royal coronation
18 กุมภาพันธ์ 2563
การเมือง

ฝ่ายค้านสบช่องถล่มงบ 'บัวแก้ว'- จี้นายกฯ ไล่ 'ดอน' พ้น ครม.

9 มกราคม 2563 - 22:00 น.
หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์การประชุมสภาผู้แทนราษฎร,พรบ,งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563
Shares :
เปิดอ่าน 643 ครั้ง

ฝ่ายค้านสบช่องถล่มงบ 'บัวแก้ว'- จี้นายกฯ ไล่ 'ดอน' พ้น ครม. ลั่นไม่ไว้ใจให้นำงบประมาณไปใช้ พรรคร่วมฝ่ายค้านใจถึงจ่อเปิดฟรีโหวตวาระ 3 ไม่หวั่นงูเห่าโผล่


 

              ผ่านไปอย่างเข้มข้นพอสมควรสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ซึ่งการประชุมในวันแรกใช้เวลาไปกว่า 15 ชั่วโมง 20 นาที โดยผ่านได้เพียง 9 มาตราเท่านั้น เวลาที่เหลือฝ่ายค้านจะต้องชำแหละงบประมาณอีก 46 มาตรา ดังนั้นต้องติดตามว่าจะดุเดือดเลือดพล่านเพียงใด

 

 

 

ชวน เชื่อไม่ยืดเยื้อจบใน 10 มกราคม

              เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 มกราคม 2563 ที่รัฐสภา เกียกกาย  นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ว่า จะประชุมไปเรื่อยๆ โดยในช่วงปลายอาจจะเร็วขึ้น เพราะเป็นข้อตกลงและเป็นคำมั่นสัญญาของผู้ควบคุมเสียงทั้ง 2 ฝ่ายว่าจะให้เสร็จในวันศุกร์ที่ 10 มกราคม ปกติแล้วการพิจารณางบประมาณ ส.ส. จะใช้เวลาอภิปรายมาก แต่ว่าครั้งนี้กลายเป็นฝ่ายคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่อภิปรายมาก เพราะภายใน กมธ. ประกอบด้วยหลายฝ่าย ส่วนที่มี ส.ส. บางคนเกรงว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ อาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นเรื่องของ กมธ. และทางรัฐบาลก็ดูแลอยู่

          จัดหนักงบ บัวแก้ว ฝ่ายค้านถล่มดอน

              ทั้งนี้ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เป็นวันที่สอง ในการอภิปรายในมาตรา 10 งบกระทรวงการต่างประเทศนั้น ปรากฏว่า กมธ. เสียงข้างน้อยและ ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน ต่างอภิปรายโจมตี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ จากกรณีที่นายดอนได้ระบุว่า รู้ล่วงหน้าว่าสหรัฐจะดำเนินการทางทหารกับประเทศอิหร่าน

              นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กมธ. เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ไม่สามารถไว้วางใจให้ รมว.ต่างประเทศ ใช้งบประมาณปฏิบัติภารกิจได้ เนื่องจากพฤติกรรมที่ผ่านมาตั้งแต่กรณีไม่ยอมชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาว่ามีคุกลับในปี 2557

       อ่านข่าว - ดอน เผยสหรัฐส่งสัญญาณให้ไทยรู้ 1 วันก่อนเด็ดชีพผู้นำอิหร่าน

              หรือในปี 2558 กรณีสหรัฐอเมริกาตำหนิเรื่องการเลื่อนเลือกตั้ง และขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ภาคใต้ แต่กลับชี้แจงว่า กฎอัยการศึกเป็นเพียงตัวหนังสือเท่านั้น ทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่า กฎอัยการศึกกำลังกดทับอยู่ กระทั่งไปถึงกรณีล่าสุดที่ รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า รับทราบสัญญาณล่วงหน้าก่อน 1 วันที่สหรัฐอเมริกาจะโจมตีนายพลระดับสูงของอิหร่าน การพูดเช่นนั้นเสี่ยงที่จะดึงประเทศไทยเข้าสู่ความขัดแย้ง หากเหตุการณ์บานปลายเกิดความรุนแรงในประเทศไทย ตัวรัฐมนตรีและรัฐบาลจะรับผิดชอบได้หรือไม่ ดังนั้น รมว.ต่างประเทศ จึงไม่สมควรปฏิบัติหน้าที่ และหากไม่ลาออก นายกรัฐมนตรีก็ควรพิจารณาปรับออกจากคณะรัฐมนตรี

              ขณะที่ นายชวนได้เตือนสมาชิกขอให้อภิปรายเรื่องงบประมาณ ส่วนพฤติกรรมของรัฐมนตรีก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่อย่าถึงขั้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

        สับผีเจาะปากทำเชื่อมั่นพัง

              นายสมคิด เชื้อคง ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายแปรญัตติตัดงบกระทรวงการต่างประเทศร้อยละ 5 โดยวิจารณ์ท่าทีของ รมว.ต่างประเทศ เพราะนอกเหนือจากนายกรัฐมนตรีแล้ว รมว.ต่างประเทศ ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ แต่กลับไปพูดรู้ล่วงหน้าว่าสหรัฐอเมริกาจะโจมตีนายพลอิหร่าน แล้วค่อยให้เจ้าหน้าที่มาแถลงว่าเข้าใจคลาดเคลื่อน

              ส่วน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่ รมว.ต่างประเทศ พูดออกมาต้องรับผิดชอบ แต่ตนจะไม่ปรับลดงบประมาณของกระทรวงต่างประเทศด้วยเหตุผลนี้ สิ่งที่เคยคาดการณ์ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะโต 3% นั้น เป็นไปไม่ได้เลย เพราะมีรัฐมนตรีผีเจาะปากทำลายความเชื่อมั่น ใครจะมาท่องเที่ยว ค้าขายกับเรา เพราะไม่รู้ที่ถูกที่ควร ไม่รู้กาลเทศะ ไร้วุฒิภาวะ แต่ขอชื่นชมข้าราชการกระทรวงต่างประเทศที่ช่วยออกมาปกป้องประเทศ ถือว่ามีสมอง

       อ่านข่าว - ชุมสาย​ ชี้​ ดอน​ อาจขาดคุณสมบัติ​ รมต.

              นายพิเชษฐ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล้าปฏิวัติ แต่วันนี้กับลูกน้องที่ไม่ประสีประสากับการต่างประเทศ กล้าเอาออกหรือไม่ เพราะเป็นการพูดชักศึกเข้าบ้าน น่าเป็นห่วงมาก ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจโดยด่วน ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะถูกดึงเข้าสู่กระบวนการไปด้วย อยากให้ประเทศไทยเป็นกลาง เป็นประเทศมีความสุข

         ส.ส. รัฐบาลป้อง - ฉลุย 248 เสียง

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีดังกล่าว ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลส่วนใหญ่ก็อธิบายถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ อาทิ นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายชี้ถึงความจำเป็นของงบประมาณในการรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อดูแลคนไทยที่อยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยง

          ขณะที่การชี้แจงของ รมว.ต่างประเทศ ก็ไม่ได้ระบุเจาะจงไปที่การทหาร เพราะอาจจะหมายถึงการส่งสัญญาณเตือนเรื่องอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งการชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศในภายหลังก็สามารถลดความตึงเครียดของสถานการณ์ไปได้ และยังเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของ รมว.ต่างประเทศ พร้อมขอให้คำนึงถึงงบประมาณในการดูแลจุดผ่อนปรนตามแนวชายแดนชั่วคราวด่านสิงขร เพื่อพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนถาวร นอกจากนั้น ก็ยังมี ส.ส. หลายรายได้อภิปรายเพื่อขอให้กระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทในการดำเนินการเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพ และคนไทยไร้สัญชาติ โดยขอให้มีการประสานในการทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงมหาดไทยด้วย

              จากนั้น ทางสมาชิกจึงได้ลงมติเห็นด้วยตามคณะกรรมาธิการฯ ด้วยคะแนน 248 เสียง ไม่เห็นด้วย 6 เสียง งดออกเสียง 200 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง จากนั้น จึงได้มีการพิจารณางบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นลำดับต่อไป

         เผยคำพูด ดอน อาจทำขาดคุณสมบัติ

              วันเดียวกัน นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายดอนระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้ประสานมายังไทย 1 วันก่อนเกิดเหตุการณ์โจมตีผู้นำสูงสุดทางการทหารของอิหร่านว่า ไม่เข้าใจว่านายดอนพูดเพื่ออะไร มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ใด ของใคร ซึ่งหากพิจารณาตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ กรณีดังกล่าวอาจทำให้นายดอนขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ที่บัญญัติว่า “รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ประกอบกับ พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า “มาตรฐานทางจริยธรรม คือหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยต้องคำนึงว่า การปฏิบัติหน้าที่ใดๆ เป็นเรื่องที่ควรกระทำหรือไม่ควรกระทำ”  

         นายชุมสาย กล่าวย้ำว่า อีกประเด็นคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 164 ที่บัญญัติว่า “ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีต้องมีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม” ดังนั้นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเช่นนั้น น่ากังวลว่า เป็นการก่อหรือนำประเทศเข้าสู่สนามความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศของมหาอำนาจหรือไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการกระทำในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ นายดอนจึงไม่สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเรื่องการทูตและการต่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อน มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นักการทูตรุ่นใหญ่อย่างนายดอน ไม่ควรแสดงทัศนะและพูดออกไปเช่นนั้น จึงต้องมีความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งกรรมาธิการความมั่นคงมีอำนาจเชิญนายดอนมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าว

         เสรีพิศุทธ์ ไม่เผาผีร่าง พ.ร.บ.งบฯ

              ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วาระที่ 2 และ 3 ว่า พรรคเสรีรวมไทยเราไม่ร่วมสังฆกรรม จึงไม่ส่งกรรมาธิการไปแปรญัตติ และไม่อภิปรายในประเด็นต่างๆ เลยส่วนการลงคะแนนก็จะงดออกเสียง ส่วนพรรคอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรค เขามายุ่งกับเราไม่ได้ และเราก็ไปยุ่งกับเขาไม่ได้

              ส่วนที่ทางกรรมาธิการยืนยันว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ น่าจะถูกกฎหมายนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็ต้องว่าไปตามระบบ ยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราต้องดำเนินการตามกฎหมาย เหมือนสมัยก่อนที่ พ.ร.บ.สุดซอย ที่ทำผิดกฎหมาย ตอนนี้เรื่องยังอยู่ใน ป.ป.ช. คดีมีอายุความเยอะ เพราะฉะนั้นจะดำเนินการเมื่อไรก็ได้ ขอให้ผลคะแนนลงมาเสียก่อน จึงจะมีการตรวจสอบและดำเนินการตามที่พูดไว้ ไม่มีเปลี่ยนแปลง

     สุทิน พอใจวันแรกทุกคนทำหน้าที่ดี

              ก่อนหน้านี้ นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการประเมินการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ว่า ก็ดี ทุกคนทำหน้าที่กันดี บรรยากาศสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพียงแต่ว่าเวลาจำกัดคนละแค่ 7 นาที ดูน้อยเกินไป แต่ถือว่าได้สะท้อนและท้วงติงในหลายเรื่อง แต่สุดท้ายเสียงข้างมากก็ต้องไปตามเสียงข้างมาก โดยเฉพาะการอภิปรายงบประมาณ เมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ในส่วนของงบประมาณกระทรวงกลาโหม ถือว่า เป็นประโยชน์ ฉะนั้นการอภิปรายในวันนี้จะเป็นไปด้วยดี

          ต่อให้พรรคร่วมฝ่ายค้านฟรีโหวต

              เมื่อถามอีกว่า จากคะแนนเสียงที่โหวตกันเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา มีความผิดปกติหรือไม่ว่าจะเกิดงูเห่า นายสุทิน กล่าวว่า ยังไม่เห็นอะไรผิดปกติ ยังดูยาก และบางมาตรา ส.ส. ฝ่ายค้านก็ไปลงคะแนนคนละทางกับฝ่ายค้าน ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเขาก็ต้องลงคะแนนในแบบของเขา จึงทำให้แยกแยะยาก แต่ไม่ถือว่าเป็นเสียงแตก คาดว่าจะเห็นชัดเจนในวาระ 3

          ส่วนที่ถามว่า ในวาระ 3 การลงคะแนนจะเป็นเอกภาพหรือไม่ นอกเหนือจากพรรคเสรีรวมไทย นายสุทิน กล่าวว่า ก็จะพยายามให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แต่คงไม่ถึงกับบังคับ 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีเหตุมีผลก็อาจจะปล่อยให้พรรคร่วมฝ่ายค้านฟรีโหวตได้ แต่ได้มีการกำชับ ส.ส. ทุกคนดูและฟังข้อมูลให้ชัด โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและระมัดระวังเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองอยู่ และการเปิดฟรีโหวตไม่ทำให้งูเห่าแสดงตัว เพราะฟรีโหวตไม่ได้หมายความว่าฟรีโหวตทุกคน แต่เป็นฟรีโหวตของแต่ละพรรค ฉะนั้นงูเห่าคงอาศัยช่องทางนี้ไม่ได้

          อัดงบปี 63 แค่ยาแก้ปวด

              ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงภาพรวมการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระ 2 - 3 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทว่า การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านถือว่า ทำหน้าที่ได้ดีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน เป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านพยายามปักธงทางความคิด รักษาผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชน คือการชี้ให้เห็นถึงการจัดทำงบประมาณแบบรัฐราชการรวมศูนย์ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ซึ่งทราบกันดีว่า เป็นกระทรวงที่กำกับดูแลโดยเครือข่ายใด การกระจายงบประมาณไปยังส่วนภูมิภาคหรือแม้แต่กระทรวงในกำกับดูแลของพรรคร่วมรัฐบาลมีข้อจำกัดที่มากกว่าชัดเจน

        “นับวันโครงสร้างการจัดทำงบประมาณจะมีรูปแบบการกระชับอำนาจของผู้กุมอำนาจรัฐมากขึ้น งบประมาณลักษณะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จัดอีเวนท์ นิทรรศการสร้างภาระ แต่งหน้าทาปาก ไม่มีความยั่งยืน พบมากขึ้น บางโครงการมีลักษณะเหมือนตีเช็คเปล่า ตอบแทนรางวัลเป็นโบนัสให้แก่กลุ่มผู้ร่วมสนับสนุนการทำรัฐประหาร ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ต้องผ่าตัดขนานใหญ่ถึงจะมีโอกาสรอด แต่การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ ทำได้แค่การให้ยาบรรเทาปวด ไม่ตอบโจทย์การลงทุน ไม่เพิ่มการจ้างงาน” นายอนุสรณ์ กล่าว

        วิษณุ ปัดได้งบลับเดือนละล้าน

              เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ โดยระบุถึงการจัดสรรงบลับในกระทรวงกลาโหม (กห.) ให้แก่นายวิษณุ ซึ่งดูแลด้านกฎหมาย และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ เดือนละ 1 ล้านบาทนั้นว่า ไม่มี ไม่เคยได้สักบาท ไม่เคยมีด้วย ไม่ทราบ และไม่เคยได้ยินที่ฝ่ายค้านพูด งบแบบนี้ไม่เคยมี นอกจากงบที่จัดให้รองนายกรัฐมนตรีทุกท่านที่ไปดูแลพื้นที่ที่กำกับดูแล ซึ่งเรียกว่า งบภูมิภาค พื้นที่ และไม่ได้มอบให้ตัวบุคคล เป็นงบที่ตั้งไว้ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เพียงแต่ในพื้นที่ต้องการก็จะแจ้งมา จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการ โดยรองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านจะจัดสรรให้ตามที่จังหวัดร้องขอมา และส่งเรื่องไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นต้องให้ผู้ตรวจราชการไปดูในพื้นที่ถึงความจำเป็น โดยประสานกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ และหากในจังหวัดสมทบให้ครึ่งหนึ่ง ทางรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลก็จะจัดสรรอีกครึ่งหนึ่ง

     “งบส่วนนี้ห้ามนำไปใช้ผิดประเภท เช่น ห้ามนำไปใช้ดูงานต่างๆ แต่จะใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนในพื้นที่ เช่น ขุดบ่อน้ำ หรือโครงการอื่นๆ ตามที่พื้นที่ร้องขอมา ซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่จำเป็น ถ้าไปรองบปกติ บางทีก็ล่าช้า จึงต้องใช้งบส่วนนี้แทน ยืนยันที่ระบุว่า ให้เป็นเงินเดือน เดือนละ 1 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง ไม่เคยมีตั้งแต่ไหนแต่ไร รัฐบาลไหนก็ไม่เคยมี สักบาทหนึ่งก็ไม่มี” นายวิษณุ กล่าว

          พปชร. เตรียมขุนพลรับมือซักฟอก

              เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ มูลนิธิคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเตรียมรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เตรียมรับมือแล้ว โดยมีการตั้งทีมขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าใครจะเป็นหัวหน้าทีม รวมถึงไม่ใช่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ด้วย เพราะเขาไม่ได้ถูกอภิปราย ดังนั้นไม่ต้องห่วง

           วิ่งไล่ลุงบุกสภา - เจอห้ามใส่เสื้อ

              เวลา 13.30 น. ที่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา นายธนวัฒน์ วงค์ไชย แกนนำจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” พร้อมกลุ่มคณะกรรมการแนวร่วมสมาพันธ์จัดงาน เข้ายื่นหนังสือถึง 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ผ่านนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ในวันที่ 12 มกราคมนี้ โดยนายธนวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้เป็นตัวแทนของทีมงานวิ่งไล่ลุง เดินทางมาเพื่อมอบหนังสือเชิญตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 7 พรรค เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เวลา 05.00 - 09.00 น. หลังจากที่ได้เดินทางไปเชิญรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล จึงอยากมาเชิญฝ่ายค้านเข้าร่วม เพื่อให้ตัวแทนของประชาชนได้ไปรับฟังเสียงของประชาชนที่งานนั้นด้วย เพราะจะมีประชาชนจำนวนมากไปร่วมวิ่ง อย่างไรก็ตามการมายื่นหนังสือในวันนี้ เรามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่โดนสกัดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสภาไม่ให้เข้ามาด้านในอาคารรัฐสภาเพื่อแถลงข่าว โดยให้เหตุผลว่า ต้องการให้เปลี่ยนเสื้อวิ่งไล่ลุงที่ใส่มาก่อนจึงจะสามารถเข้าไปได้ ซึ่งตนได้ยืนยันว่า เสื้อตัวนี้ใส่แล้วไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีกฎหมายข้อใดห้ามใส่เสื้อวิ่งไล่ลุง เรายืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนเสื้อ

           ช่อ ข้องใจสวมเสื้อไล่ลุงเข้าสภาไม่ได้

              ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า กมธ.การกฎหมายฯ มีเรื่องค้างการพิจารณาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คือ เรื่องการจัดงาน “วิ่งไล่ลุง” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มกราคมนี้ ซึ่งมีการร้องเรียนมายัง กมธ. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 โดยทาง กมธ.ได้เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตอบข้อซักถามแล้ว และได้รับคำตอบว่าสามารถจัดงานวิ่งไล่ลุงได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่า ที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ยังเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นประชาชน

              อย่างไรก็ตาม นายธนวัฒน์ ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุง ในพื้นที่ กทม. นำหนังสือจะมาเชิญ ส.ส. พรรคร่วมฝ่ายค้านไปร่วมวิ่งไล่ลุง แต่ตำรวจรัฐสภาไม่อนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่รัฐสภา เพราะนายธนวัฒน์สวมใส่เสื้อกิจกรรมวิ่งไล่ลุงมา โดยตำรวจรัฐสภาบอกว่าให้ไปเปลี่ยนเสื้อก่อนไม่เช่นนั้นจะไม่ให้เข้า จึงเกิดคำถามว่า รัฐสภาเป็นพื้นที่ของประชาชน ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีประชาชนคนไหนใส่สูทผูกไทเข้ามา แต่เหตุใดผู้จัดงานวิ่งไล่ลุงจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาบริเวณรัฐสภา หากปล่อยให้สภาใช้อำนาจโดยไร้การอ้างอิงแบบนี้ ส.ส. คงไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นตัวแทนของประชาชน

          เรียก 4 บิ๊ก คสช. แจง

              เวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา เกียกกาย นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะโฆษก กมธ. กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าในการพิจารณาการดำเนินคดีโดยรัฐเพื่อกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมือง ตามที่มีนักกิจกรรมทางการเมืองยื่นร้องเรียนต่อ กมธ. ว่า ในวันที่ 15 มกราคมนี้ กมธ. จะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีต ผบ.ทบ. ในฐานะอดีตเลขาธิการ คสช. พล.อ.ธีรชัย นาควานิช อดีต ผบ.ทบ. ในฐานะอดีตเลขาธิการ คสช. รวมไปถึง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ในฐานะอดีตเลขาธิการ คสช.​ เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ. เพราะบุคคลทั้ง 4 คน ถือเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตามถ้อยคำที่ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้เข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ. ก่อนหน้านี้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ต.บุรินทร์ ในการดำเนินคดีกับนักกิจกรรมทางการเมืองนั้น เป็นไปตามคำสั่งของ คสช. ทั้งสิ้น

           “กมธ. จึงต้องเรียกบุคคลทั้ง 4 คนมาสอบถามว่า ในสมัยที่พวกท่านปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น มีนโยบายในการดำเนินคดีหรือฟ้องผู้เห็นต่างทางการเมืองอย่างที่ พล.ต.บุรินทร์ ระบุจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การเชิญคนเหล่านี้เป็นการเชิญมาตามตำแหน่ง ซึ่งหากจะมีการส่งตัวแทนหรือหนังสือมาชี้แจง เห็นว่าคงไม่พอ จึงอยากให้มาชี้แจงด้วยตนเอง เพื่อให้ทางออกของเรื่องร้องเรียนนี้จบไป เพราะที่ผ่านมา กมธ. ใช้วิธีอย่างละมุนละม่อมมาโดยตลอด อย่าให้ถึงขั้นต้องใช้กฎหมายบังคับกันเลย” โฆษก กมธ.กฎหมาย ระบุ

           หญิงหน่อย ยันไม่มีปัญหากับ เฉลิม

              วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกระแสข่าวการลาออกจากพรรคที่เกิดขึ้นว่า ก็ไม่ได้อยากจะไปเป็นข่าว ไม่อยากจะไปเป็นกระแสเลย แต่อยู่ๆ ก็มีข่าวขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่าวันนี้เพื่อไทยเป็นพรรคที่ประชาชนได้ฝากความหวังไว้ เพราะประชาชนมีความยากลำบาก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง เวลาลงพื้นที่ไปก็มีแต่ชาวบ้านบอกว่าอยากให้พรรคเพื่อไทยกลับมาทำงาน อยากบอกว่าพรรคการเมืองก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้เพราะอยู่ในระบอบประชาธิปไตย

          “ยอมรับว่าอาจจะทำอะไรแล้วมีบางคนไม่ชอบใจแต่ก็ต้องใช้วิธีการที่พูดกันตรงๆ อย่างสุภาพบุรุษในพรรค เพื่อให้เรื่องอยู่ในพรรค แต่ในพรรคก็ไม่ได้พูดอะไร ส่วนที่ถามว่า หากจะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้นหนึ่งในนั้นคือการประสานงานกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรค ด้วยนั้น ปัญหากับคุณเฉลิมไม่น่ามี พี่ไม่ได้มีปัญหากับคุณเฉลิมอะไรเลย ซึ่งคุณเฉลิมมาช่วยเรื่องอภิปราย ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องด้วยซ้ำไป เพราะเขาถนัดในเรื่องนี้ เพราะเขาเป็นดาวสภา ก็ต้องให้เขาทำ พี่ก็คิดว่าปัญหาไม่น่าเกิดมาจากคุณเฉลิม แต่ข่าวมาอย่างไร พี่ก็ไม่รู้นะ นักข่าวน่าจะรู้ว่าคนปล่อยข่าวเป็นใคร” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

          สมพงษ์ ลั่นข่าวขัดแย้ง พท. ไร้สาระ

              ด้านนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยขณะนี้ว่า อาจจะเป็นคนรู้ช้า เพราะไม่ทราบข้อมูลในเรื่องที่เกิดขึ้นเลย รับทราบจากสื่อมวลชน มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระที่เราไม่ควรน่าจะเอามาใส่สมอง ให้เปลืองสมองเปล่าๆ เพราะความสมัครสมานสามัคคีภายในพรรคนั้นมีอยู่ ในฐานะหัวหน้าพรรคไม่เคยเห็นว่าจะมีอะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้งเลย เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคงมีใครกุอะไรกันขึ้นมา เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน แต่เชื่อว่าเรายังเดินต่อไปได้ด้วยดี

       เมื่อถามว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเข้าไปเคลียร์สถานการณ์เพื่อให้สงบหรือไม่ นายสมพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้ก็สงบแล้วนะเพราะไม่มีอะไร ไม่เห็นต้องไปทำอะไร เพราะเดี๋ยวก็หายไปเอง เมื่อน้ำขึ้น เดี๋ยวมันก็มีลง ไม่เชื่อว่าจะรุนแรง เพราะถ้าถึงขั้นนั้น ก็คงจะต้องแอ็กชั่นบ้าง

         กสม. ซัดนักการเมืองบี้ตั้ง กสม. ใหม่

              วันเดียวกัน นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้แจงถึงกรณีที่มีนักการเมืองบางคนให้ข่าวต่อสื่อมวลชน ขอให้วุฒิสภาเร่งมีมติเห็นชอบรายชื่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดที่ 4 โดยระบุว่า ปัจจุบัน กสม. มีคำร้องของผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนค้างพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่รอให้ กสม. ชุดใหม่เข้ามาผลักดันอย่างเร่งด่วนว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมา กสม. ชุดปัจจุบัน (ชุดที่ 3) ได้ดำเนินการสะสางเรื่องร้องเรียนไปเกือบหมดแล้ว โดยก่อนที่ กสม. ชุดที่ 3 จะเข้ามารับหน้าที่มีเรื่องการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่คงค้างอยู่ร้อยละ 90 และเมื่อ กสม. ชุดที่ 3 เข้ามารับหน้าที่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 จนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2562 ต้องพิจารณาทั้งเรื่องค้างเก่าและเรื่องเข้าใหม่รวม 3,315 เรื่อง สามารถดำเนินการเสร็จไปได้ 2,931 เรื่อง (ร้อยละ 88.42) และคงค้าง 384 เรื่อง (ร้อยละ 11.68) เท่านั้น

             “ที่ผ่านมา กสม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่มาร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยได้ปรับรูปแบบการทำงานและเร่งรัดให้มีการตรวจสอบและสะสางเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาว่ามีคำร้องค้างพิจารณาอยู่มากตามที่มีผู้ห่วงกังวลนั้น จึงไม่เป็นความจริงเลย” นายวัส กล่าว

 

 

 

 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ