รัฐสภา - 10 มกราคม 2563 - ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาฯ ซึ่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท วาระสอง ช่วงคำ่เป็นไปอย่างเข้มข้นเมื่อเข้าสู่ร่างมาตรา 30  รายจ่ายของหน่วยงานของรัฐสภา  ซึ่งกมธ. ปรับเพิ่มวงเงินให้ รวม 5,032 ล้านบาท จากเดิมที่เสนอขอ 4,474 ล้านบาท แต่ในการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านเน้นระบุถึงการทำหน้าที่ของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ที่ไม่เหมาะสมหลังจากที่ให้สัมภาษณ์พาดพิงภาพรวมของการอภิปราย ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ต่อร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ว่า พูดมากไม่เกิดประโยชน์  และอภิปรายเหมือนวาระรับหลักการมากกว่าวาระสอง  

 

 

 

 

               ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายย้ำถึงการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านที่มีเอกสิทธิอภิปราย ทั้งนี้ในการประชุมเมื่อวันที่ 9 มกราคา ที่ 2 มาตราท้าย ผ่านโดยไม่ได้ลงรายละเอียดเลย อีกทั้งตอนลงมติก็เหลือองค์ประชุมแค่ 300 คนเท่านั้น ทำให้นายศุภชัย โพธิสุ รองประธานสภาฯ ฐานะประธานที่ประชุม กล่าวตัดบท ให้จบเรื่อง พร้อมระบุว่านายชวนเพียงแค่ให้คำแนะนำเท่านั้น เนื่องจากมีส.ส.ใหม่ในสภาฯ กว่า 60 เปอร์เซ็นต์

 

               อย่างไรก็ตามยังมี ส.ส.พรรคฝ่ายค้านขออภิปรายทักท้วง โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ประท้วงการทำหน้าที่ของนายศุภชัยที่ไม่เป็นกลาง เพราะ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นส.ส.สมัยแรก ต่างทำงานที่ได้รับเสียงชื่นชม และประชาชนตัดสินใจในการทำงานของส.ส.พรรคอนาคตใหม่  ทำให้ นายศุภชัย ชี้แจงว่า ตนไม่ได้หมายถึง ส.ส.อนาคตใหม่ แต่หมายถึงส.ส.บางคน ไม่ได้ระบุพรรค เป็นเพียงแค่ยกตัวอย่างเท่านั้น ทำให้ นายปิยบุตร ลุกขึ้นสวนทันทีว่า หากประธานคิดว่า ไม่เสียหายก็ไม่เป็นไร แต่ตนคิดว่า ในท้ายที่สุดพี่น้องประชาชนจะตัดสิน  อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวยุติ ที่ประชุมได้ลงมติผ่านร่างมาตรา 30 และเข้าสู่มาตรา 31 งบรายจ่ายของหน่วยงานศาลทันที 

 

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับมาตรา 31 นั้น  กมธ.เสียงข้างน้อย และส.ส.​อภิปรายขอปรับลดงบประมาณของศาล โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ.เสียงข้างน้อย ยืนยันจะตัดงบประมาณศาลรัฐธรรมนูญลงทั้งหมด เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ไม่มีกฎหมายจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญรองรับ ทั้งนี้ตนเคยทำหนังสือสอบถามเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงกมธ.เคยสอบถามเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญเรื่องดังล่าว แต่ไม่ได้รับคำตอบชัดเจน เมื่อกระบวนการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญคลุมเครือจึงสมควรตัดงบประมาณทิ้งทั้งหมด 

 

               ทั้งนี้กมธ.เสียงข้างมาก โดย นายวิเชียร ชวลิต กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า การจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหมวด 11 ศาลรัฐธรรมนูญ อยู่แล้ว แต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับสภาฯในฐานะผู้จัดสรรงบประมาณ จะต้องพิจารณาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 ซึ่งบัญญัติว่าหน่วยรับงบประมาณ คือหน่วยงานของรัฐที่ขอรับงบประมาณ หรือได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่าย รวมถึงสภากาชาดด้วย โดยมาตรา 4 ของพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ  ระบุว่า หน่วยงานของรัฐ หมายความว่าหน่วยงานของรัฐสภา คือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ศาลยุติธรรม คือสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ ที่หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ คือสำนักงานศาลรัฐธรมนูญ ซึ่งมีพ.ร.บ.ศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2542 และแก้ไขในปี 2562 รองรับ จึงถือว่าเรียนว่าเป็นการจัดสรรงบประมาณตามพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ 

 

 

               จากนั้นได้ลงมติผ่านร่างเนื้อหามาตรา 31 ด้วยเสียงข้างาก 246 เสียง ไม่เห็นด้วย 56เสียง งดออกเสียง 154 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง   และเข้าสู่มาตรา 32 งบรายจ่ายขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการต่อไป 

 

               โดยภาพรวมอภิปรายของมาตรา 32 นั้น ส.ส.ขอให้ปรับลดงบประมาณของหน่วยงานอิสระลงเนื่องจากมีการทำงานที่ไม่โปร่งใสและทำงานไม่อิสระอย่างแท้จริง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายของปรับลดงบประมาณของ กกต.​ที่ทำงานไม่โปร่งใส มีการทำงานไม่อิสระอย่างแท้จริง อีกทั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมาพบความไม่โปร่งใส และไม่ดำเนินการจัดการเรื่องทุจริตที่ร้องเรียน เพราะช่วงก่อนการเลือกตั้งยังเดินทางดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านการใช้งบ 12 ล้านบาท  

 

               นอกจากนั้นยังกระเหี้ยนกระหือรือที่จะยุบพรรคการเมือง ดังนั้นสะท้อนการทำงานของกกต.ที่ห่วยแตก จึงสมควรตัดงบประมาณลง 15 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติโดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับ เนื้อหาที่กมธ. แก้ไข เพิ่มงบประมาณให้องค์กรอิสระและองค์กรอัยการ เป็น 4,737 ล้านบาท จากเดิมที่เสนอขอ 4,125 ล้านบาท ด้วยเสียงข้างมาก 241 เสียง ไม่เห็นด้วย 53 เสียง งดออกเสียง 134 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง.