายสุริยะ ก็ไม่เกี่ยวกับกรณีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางคนวิ่งเต้นให้มีการอภิปราย และยืนยันว่า ฝ่ายค้านมีหมัดน็อกนายกฯ อย่างแน่นอน เพราะเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมาย” แหล่งข่าว กล่าว

 

 

 

              ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจะยื่นญัตติในวันที่ 29 มกราคม นี้ ส่วนจะได้อภิปรายวันไหนขึ้นอยู่กับรัฐบาล

 

พท. หยันรัฐบาลขาสั่นผวาขึ้นเขียง

              ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังเกิดกระแสต่างๆ ก็ได้สื่อสารพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในระดับหัวหน้าพรรคโดยตลอด ทุกคนยังมั่นใจในพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคใหญ่ว่าจะคอยทำหน้าที่ประสานงานให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านมีทั้งคนใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ และคนเก่าที่มีเครดิต มีประสบการณ์ เข้าใจบริบทการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นเวทีการสังหารทางการเมือง สำหรับรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงเกิดขบวนการดิสเครดิต ให้เกิดความหวาดระแวง แต่ไม่ทำให้มีปัญหาใดๆ เพราะในระดับหัวหน้าพรรคคุยกันอย่างเปิดเผยโปร่งใส และมีความหนักแน่นสามัคคีกันดี โดยจะเห็นได้ว่างูเห่าที่ออกมาก่อนหน้านี้ มีแต่งูตัวไม่ใหญ่ ประเภทงูเขียวหางไหม้ ไม่มีอนาคอนดาอะไร ทั้งนี้ ข่าวที่ออกมา หวังผลแต่ไม่เกิดผล ทุกคนมีประสบการณ์ รู้อยู่แล้วว่าจะมีอะไรอย่างนี้ จนเชื่อได้ว่าข่าวคงออกมาจากซีกรัฐบาล ที่ต้องถูกมองว่าเป็นจำเลยหลัก เพราะการทำให้ฝ่ายค้านเสียเครดิต ก็เท่ากับรัฐบาลผู้ที่จะถูกอภิปรายได้ประโยชน์

 

 

 

              "เท่าที่เราได้รับทราบ ตอนนี้หลายคนในรัฐบาลปากกล้าขาสั่น มีความพยายามที่จะเจาะล้วงข้อมูลว่า มีรัฐมนตรีคนใดจะถูกอภิปรายบ้าง และทุกคนก็พยายามเอาตัวรอด ไม่อยากให้โดนตัวเอง แต่การจะอภิปรายหรือไม่อภิปรายใคร ก็ไม่ได้ตัดสินตามอำเภอใจของใคร และมีหลักการในการพิจารณาว่ารัฐมนตรีมีวิสัยทัศน์ ความสามารถในการบริหารแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ หรือสร้างความเสียหายจากการบริหารราชการ ตลอดจนพฤติการณ์แสวงหา หรือเอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องในทางมิชอบ ซึ่งต้องพิจารณาพฤติกรรมการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งก่อนหน้าและย้อนหลังด้วย" นายภูมิธรรม กล่าว

 

“ธนกร” เหน็บเฉลิม “ละครหลังข่าว”

              นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ได้ และระบุด้วยว่าอย่าเป็นเลยนายกฯ ว่า เข้าใจว่านายอนุสรณ์อยากเป็นข่าวรายวัน จึงออกมาโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ ในทุกเรื่อง ในสายตานายอนุสรณ์ นายกฯ ทำอะไรก็ผิดไปหมด ไม่อยากจะพูดว่าหายใจยังผิดเลย ส่วนกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้รัฐบาลกลัวเงา ร.ต.อ.เฉลิม จึงต้องขย่มนั้น ด้วยความเคารพผู้อาวุโส แต่มองว่า ร.ต.อ.เฉลิม สำคัญผิด รัฐบาลไม่ได้กลัวการตรวจสอบเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด จึงไม่เคยกลัว ร.ต.อ.เฉลิม

 

 

 

              “วันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม เปรียบเสมือนรถไฟเที่ยวสุดท้ายแล้ว เข้าใจว่าต้องแสดงบทบาทให้นายใหญ่เห็น แต่ต่างคนต่างทำหน้าที่ดีกว่า วันนี้เห็นโหมโรงทุกวันเหมือนกับโปรโมทละครหลังข่าว แต่เท่าที่เห็นข้อมูลล้วนเป็นเรื่องเก่าที่ไม่ได้เกิดในรัฐบาลชุดนี้ จึงหวังว่าการอภิปรายครั้งนี้ฝ่ายค้านจะเน้นเนื้อหาสาระ ข้อมูลหลักฐานมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนตัดสิน ไม่เน้นวาทกรรมหรือสาดโคลนใส่กัน เพราะจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยกับประชาชน” นายธนกร กล่าว

 

ฉาวอีก ส.ส. ภูมิใจไทย เสียบบัตรอีก

              กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้สภาผู้เทนราษฎรสะเทือนไปทั่วหลังจากที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต ส.ส.พัทลุง โยนระเบิดลูกใหญ่ออกมาแฉโดยอ้างข้อมูลการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันกรณีของ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง และนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีชื่อปรากฏในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมช่วงที่มีการลงมติ ล่าสุดดูเหมือนว่ายิ่งสาวยิ่งลึก เนื่องจากมีรายงานว่า มี ส.ส. ภูมิใจไทย เสียบบัตรแทนกันอีก

 

 

 

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียลมีเดียได้มีการเผยแพร่คลิปจากสื่อมวลชนช่องหนึ่งอ้างว่า เป็นเหตุการณ์การลงมติในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งปรากฏคลิปภาพ ส.ส. ภูมิใจไทย คนหนึ่งถือบัตรลงคะแนนในมือมากกว่าหนึ่งใบ ก่อนที่จะเสียบบัตรลงคะแนนเข้าไปในเครื่องลงคะแนนมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการลงมติเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรต้องตรวจสอบกันต่อไป

              ขณะเดียวกันยังมีภาพเป็นคลิปเหตุการณ์วันที่ 10 มกราคม 2563 ของ ส.ส. หญิงคนหนึ่ง ที่อ้างว่าจากพรรคพลังประชารัฐ วางบัตรลงคะแนนบนโต๊ะ 2 ใบ ก่อนจะหยิบบัตรลงคะแนนบนโต๊ะทั้ง 2 ใบ เสียบเข้าไปในเครื่องลงคะแนนมากกว่า 1 ครั้ง ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า เป็นพฤติกรรมการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันหรือไม่

 

 

 

“นิพิฏฐ์” แนะ ภท. ต้องตัดใจเสียอวัยวะ

              ด้านนายนิพิฏฐ์แถลงข่าวถึงกรณีที่ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่ปรากฏชื่อในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ว่า มาแถลงความจริงว่ากระบวนการตราร่างกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญท่านั้น ส่วน ส.ส. จะดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่ ส.ส. เพราะไม่มีสิทธิ์ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการขอแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างพระราชบัญญัติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเจ้าของบัตรอาจมีความรับผิดทางอาญา เนื่องจากรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นใช้สิทธิ์แทน

              นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ส่วนตัวกำลังพยายามคิดช่วยอยู่ว่า จะให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ไม่เป็นโมฆะ แต่พรรคภูมิใจไทยต้องยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย โดยทั้งนางนาทีและนายฉลอง ต้องยอมรับสารภาพว่าไม่ได้กดบัตรลงคะแนนด้วยตัวเองในมาตราใดบ้าง เพื่อที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญแยกการพิจารณาออกมาได้ และเพื่อไม่ให้กระทบเสียงส่วนใหญ่ของการพิจารณางบประมาณ แต่หากทั้งสองคนไม่ยอมรับเท่ากับว่าจะเป็นไปในแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้ว

 

 

 

ปชป. เชื่อ ภท. ไม่โมโหปมนิพิฏฐ์แฉ

              ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ออกมาเปิดเผยว่ามี ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เสียบบัตรแทนกัน ว่า เพิ่งกลับมาจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ จ.นราธิวาส ยังไม่รู้เรื่อง ให้เป็นเรื่องสภาผู้แทนราษฎร โดยนายนิพิฏฐ์บอกแล้วว่าเป็นคนของประชาชนคนหนึ่งจึงออกมาพูด แต่จะถูกต้องหรือไม่ ต้องตรวจสอบ วันนี้เป็นการพูดของนายนิพิฏฐ์เพียงคนเดียว สภาต้องไปตรวจสอบ ซึ่ง นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว

              เมื่อถามว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อสมาชิกออกมาทำแบบนี้จะมีมาตรการอย่างไร นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ทั้งหมดต้องไปดูข้อเท็จจริงก่อน เพราะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย คิดว่าสภาดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะโมโหพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมาทำแบบนี้หรือไม่นั้น ไม่หรอก คิดว่าไม่เกี่ยว เป็นงานของสภา ก็ให้สภาดำเนินการ ขอให้รอดู

 

 

 

“วิปรัฐบาล” เข้าชื่อ 90 ส.ส. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

              เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เวลา 14.00 น. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงผลประชุมวิปรัฐบาลกรณีการเสียบบัตรแทนกันว่า ที่ประชุมมีมติส่งเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยมี ส.ส. ฟากรัฐบาลเข้าชื่อทั้งหมด 90 คน สืบเนื่องจากกรณี ส.ส. ลืมบัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนไว้ในสภา และมีการแสดงตนออกเสียงลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ในขณะที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภา จึงเห็นว่ากระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 อาจมีกระบวนการตราขึ้นโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

 

 

 

              “เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.เป็นไปด้วยความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมจึงต้องขอส่งเรื่องไปยังประธานสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นดังต่อไปนี้ 1. กระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ขัดหรือแย้งกับหลักการออกเสียงการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 120 หรือไม่ 2. หากขัดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 120 จะถือว่าร่าง พ.ร.บ.ตกไปทั้งฉบับ หรือเฉพาะมาตราที่ได้มีการใช้บัตรแสดงตน และลงมติแทนผู้อื่น และกรณีนี้จะถือว่าสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ไม่แล้วเสร็จภายใน 105 วัน ตามมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ 3. หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ตกไปทั้งฉบับ หรือเฉพาะมาตราที่มีการใช้บัตรแสดงตน และมีการลงมติแทนผู้อื่น จะต้องดำเนินการในแต่ละกรณีอย่างไร” นายวิรัช กล่าว

 

 

 

              เมื่อถามอีกว่า กรณีการเสียบบัตรแทนกันล่าสุดปรากฏภาพ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ด้วย นายวิรัช กล่าวว่า ยังไม่เห็น และยังไม่รู้ว่าเป็นการลงมติในเรื่องใด เมื่อใด ซึ่งต้องไปตรวจสอบให้ชัดเจน ทั้งนี้ขอย้ำว่า ในการประชุม ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ย้ำเรื่องนี้ไปแล้วว่าขอให้ ส.ส. อยู่ในที่ประชุมตลอด ส่วนที่ถามว่า เหตุใดวิปรัฐบาลจึงรีบเร่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น เนื่องจากมีระยะเวลาหลังจากที่ ส.ว. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เสร็จแล้ว เรื่องจะอยู่ที่ประธานสภา 3 วัน ถ้าไม่มีข้อท้วงติงต้องส่งให้ฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องรอเวลา 3 วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นเราก็ต้องเร่งดำเนินการ
“ฝ่ายค้าน” เอาด้วยยื่นศาลวินิจฉัย

              เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมกันลงชื่อทั้งหมด 84 คน เพื่อยื่นประธานสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 148 (1) ว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 ตราขึ้นชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเรามีข้อเท็จจริงอ้างอิงชัดเจนว่า นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส. พัทลุง พรรคภูมิใจไทย มีชื่อลงคะแนนเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ตั้งแต่มาตรา 31 เป็นต้นไป จนถึงวาระที่ 3 แต่ขณะที่มีการลงคะแนนปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าตัวไม่ได้อยู่ในที่ประชุม

 

 

 

              ทำให้เห็นว่า ในกระบวนการตรากฎหมายน่าจะไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สิ่งที่ร้องหลักฐานมีความชัดเจน เพราะการทำหน้าที่ของ ส.ส. ตามมาตรา 114 จะต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติมอบหมาย หรือครอบงำใดๆ ฉะนั้น การที่มีคนเอาบัตร ส.ส. คนหนึ่งไปลงคะแนน ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในส่วนนี้ ที่สำคัญคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 115 เราปฏิญาณตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 120 ที่บัญญัติเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนว่า 1 เสียง ต้องเป็น 1 สิทธิ์ จะลงคะแนนแทนกันไม่ได้ เหล่านี้เป็นมูลเหตุให้นำมาประกอบคำร้องดังกล่าว

              เมื่อถามว่า จะแตกต่างกับที่ทางรัฐบาลยื่นให้พิจารณาในมาตรา 120 อย่างไร นพ.ชลน่าน กล่าวว่า แตกต่างจากคำร้องของฝ่ายรัฐบาลที่ยื่นไป โดยรัฐบาลยื่นในส่วนของการออกเสียงแทนกันในการลงคะแนน แต่ของเราเห็นว่ากระบวนการตราไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญให้สิทธิ์เราเสนอก่อนที่ประธานสภาจะนำ พ.ร.บ.ที่ผ่านการพิจารณาของสองสภาแล้วให้ นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ส่วนที่ถามว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านนี้จะเป็นเหตุให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเป็นโมฆะหรือตกไปหรือไม่นั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคำร้องของเราว่ากระบวนการตราไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถ้าบทบัญญัตินั้นเป็นสาระสำคัญเป็นอันให้กฎหมายฉบับนั้นตกไป

 

 

 

ภูมิใจไทยสั่งสอบ ฉลอง - นาที

              เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ รัฐสภา เกียกกาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเสียบบัตรแทนกันว่า พรรคได้มีมติตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวกรณีของนายฉลอง และนางนาที อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่านายกฯ ไม่พอใจในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะยังไม่ได้คุยกัน และมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าที่พรรคจะต้องทำ แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร

              มีรายงานจากที่ประชุม ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยว่า บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยนายอนุทินได้ตำหนินายฉลองในที่ประชุมที่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกำชับว่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพราะกว่า ส.ส. แต่ละคนจะได้เข้ามาทำหน้าที่ในสภานั้น เป็นไปอย่างยากลำบาก ขอให้จัดลำดับความสำคัญเรื่องการทำงาน ส่วนกรรมการสอบสวนขอให้ดำเนินการอย่างจริงจัง และหากพบว่า ผิดจริงให้เสนอเรื่องมาที่ตน และยังได้กำชับ ส.ส. ของพรรคว่า อย่าลืมบัตร ให้ดูกรณีที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่าง

 

 

 

“ชวน” รอรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 10 ชงศาล

              ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสรุปรายงานการตรวจสอบกรณีเสียบบัตรเเทนกัน ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 แล้วว่า มีการเสียบบัตรแทนกันจริง และไม่พบว่ามีการเสียบบัตรค้างไว้ข้ามคืน ซึ่งเบื้องต้นมีความเห็นร่วมกันกับฝ่ายเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ถ้าจะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต้องไม่มีปัญหา ซึ่งขณะนี้มีเวลาอีก 3 วัน ที่สมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของทั้งสองสภาจะสามารถเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ (ศร.) วินิจฉัยได้ภายใน 3 วัน หลังจากวุฒิสภามีมติเห็นชอบ

 

 

 

              ส่วน ส.ส. ควรจะเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า ไม่อยากชี้นำเรื่องนี้ เพราะเป็นสิทธิ์ของ ส.ส. ที่จะเข้าชื่อ ส่วนกรณีเสียบบัตรเเทนกันจะทำให้ร่างกฎหมายตกทั้งฉบับหรือไม่นั้น เคยเกิดขึ้นกรณีพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ปี 2557 ซึ่งนอกจากการเสียบบัตรแทนกันแล้วยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เป็นเหตุให้ร่างกฎหมายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ต้องพิจารณาที่ข้อเท็จจริง และควรทำเรื่องให้ชัดเจน ดีกว่าปล่อยให้เคลือบแคลงสงสัย

 

“วิษณุ” ชี้ ปม เสียบบัตร ไม่ทำเสียหาย

              นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเสียบบัตรลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภา ซึ่งอาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณมีความล่าช้า หากยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่ทราบ รอให้เขาตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน แต่ยอมรับว่าก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวถึงเรื่องนี้ เป็นการพูดกันแบบไม่ได้เป็นทางการ เพราะต่างคนต่างไม่รู้ข้อเท็จจริง ตอนนี้รอให้ข้อเท็จจริงชัดเจนก่อน

 

 

 

              ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นห่วงกันว่าจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 มีความล่าช้าออกไปด้วย นายวิษณุ กล่าวว่า กระทบต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่ทำให้ล่าช้า แต่ไม่คิดว่าผลจะกระทบจนทำให้เกิดความเสียหายอะไร แค่ล่าช้าเท่านั้น และหากร้องต่อศาล ก็ต้องรอ ซึ่งความช้านั้นมีแน่ และเราได้คิดเอาไว้แล้วว่าถ้าช้าเราจะทำอย่างไร แต่ยังบอกไม่ได้ รอให้มีความชัดเจนก่อน

 

โฆษกรัฐเชื่อไม่ลามน้ำผึ้งหยดเดียว

              ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 21 มกราคม ไม่ได้มีการหารือกันถึงเรื่องร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ส่วนที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หารือกันถึงเรื่องนี้อย่างเคร่งเครียดนั้น ไม่ทราบ

 

 

 

              ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงเรื่องว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นโมฆะหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของสภา ที่นายชวนให้กรอบมาแล้วว่าจะดำเนินการอะไร อย่างไร และอย่างที่ นายกฯ ระบุว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร คงไม่ก้าวล่วงฝ่ายนิติบัญญัติ ผลเป็นอย่างไรเราให้ความเคารพ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้

 

“4 งูเห่ารอด” อนค. แจ้ง กกต. ปมมติขับไล่

              ด้านความคืบหน้ากรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีหนังสือสอบถามไปยังพรรคอนาคตใหม่ กรณีมีมติขับ 4 ส.ส. คือ นางศรีนวล บุญลือ ส.ส. เชียงใหม่ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส. จันทบุรี นายจารึก ศรีอ่อน ส.ส. จันทบุรี และ น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส. ชลบุรี ว่าองค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่วิสามัญสมาชิกพรรคอนาคตใหม่วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ถูกต้องตามข้อบังคับพรรคและกฎหมายหรือไม่นั้น

 

 

 

              ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับหนังสือแจ้งจากพรรคอนาคตใหม่ที่ส่งมาทางไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว โดยแจ้งว่าองค์ประชุมและมติขับถูกต้องตามข้อบังคับพรรคและกฎหมาย ซึ่งการแจ้งยืนยันมติดังกล่าวของพรรคอนาคตใหม่นั้น ทำให้มติขับ 4 ส.ส. ดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ของพรรคมีมติ โดยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (9) กำหนดให้ ส.ส. ที่ถูกขับพ้นสมาชิกพรรคต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการสิ้นสภาพ ส.ส. ซึ่งทำให้การที่ น.ส.กวินนาถ และนายจารึก ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไทตั้งแต่ช่วง 25 ธันวาคม 2562 ก่อนที่จะได้มีหนังสือยืนยันจากพรรคอนาคตใหม่ไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็นสมาชิกพรรคซ้ำซ้อนขัดมาตรา 26 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ส่วนนางศรีนวล ให้สัมภาษณ์ว่าได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วก่อนที่ครบระยะเวลา 30 วันที่กฎหมายกำหนดให้ต้องหาพรรคการเมืองใหม่สังกัด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ และขณะนี้ได้มีการรายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

 

 

 

“ปิยบุตร” หยัน ยุบพรรค มิใช่ประชาธิปไตย

              วันเดียวกัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล” ระบุว่า สมาชิกพรรคอนาคตใหม่และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ยังคงยืนยันเดินหน้าทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ต่อไป เชื่อว่าขบวนการร้องเรียนกันไปมายุบพรรคแบบนี้ ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อประชาธิปไตยในประเทศไทย ขอให้ยุติกระบวนการนักร้องการร้องยุบพรรคกันเถอะ ยุติกระบวนการนิติสงครามแล้วเดินหน้ามาทำงานด้วยกัน

              “แม้วันนี้คำร้องยุบพรรคของ นายณฐพร โตประยูร จะถูกยกออกไป แต่ยังมีกระบวนการร้องยุบพรรคที่ต้องการทำลายพรรคอนาคตใหม่อยู่ พวกเราเชื่อมั่นว่าการยุบพรรคก็ดี กระบวนการนิติสงครามก็ดี มิใช่หนทางที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยยั่งยืนได้ เราเชื่อว่ามีแต่การเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ เปิดพื้นที่ให้คนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลายเข้ามาต่อสู้กันในระบอบรัฐสภา เข้ามาต่อสู้กันในกระบวนการแบบประชาธิปไตยเท่านั้น ถึงจะนำพาประเทศไปสู่อนาคตแบบใหม่ได้” นายปิยบุตร ระบุ

 

 

 

หมอวรงค์แนะธนาธรให้ใจกว้าง

              ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ให้เลือกเอา” มีเนื้อหาดังนี้ ให้เลือกเอา หลังจากศาลไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ พวกเราคงได้ฟังนายธนาธรแถลงและโทษการรัฐประหารว่าเป็นสิ่งล้มล้างการปกครองของประเทศ คิดว่าวิธีคิดของนายธนาธรนั้นเป็นปัญหาต่อความสงบสุขของประชาชนไทย นายธนาธรใจกว้างสักนิด อย่าโทษแต่ทหาร เอาเหตุและผลมาพิจารณาก็จะได้รับรู้ว่า ความเลวร้ายของระบอบทักษิณที่ประชาชนต้องออกมานับล้านคนนั้นเป็นต้นเหตุ นำไปสู่การรัฐประหาร ถ้านักการเมืองไม่เลวร้ายขนาดนั้น การรัฐประหารไม่มีทางทำได้

              “หากนายธนาธรไม่เปลี่ยนวิธีคิด ขุดการเข่นฆ่าในอดีตของสังคม ทั้งๆ ที่ตนเองยังไม่เกิด แต่เลือกที่จะพูด ไม่ยอมพูดถึงการฆ่าประชาชนที่ตากใบ รวมทั้งการฆ่าตัดตอน 2500 ศพ ต่อให้นายธนาธรมีอำนาจ สังคมก็ไม่สงบสุข นายธนาธรจะช่วยกันดันประเทศเดินไปข้างหน้า หรือจะดึงประเทศย้อนหลังวนเวียนแต่เรื่องเก่าๆ และเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบสุขของประชาชนไทย ให้เลือกเอา #รู้ทันพวกชังชาติ #ปราบลัทธิชังชาติด้วยความจริง” นพ.วรงค์ ระบุ

 

 

 

ณัฏฐพล เรียก กนกวรรณ ถามรุกป่า

              วันเดียวกัน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ จากพรรคภูมิใจไทย ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่าสงวนว่า ได้เรียกนางกนกวรรณมาสอบถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วว่าเป็นอย่างไร โดยนางกนกวรรณยืนยันว่าพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่ที่มีโฉนดทั้งหมด ก็ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลตามขบวนการของกฏหมายต่างๆ ซึ่งนางกนกวรรณเองก็บอกแล้วว่าเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง และพร้อมจะตอบสังคม และเรื่องนี้ยังไม่กระทบกับตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ของนางกนกวรรณด้วย

 

“เสรีพิศุทธ์” ลั่นลุยสอบที่ดิน ปารีณา

              ที่ รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ. ถึงกรณีปัญหาความวุ่นวายในการประชุม กมธ.ว่า ในวันนี้จะสอบว่าที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติหน้าที่มิชอบ วันนี้ทาง กมธ. ได้เชิญเลขาธิการ ส.ป.ก. เข้ามาชี้แจง และยืนยันว่าไม่เคยทะเลาะกับใคร และไม่คิดว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรเสียหาย เพราะเป็นเรื่องของ ส.ส. แค่ 1 - 2 คนเท่านั้นเอง ทุกคนไม่ได้เป็นอย่างนี้

 

 

 

ปารีณา แจงโต้เถียงในไลน์ปกติ

              ขณะที่ น.ส.ปารีณา ชี้แจงกรณีคลิปที่มีวิวาทะกับผู้ประกอบกิจการโรงงานอาหารสัตว์ ว่า เจ้าของกิจการเป็นชาวกาญจนบุรีที่มาแต่งงานอยู่ใน จ.ราชบุรี แต่มีเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีปัญหาเรื่องเสียง กลิ่น จึงไม่อยากให้สร้างโรงงาน ซึ่งเป็นปัญหามานานแล้ว และมีการต่อต้านมาตลอด มีการด่าทอ และทำร้ายร่างกาย แต่เพิ่งจะมาเป็นข่าว ขณะที่ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเองก็ยืนยันว่าสามารถตั้งโรงงานได้โดยไม่ต้องทำประชาพิจารณ์

              ส่วนกรณีไลน์หลุดที่วิจารณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นั้น น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ไม่มีการเคลียร์ใจ และยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส แต่ยืนยันว่าไม่ได้ขอให้ช่วยเหลืออะไร เป็นการโต้แย้งในกลุ่มไลน์ปกติ โต้แย้งกันหลายครั้ง และไม่เกี่ยวข้องกับที่ดินยืนยันว่า ไม่มีรอยร้าวในการทำงาน ตัวเองเป็นผู้น้อยไม่อาจมีข้อขัดแย้งกับผู้ใหญ่ อีกทั้งคดีที่ดิน ส.ป.ก. นั้น ทางพรรคพลังประชารัฐได้ส่ง นายทศพล เพ็งส้ม มาดูแลเรื่องกฎหมายให้ เพราะที่ผ่านมาไม่กล้าพูดกล้าทำอะไร เนื่องจากกังวล และไม่รู้ข้อกฎหมาย