เริ่มแล้วสำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และวาระ 3 โดยการพิจารณาในวันนี้ถือเป็นยกแรก โดยฝ่ายค้านใช้เวทีรัฐสภาอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของ พ.ร.บ.งบประมาณ ตั้งแต่เริ่มต้น ขณะเดียวกันในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าดุเดือดไม่แพ้กันเมื่อพรรคเพื่อไทยล็อกเป้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลรวม 5 คน

  'เฉลิม'  ปัดปล่อยข่าว 'หญิงหน่อย'ลาออก

    เมื่อวันที่ 8 มกราคม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะทำงานกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมเมื่อวันที่ 7 มกราคม ได้ข้อยุติแล้วว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ 5 คน ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ

     “ส่วนที่ไม่ไว้วางใจทั้ง 5 คนนี้เพราะมีข้อมูลเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะตัว พล.อ.ประยุทธ์ มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ถึงเวลาแล้วและเป็นช่วงขาลงของนายกฯ ประยุทธ์” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

      ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ไปประชุมร่วม 7 พรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ไม่สงวนสิทธิ์ที่พรรคอื่นจะอภิปรายรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่อภิปรายรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย

        ส่วนกรณี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีคนปล่อยข่าวว่าลาออกจากพรรคนั้น ร.ต.อ.เฉลิมปฏิเสธว่าไม่เกี่ยว ไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าว เห็นว่าเขาปล่อยออกมาเอง จะมาโทษคนอื่นทำไม

       “หญิงหน่อย” อัดคนปล่อยข่าวทิ้งเก้าอี้

       ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าวออกมา แต่มีการทำเช่นนี้หลายครั้งแล้วนับตั้งแต่เข้ามาทำงาน และมีตำแหน่ง ก็ไม่รู้ว่าไม่ชอบอะไร คงต้องการจะทำให้เสียหาย แต่มันกลับทำให้พรรคเสียหายด้วย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยตอบโต้ เพราะคิดว่าพรรคต้องรบรากับคู่แข่งรอบทิศ ควรทำให้พรรคแข็งแรง จึงเก็บความขมขื่นในใจ ไม่เคยตอบโต้ ดังนั้น อยากให้คนที่ทำเช่นนี้นึกถึงพรรคด้วย พรรคการเมืองมีความคิดแตกต่างกันได้ แต่ถ้าใครคิดว่าทำอะไรไม่ถูกก็ควรพูดกันตรงๆ กล้าๆ บอกมาได้ จะได้ปรับตัว หรือออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อแบบเปิดชื่อออกมา ไม่ใช่ใช้วิธีลอบกัดเป็นแหล่งข่าวแบบนี้ ถือว่าไม่ได้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีศักดิ์ศรี

       “วันนี้คนไม่กี่คนที่อาจไม่ชอบ แต่ก็ควรพูดตรงๆ ซึ่งที่ผ่านมาเต็มที่กับพรรค เพราะรักพรรค แต่การปล่อยข่าวเช่นนี้ทำให้พรรคเสียหาย อยากให้คิดถึงพรรคด้วย เพราะวันนี้คิดว่าพรรคแข็งแรงแล้วหรือถึงมาตีกันในพรรคเช่นนี้ ดิฉันอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าให้ไปอยู่กับฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้" 

        เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรค คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ยังไม่มีการยื่นใบลาออกอะไร และข่าวที่บอกว่าจะลดบทบาทก็ไม่จริง ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค หรือแม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ ก็ไม่ได้มีปัญหากันแต่อย่างใด ทั้งนี้ อยากบอกว่า ร.ต.อ.เฉลิม เป็นดาวสภา ท่านมาช่วยงานอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นงานถนัด เราแบ่งงานกันทำในพรรค ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร และก็เป็นคนที่พร้อมรับฟังเสมอ

     เปิดสภาถกพ.ร.บ.งบฯ3.2ล้านล้าน

     เมื่อ‪เวลา 10.04 น.‬ นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เปิดประชุมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และวาระ 3 ตามที่ กมธ.วิสามัญฯ ที่มีนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เป็นประธานพิจารณาเสร็จแล้ว โดยก่อนการประชุมจะเริ่มต้นขึ้นตามระเบียบวาระ นายชวนได้แจ้งที่ประชุมว่า ห้าม ส.ส.ใช้เครื่องมือสื่อสารในห้องประชุมสภาเพื่อบันทึกภาพของตนเองในลักษณะเซลฟี่ เพราะ ส.ส.คือผู้ใหญ่ แม้จะมีผู้ติดตามมาก และห้ามเดินผ่านหน้าหรือข้างหลังของ ส.ส.ที่อยู่ระหว่างการอภิปราย เนื่องจากมีข้อท้วงติงจากบุคคลภายนอก รวมถึงพระสงฆ์ ติงว่าสภาไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมถึงการนำเครื่องดื่มมาบริโภคภายในห้องประชุม ทั้งส่วนที่นั่งของ ส.ส. และ กมธ.ที่ชี้แจง

    จากนั้น นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน ชี้แจงถึงข้อตกลงระหว่างวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านว่า หากจำเป็นใช้เวลาเพิ่มเติม เกินกรอบเวลาที่กำหนดไว้ 2 วัน ระหว่างวันที่ 8-‪9 มกราคม‬ ให้ไปต่อในวันที่ ‪10 มกราคม‬ ไม่เกิน‪เวลา 12.00 น.‬ ส่วนระยะการอภิปรายที่กำหนดไว้คนละ 7 นาทีนั้น อาจไม่เพียงพอ จึงขอให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจเพิ่มเวลาอภิปรายหาก ส.ส.อภิปรายในสาระที่เป็นประโยชน์

     ด้าน นายชวนชี้แจงว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ส.ส.มีสิทธิอภิปรายได้ทุกคน ไม่สามารถห้ามได้ ที่ผ่านมาเคยกำหนดเวลา 5 นาที หรือไม่ได้กำหนดเวลาเลย แต่รอบนี้กำหนดไว้คนละ 5 นาที ซึ่งมีผู้เสนอคำแปรญัตติร่วม 4,000 คำแปรญัตติ หากคิดเวลา 24 ชั่วโมง หาก ส.ส.อภิปรายทุกคน จะใช้เวลารวม 16 วัน ดังนั้น ควรกำหนดกรอบเวลาอภิปรายไม่เกินคนละ 7 นาที ทั้งนี้ขอให้วิปแต่ละฝ่ายควบคุมเวลา เพื่อให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2563 เสร็จสิ้นภายในวันที่ ‪10 มกราคมนี้ ‬

    อุตตม   แจงงบปรับลดลง1.6หมื่นล้าน

     ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่วาระ นายอุตตม ในฐานะประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ชี้แจงรายงานของ กมธ.ต่อสภาในวาระ 2 ตอนหนึ่งว่า กมธ.ได้พิจารณาปรับลดงบประมาณลง จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาเนื้อหาที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ ความมั่นคงและนโยบายสำคัญของรัฐบาล รวมถึงขีดความสามารถของการใช้งบประมาณ การใช้งบประมาณรายจ่ายในปีที่ผ่านมา รวมถึงพิจารณาถึงการดำเนินงานอย่างเข้มงวด อาทิ โครงการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ หรือดำเนินการแล้ว แต่ล่าช้ากว่าแผน หรือดำเนินงานไม่ทัน รวมถึงปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่ชัดเจน ดำเนินงานล่าช้ากว่าแผน และใช้จ่ายไม่ทัน

       อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่ปรับลดไปได้เพิ่มงบประมาณให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานอัยการสูงสุด กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ทั้งจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณสามารถรองรับโครงการที่สำคัญของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนรายการเปลี่ยนแปลงงบ ปี 2563 มีเพียงรายการเดียว คือ งบรายจ่ายกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำนวน 27 ล้านบาท

    ฟิตจัดโหวตกันตั้งแต่ตั้งชื่อร่าง

     จากนั้น ที่ประชุมได้เริ่มพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และมาตราแรก โดยในมาตรา 1 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ.สัดสวนของพรรคเพื่อไทย ได้ขอสงวนความเห็น แก้ไขจาก “พระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563” ให้มีคำต่อท้ายว่า “ฉบับออกไม่ทันปีงบประมาณ” โดย กมธ.เสียงส่วนใหญ่ ได้ชี้แจงว่า การบัญญัติมาตรา 1 ดังกล่าวเป็นถ้อยคำปกติ แม้บางปีงบประมาณจะออกไม่ทันปีงบประมาณก็จะมีถ้อยคำแบบนี้เสนอ ก่อนที่ที่ประชุมได้ลงมติ ผลปรากฏว่า เสียงข้างมาก 222 เสียงเห็นด้วยกับร่าง กมธ.เดิมที่ไม่มีการแก้ไข ไม่เห็นด้วย 3 เสียง งดออกเสียง 175 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง

    ฝ่ายค้านจัดหนักรุมถล่มมาตรา 4

    อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายในมาตรา 4 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ที่มีการตั้งไว้ 3.2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และบรรดาสมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง เช่น นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กมธ. ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เพราะฉะนั้นหากมีสมาชิกโหวตรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง และทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถตรวจสอบได้เป็นระยะเวลาอีก 10 ปี ซึ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลถึงได้ร่างกฎหมายที่ผิดกฎหมายมาให้สภาพิจารณา

    นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในครั้งนี้ต้องปรับใหม่ เพราะต้องให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ซึ่งมีเงื่อนไขบังคับหลายเรื่อง แต่ปรากฏว่า งบประมาณบางกระทรวงกลับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกระทรวงอื่นๆ โดยเฉพาะงบประมาณของกองทัพ ซึ่งควรจะคำนวณให้สอดคล้องกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    อัดเป็นงบของรัฐราชการ

   ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาร่างงบประมาณดังกล่าว อย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็พบว่า งบประมาณฉบับนี้ เป็นงบแห่งรัฐราชการรวมศูนย์โดยแท้ งบประมาณทั้งหมดไม่สามารถเกิดประโยชน์โพดผลกับประชาชน และเป็นการเอางบเพื่อไปตอบโจทย์กับระบบราชการ เนื่องจากมีคนในระบบราชการเป็นจำนวนมาก โดยปี 2561 ข้าราชการพลเรือนกระจุกตัวที่ส่วนกลางถึง 61.9% ทั้งที่งานอยู่ในท้องถิ่น ขณะที่ข้าราชการที่อยู่ในภูมิภาคมี 19.6% อยู่ในส่วนท้องถิ่น 18.5% แล้วจะกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นได้อย่างไร

   น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่า การจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานจริง ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ อาทิ กรมวิชาการเกษตร มีการตัดงบโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจำเป็น นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มรายจ่ายประจำปีขึ้นไปด้วย แต่กลับมีหลายหน่วยงานราชการที่ทำงานซ้ำซ้อนหรือทำงานในภารกิจที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังมีงบประมาณในอนาคตถูกใช้ไปแล้วเกือบ 1 แสนล้านบาท โดยเป็นโครงการก่อหนี้ผูกพันกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จากโครงการประกันรายได้

   กรณ์จี้ใช้งบกระตุ้นศก.ด้วย

  ส่วน นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า แนะให้รัฐบาลเร่งใช้เงินงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มาก ทั้งนี้ การใช้เงินงบประมาณของรัฐจะเป็นภาพจำของรัฐบาล ขณะที่งบประมาณปี 2563 ยังไม่ได้สะท้อนดีเอ็นเอของรัฐบาล เพราะกว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลก็ได้มีการจัดเตรียมงบประมาณมาระดับหนึ่งแล้ว และอีกไม่นานรัฐบาลก็จะได้เริ่มเตรียมงบประมาณปี 2564 จึงเสนอให้มีการออกแบบงบประมาณปี 2564 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้วอย่างน้อย 5 เรื่อง 1.สถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า 2.ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป 3.โครงสร้างสังคมเปลี่ยนไป เข้าสู่สังคมสูงอายุ 4.ภาวะโลกร้อน 5.ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยี

     กมธ.ข้างมากยันพ.ร.บ.งบไม่ขัดรธน.

    นายอนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก กล่าวว่า ได้หารือคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมบัญชีกลางแล้ว ยืนยันว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายใดๆ ส่วนเงินนอกงบประมาณนั้น หน้าที่ของ กมธ.พิจารณาเฉพาะเงินรายจ่ายในงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กมธ.ตั้งข้อสังเกตในส่วนเงินนอกงบประมาณว่า ถ้าหน่วยงานต่างๆ มีเงินนอกงบประมาณจะต้องนำมาแสดงในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ด้วย เพราะยอมรับว่าบางหน่วยงานอาจชี้แจงไม่ชัดเจนพอ

    สุดท้ายเห็นชอบ244เสียง

    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า บรรดา ส.ส.ต่างอภิปรายถึงอุปสรรคของกฎหมายที่ไม่สามารถดำเนินการตามระบบงบประมาณได้โดยเฉพาะมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทําด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ กมธ.มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทํามิได้

    ภายหลังจาก กมธ.และ ส.ส.อภิปรายมาตรา 4 ครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตราดังกล่าวตามที่ กมธ.เสนอมาด้วยคะแนน 244 ต่อ 88 งดออกเสียง 137 และไม่ลงคะแนน 3 เสียง

     ‘เสรีพิศุทธ์’ ลั่นหน้าไหนโหวตรับเจอแน่

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.10 น. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ว่า กรณีคณะรัฐมนตรีเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ให้สภาพิจารณาเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะไม่มีหน้าที่และอำนาจ เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังถวายสัตย์ไม่ครบ ดังนั้นนายกฯ และรัฐมนตรีจึงรับหน้าที่ไม่ได้ และไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ฉะนั้นจะมาเสนอให้พิจารณางบประมาณได้อย่างไร ส่วนรัฐสภาจะเห็นชอบในวาระที่ 2 และ 3 ก็เป็นเรื่องของคนอื่นไม่ใช่เป็นเรื่องของพรรคเสรีรวมไทย

   “ดังนั้นอย่าดื้อ อย่าดึง อย่าดัน ในสิ่งที่ผิดกฎหมาย และส.ส.ทุกคน อย่าคิดว่าแปรญัตติเอาเงินไปลงจังหวัดของตนเอง เพื่อจะได้มีเงินไปใช้ทุจริตกัน เลิกกระทำกันสักที เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าสภากำลังร่วมกันทำผิดกฎหมาย และถ้าใครโหวตเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะดำเนินคดีทั้งหมด ถ้าตอนนี้ไม่มีงบประมาณก็ให้ใช้งบของปีก่อนไปพลางก่อน ทั้งที่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายยังหน้าด้านทำผิดกฎหมายกันอีก ปากก็พูดว่าทำตามกฎหมาย ตัวเองก็ไม่ทำตามกฎหมายกัน แม้กระทั่งสภาก็ไม่ทำตามกฎหมายกัน ผมไม่รู้ว่าวันนี้จะระดมพลมาโหวตกันหรือเปล่า ถ้า พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ มาที่สภา ผมจะประสานตำรวจ สน.บางโพ มาจับกุมตัวทันที” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว

   ฝ่ายค้านหวั่นงบ 63 ผิดกฎหมาย

    ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาว่า การอภิปรายเบื้องต้นนายชวน อยากให้การอภิปรายกระชับ เนื่องจากมีผู้แปรญัตติจำนวนมาก จึงให้อภิปรายคนละ 5 นาที แต่จะขอหารือกับนายชวนอีกครั้งว่าถ้าเป็นไปได้ขอให้สมาชิกอภิปรายคนละ 10 นาที เพราะวิปทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันแล้วว่าจะอภิปรายคนละ 10 นาที การอภิปรายของสมาชิกที่แปรญัตติไว้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของงบกระทรวงกลาโหม งบกลาง กระทรวงเกษตรฯ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นงบที่นำมาใช้ในโครงการประกันรายได้

   ขอฟังคำชี้แจงก่อนยื่นองค์กรอิสระตีความ

    เมื่อถามว่า มีการแสดงความเป็นห่วงว่าร่าง พ.ร.บ.งบ 2563 ส่อผิดรัฐธรรมนูญ ทางพรรคฝ่ายค้านได้มีการหารือกันหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ในที่ประชุมจะมีการถามความชัดเจนว่าสุ่มเสี่ยงจะผิดข้อกฎหมายเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งต้องฟังคำตอบจาก กมธ.งบประมาณฯ และฝ่ายกฎหมายของฝ่ายค้านจะสรุปในเรื่องนี้ว่าถ้าฟังการชี้แจงของสภาแล้วไม่ชัดเจน จะขอยื่นให้องค์กรที่เกี่ยวข้องได้ตีความเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานไว้ เพราะ ส.ส.ก็กังวลหากจะต้องยกมือโหวต และมีปัญหาตามมาว่าผิดกฎหมายเขาก็จะโดนไปด้วย ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะมีการยื่นให้ตีความ

    ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุหากส.ส.คนใดโหวตเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ จะแจ้งความดำเนินคดีนั้น นายสุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นมุมมองของท่าน เพราะ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เห็นว่ารัฐบาลไม่ชอบ เพราะถวายสัตย์ไม่ครบ ดังนั้นการกระทำใดๆ ของรัฐบาลจึงไม่ชอบ จึงได้โยงมาถึงร่าง พ.ร.บ.งบฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน ส.ส.ทุกคนคงจะตระหนักในเรื่องนี้ด้วย

     เมื่อถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้มีการหารือกันหรือยังว่าจะโหวตแบบไหน นายสุทิน กล่าวว่า เบื้องต้นจะขอฟังการอภิปรายของสมาชิกไปจนถึงสุดท้าย โดยในช่วงเย็นวันที่ 9 มกราคม จะสรุปได้ว่าฝ่ายค้านจะลงมติในแนวทางใด แต่มีตอนนี้มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันคือมีความกังวลอยู่ ดังนั้นก็อยากให้แก้

เพื่อไทยยันจ่องดออกเสียงวาระ 3

ด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการโหวตวาระ 2 ในรายมาตราที่เสียงของพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ลงมติงดออกเสียงว่า เป็นทิศทางที่พรรคเพื่อไทยเห็นว่าควรงดออกเสียง เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้มีปัญหาในประเด็นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 ที่กำหนดให้จัดสรรงบประมาณเฉพาะหน่วยรับงบประมาณ ซึ่งในส่วนของกองทุนหมุนเวียนกำหนดชัดเจนว่าต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในวาระ 3 ที่จะต้องลงมติทั้งฉบับนั้น พรรคเพื่อไทยจะใช้สิทธิงดออกเสียง

“ในรายละเอียด กมธ.เคยท้วงติงให้แก้ไข แต่ไม่ทราบเหตุผลทำไมจึงไม่ได้รับการแก้ไข จึงถือว่า กมธ.เสียงข้างมากสร้างภาระให้ ส.ส.ที่อาจถูก ป.ป.ช.ตรวจสอบได้ ยืนยันว่ามาตรา 53 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 มีเนื้อหาขัดกฎหมายวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 อาจจะมีปัญหาในการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจากกองทุนซึ่งไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ถูกแยกงบประมาณออกจากกระทรวงแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถผ่านกระทรวงได้ตากกฎหมายวิธีพิจารณางบปรมาณได้ และปัจจุบันพบว่าการจัดสรรงบให้กองทุนต่างๆ ได้ดำเนินการล่วงหน้าไปแล้ว" นายวรวัจน์ กล่าว

   ‘จุรินทร์-จุติ’ เดินหน้าจัดงบปี 64

เวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการประจำปีงบประมาณ 2564 โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมด้วย โดยที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ 2564 แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งต้องส่งรายละเอียดคำของบประมาณให้แก่สำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 24 มกราคมนี้ ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปี 2562 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถเบิกจ่าย รวมทั้งสิ้น 843.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.43 ของงบประมาณที่ได้รับทั้งหมด 847 ล้านบาท สำหรับแผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีหน่วยงานร่วมบูรณาการ จำนวน 6 กระทรวง 13 หน่วยงาน งบประมาณ 863 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์ เป็นประชากรก่อนวัยสูงอายุ ระหว่าง 50–59 ปี และผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อให้ประชากรก่อนวัยสูงอายุ ระหว่าง 50–59 ปี มีความพร้อมเข้าสู่ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสภาพแวดล้อม รวมจำนวนทั้งสิ้น 19,047,450 คน ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ 10.6 ล้านคน บุคคลทั่วไปในวัยอื่นอีก 8.4 ล้านคน

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาแผนความเชื่อมโยงแผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 มุ่งบรรลุผลสัมฤทธิ์คือ สัดส่วนประชากรอายุ 25-59 ปี ร้อยละ 50 หรือประมาณ 17.12 ล้านคน มีการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ และผู้สูงอายุมีศักยภาพในการประกอบอาชีพและได้รับการจ้างงานที่เหมาะสม สามารถช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐานได้ และได้รับการคุ้มครองทางสังคมและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และมอบหมายให้กรมกิจการผู้สูงอายุจัดทำโครงการที่สอดคล้องกับแผนบูรณาการ เพื่อนำส่งสำนักงบประมาณภายในวันที่ 24 มกราคมนี้

    ‘จารึก’เปิดตัวพรรค‘ชัช เตาปูน’

    เมื่อเวลา 10.00 น. นายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท แถลงข่าวเปิดตัวนายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี ที่ถูกพรรคอนาคตใหม่มีมติขับออกจากพรรค และเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไท โดยนายจารึกกล่าวว่า ตอนนี้พรรคอนาคตใหม่ขับออกจากพรรคแล้ว แต่ในฐานะที่ยังทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร จึงต้องเข้าสังกัดพรรค และจริงๆ แล้วได้ยืนยันกับนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ไปแล้วว่าจะไม่ดื้อ ไม่ซน และจะทำตามมติของพรรค แต่นายปิยบุตรบอกว่า เขาก็โดนกดดันมาเหมือนกัน เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ ยินดียอมรับมติพรรคที่ขับออก ได้เรียนกับสื่อมวลชนไปแล้วว่าจะไปอยู่กับพรรคเล็กที่ไม่มี ส.ส. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ประชาชนทราบ

   “ขอบคุณพรรคใหญ่ พรรคเล็ก พรรคที่ไม่มี ส.ส. ที่ติดต่อชวนผมเข้าร่วม และต้องขอบคุณคุณชัชวาลล์ที่ให้ผมเข้าร่วมพรรคพลังท้องถิ่นไท ผมจะทำงานการเมืองให้ตอบโจทย์ประชาชนต่อไป ผมยืนยันว่าการย้ายมาอยู่พรรคพลังท้องถิ่นไท ประชาชนในพื้นที่เขต 2 จันทบุรี ไม่มีปัญหา เขาเข้าใจว่าเรามาร่วมรัฐบาลก็จะมีงบประมาณไปพัฒนาในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนกินดีอยู่ดี เพราะในพื้นที่ผมมีปัญหาเรื่องช้าง เรื่องราคาผลิตผลจากการเกษตร” นายจารึกกล่าว

   ทีมจัดวิ่งไล่ลุงบุกทบ.ชวน ‘บิ๊กแดง’

    เวลา 10.20 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) นายธนวัฒน์ วงค์ไชย นักกิจกรรมทางการเมือง ในฐานะคณะกรรมการแนวร่วมสมาพันธ์ผู้จัดงานวิ่งไล่ลุง พร้อมพวกรวม 4 คน เดินทางมายังหน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เพื่อจะยื่นหนังสือเชิญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ไปร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ที่สวนรถไฟ 12 มกราคมนี้ โดยมีสิบเวรรับมอบหนังสือ โดยย้ำเหตุผลว่า ทางกลุ่มไม่มีมาสเตอร์มายด์ หรือผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ คือประชาชน และเห็นว่า ผบ.ทบ.เป็นคนชอบออกกำลังกาย จึงอยากชวนไปวิ่ง

    นายธนวัฒน์กล่าวว่า แคมเปญที่เชิญชวนให้กลุ่ม กปปส. และกลุ่มพันธมิตร สามารถมาร่วมวิ่งได้โดยการนำนกหวีด มือตบและภาพถ่ายหรือสัญลักษณ์การชุมนุม 2 ครั้งที่ผ่านมา มาแลกกับเสื้อวิ่งได้ ทั้งนี้ทางกลุ่มได้เตรียมการที่จะดูแลความปลอดภัย ตลอดเส้นทาง 3.6 กิโลเมตร โดยได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ และเจ้าหน้าที่เทศกิจกว่า 200 นาย พร้อมทั้งยังมีหน่วยรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย คอยดูแลอำนวยความสะดวก โดยพรุ่งนี้เตรียมที่จะไปยื่นหนังสือเชิญชวน ที่อาคารรัฐสภา เกียกกายต่อไป

     “เชียร์ลุง” ซัด วิ่งไล่ลุงดราม่าเยอะ

    วันเดียวกัน “เพจเชียร์ลุง” ซึ่งสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งรัฐบาล และเป็นผู้ประกาศจัดงาน “เดินเชียร์ลุง” ในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคมนี้ ที่สวนลุมพินี ล่าสุดเวลา 14.00 น. แอดมินเจนเพจวิ่งเชียร์ลุง และนางหฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ ‘อุ๊’ นักร้องชื่อดัง ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว โดยแอดมินเจน กล่าวว่า ยืนยันว่าเพจนี้ไม่ได้เป็นเพจที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ตามที่หลายคนพยายามเชื่อมโยงแต่อย่างใด ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับทั้งทหาร และนักการเมือง ผู้ร่วมก่อตั้งเพจมีทั้งหมด 9 คน ประกอบอาชีพหลายอาชีพ จากหลายสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่เป็น กปปส. มาก่อน งานนี้เรารวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นว่า ยังมีคนรักและพร้อมให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลอยู่อีกมาก ในส่วนของงบประมาณนั้น ก็อาศัยการลงขันกันเองภายในกลุ่ม ซึ่งการทำเสื้อแจก หรือหมวกให้แก่คนที่มาร่วมงาน ก็ไม่ได้เกินความสามารถของพวกเรา ขนหน้าแข้งของพวกเราแต่อย่างใด ในส่วนของจำนวนคนมาร่วมงานตอนนี้ยอดคนที่มาร่วมงานทะลุเป้าไปมาก แต่ขอให้ดูพร้อมกันวันจริงรับรองว่ามีเซอร์ไพรส์แน่ เพราะจะประกาศกำหนดการอีกครั้งผ่านเพจเชียร์ลุง วันเสาร์ที่ 11 มกราคม เวลา 17.00 น.

     “พวกวิ่งไล่ลุงกร่าง คนเหล่านี้แสดงความเกลียดชัง พล.อ.ประยุทธ์ สื่อก็ช่วยลงข่าวจนเห็นกันทั้งประเทศ คนที่มีอุดมการณ์เดียวกับเราก็ต้องรวมตัวกันบ้าง เพื่อให้เห็นว่า ทุกคนไม่ได้คิดแบบเดียวกับพวกเขา ผู้นำมาจากการเลือกตั้งอยู่ดีๆ ไปจัดกิจกรรมไล่เขา ทั้งที่ควรใช้กลไกตามรัฐสภา และฝากบอกพวกชังชาติด้วยว่า เราก็มีวิธีต่อต้านในแบบของเรา หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมเราจัดงานได้สะดวกจัง ต้องบอกว่า เพราะพวกเราไม่ดราม่า ไม่ใช่ว่าไม่เหนื่อย เกิดมาเพิ่งจะรู้ว่า ต้องเดินทางไปติดต่อสถานีตำรวจ ถึง 4 แห่ง แล้วต้องไป กทม.อีก เพียงแต่เราไม่ออกมาบ่นโอดโอยเท่านั้น"

    ตร.ถกมาตรการรับมืองานวิ่งไล่ลุง

    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีรายงานว่า พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เรียกประชุมเตรียมมาตรการรองรับกิจกรรมวิ่งไล่ลุง โดยมี พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ รอง ผบก.สปพ. และตำรวจในสังกัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุม โดย พล.ต.อ.วิระชัยได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและรักษาความปลอดภัยกรณีที่จัดกิจกรรมถูกต้องตามกฎหมาย และถ้าหากมีการกระทำความผิดก็ให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด

   มีรายงานว่า พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้กำชับในการประชุม ศปก.ตร.ให้ทุกหน่วย มีมาตรการป้องกันการเผชิญหน้า การทะเลาะวิวาท หรือป้องกันเหตุร้าย ของมวลชนทั้งกลุ่มที่เห็นต่างและสนับสนุนรัฐบาล ที่จะจัดกิจกรรมหลายพื้นที่ในวันที่ 12 มกราคม หากพบเหตุหรือส่อว่าก่อเหตุให้หยุดยั้งโดยเร็ว อย่าให้ขยายวงกว้างโดยเด็ดขาด

    ‘อนุสรณ์’ ข้องใจรัฐบาลไม่ห้ามเชียร์ลุง

     นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ที่จุดหลักจัดที่สวนรถไฟ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม ว่า ยิ่งใกล้วัน เครือข่าย พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งอยู่ไม่ติด เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลกลัวความวุ่นวาย แต่กลับไฟเขียวให้กลุ่มเดินเชียร์ลุง มาจัดในวันเดียวกัน คนไทยทั้งประเทศเห็นว่าใครริเริ่ม ใครดำเนินการก่อน ใครมาทีหลัง เจตนาจะเป็นคู่เทียบ แต่ยังไม่ตกผลึกทั้งชื่อ รูปแบบ สถานที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด อย่างนี้ใครเจตนาดี ใครเจตนาป่วนกันแน่ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ไม่ใช่การชุมนุม ไม่ใช่การยึดสนามบินจับประเทศเป็นตัวประกัน คนที่มาเพียงต้องการสะท้อนเสียงของประชาชนที่เดือดร้อนจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันและรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ซึ่งเป็นคนหน้าเดิมแทบทั้งนั้น

    "แทนที่จะไปขัดขวางหรือปล่อยข่าวไอโอ ทำลายความชอบธรรมของพลังคนรุ่นใหม่ที่จัดกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ตามกรอบกฎหมาย รัฐบาลควรเตรียมการดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวก และไม่ปล่อยให้มีการสร้างสถานการณ์ใดๆ อย่างเด็ดขาด คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำทำจุดต่ำสุดใหม่ไปเรื่อยๆ จนประชาชนเรียก #ประยุทธ์นิวโลว์ เปิดใจให้กว้าง ฟังประชาชนให้มาก เพื่อไปปรับปรุงการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือน้อยลงไปทุกทีจะดีกว่า” นายอนุสรณ์กล่าว

    นายกฯมีความสุขทำงานเพื่อคนอื่น

    เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับเด็กและเยาวชนที่ได้รับรางวัลจากการคัดเลือกมาทุกจังหวัด ขอให้ผู้ปกครองส่งเสริมการศึกษาของลูกให้มากที่สุด เราอาจให้ความอบอุ่นกับเขาไม่เพียงพอ เพราะต้องทำงานบางอย่าง แต่เราก็ต้องอดทนเพื่อลูก ก็ได้เตือนไปแล้วว่าลูกจะต้องให้ความสำคัญกับพ่อแม่ ส่วนครูจะต้องนำพาเด็กและเยาวชนที่เปรียบเสมือนผ้าสะอาดสีขาวของเรา อย่าให้เปรอะเปื้อนสีที่ไม่ควรจะเปรอะ เพื่อเราจะได้ใส่สีสันในเรื่องของทักษะต่างๆ เข้าไป จะได้เป็นผ้าที่มูลค่า สามารถนำไปตัดเย็บ ทำเสื้อผ้าได้สวยงาม หรือมีอาชีพการงานเท่านั้นเอง ถ้าเราไปใส่สีดำ หรือสีโคลนลงไป ก็จะทำให้ผืนผ้าผืนนี้ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป และไม่สามารถนำไปใช้ทำอะไรได้ในอนาคต บ้านเมืองก็เสียหาย พลเมืองไทยก็ไม่มีคุณภาพ

    “วันนี้เป็นอีกวันที่ผมมีความสุข ถึงแม้ว่าผมจะมีความโศกเศร้าส่วนตัวอยู่ก็ตาม แต่ทุกอย่างที่ทำงานทุกวันนี้ คือความสุขของผม โดยความสุขของผมคือการทำงาน ไม่ใช่การดำรงชีวิตของผม ตรงนั้นไม่ต้องถามหรอก เพราะความสุขของผมคือการทำงานเพื่อคนอื่น และนั้นคือเป้าหมายในชีวิตของผม ก็มีเท่านี้ตลอดชีวิตของผม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

     ‘ธนาธร’ โพสต์พบตร.แน่นอน

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” โดยระบุว่า 10 มกราคมนี้ จะไปพบตำรวจตามหมายเรียกผู้ต้องหาที่ สน.ปทุมวัน ผมขอเรียนให้พ่อแม่พี่น้องทราบว่า ในวันศุกร์ที่ 10 มกราคมนี้ เวลา 15.00 น. ผมจะไปรายงานตัวที่ สน.ปทุมวัน กรุงเทพฯ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาอันเกี่ยวกับการแสดงออกที่สกายวอล์กเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมยืนหยัดเคียงข้างต่อสู้กันมา #ไม่ถอยไม่ทน

   ศม.แฉจ้าง500เลือกหัวหน้า

    เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายเกียรติภูมิ สิริพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่(ศม.) แถลงข่าวภายหลังที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีผลตรวจสอบการประชุมใหญ่ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562 ที่มีมติเลือกนายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค ว่าหลังจากที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ซึ่งจะต้องมีการแจ้งสมาชิกทั่วประเทศ แต่การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ไม่มีการแจ้งสมาชิก แต่มีคนกลุ่มหนึ่งแอบจัดประชุมขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่คนใหม่ ชื่อ ดร. “ม.” หรือขอเรียกว่า ดร.มโน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะปัจจุบันตามราชกิจจานุเบกษา หัวหน้าพรรคยังเป็นนายมิ่งขวัญ

     “การเลือกหัวหน้าพรรคไม่มีการแจ้งสมาชิก สมาชิกบางคนทราบก็ไปร่วมประชุม แต่ไม่ให้เข้า ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าใครเป็นคนโหวตให้เป็นหัวหน้าพรรค จากการสืบทราบว่ามีการเกณฑ์ชาวบ้านจาก 2-3 ชุมชนในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก แต่ได้รับการจ้างมาคนละ 500 บาท และไม่ได้มีการจ่ายค่าบำรุงพรรคตามกฎหมาย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 กกต.ได้สั่งให้การประชุมครั้งนั้นเป็นโมฆะ ทำให้ปัจจุบันพรรคเศรษฐกิจใหม่ไม่มีหัวหน้าพรรค หัวหน้าพรรคคนสุดท้ายยังชื่อมิ่งขวัญ และมีคณะกรรมการบริหารพรรคชุดของนายมิ่งขวัญรักษาการอยู่ การที่พรรคเศรษฐกิจใหม่มีขบวนการลักษณะนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อนายมิ่งขวัญ และสมาชิกพรรค เพราะมีการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมาย ผมได้ส่งทีมกฎหมายแจ้งความเอาผิดบุคคลกลุ่มดังกล่าวแล้ว ซึ่งตามกฎหมายการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคจะต้องดำเนินการภายใน 60 วัน แต่นี่ผ่านมา 7 เดือนแล้วจะต้องดำเนินการให้ถูกต้อง เกรงว่าการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งหน้าขบวนการเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นอีก จึงอยากให้สื่อมวลชนช่วยกันจับตาให้การเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การเลือกหัวหน้าพรรคครั้งหน้าผมจะลงชิงตำแหน่งด้วย" นายเกียรติภูมิกล่าว

     พระราชทานน้ำหลวงอาบศพบิดานายกฯ

    เวลา 16.40 น. ที่ศาลา 9 วัดโสมนัสราชวรวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และเชิญพวงมาลาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ วางที่หน้าโกศศพ พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

     ปูดใบสั่งไม่ให้ไปงานเลี้ยงหญิงหน่อย

     แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่า สำหรับการจัดงานเลี้ยงปีใหม่ และขอบคุณส.ส.อีสาน เหนือ และกลาง ที่ไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ที่บ้านพักลาดปลาเค้า ของคุณหญิงสุดารัตน์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมานั้น มีส.ส.ทั้งภาคเหนือ อีสาน และกลาง เดินทางมาร่วมงานประมาณ 60-70 คน ทั้งๆ ที่แต่เดิมนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ตั้งใจจัดงานเล็กๆ โดยเชิญส.ส.ที่ไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมส.ส.ขอนแก่นที่ผ่านมาประมาณ 30 คนเท่านั้น แต่เนื่องจากส.ส.หลายคนได้รับโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยบางคนในลักษณะของผู้ใหญ่คุยกับผู้น้อย แต่ไม่ถึงกับบอกว่าไม่ให้ไปว่า “ไม่น่าไปนะ เดี๋ยวจะเอาไปแอบอ้างได้ว่าส.ส.ยังสนับสนุนอยู่ อย่ามาขยับอะไรตำแหน่งของคุณหญิงนะ” ซึ่งตรงนี้ส.ส.มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการแข่งขันกันมีได้ แต่จะต้องไม่ใช่การทำลายกันแล้วเสียหายมาถึงพรรค จึงทำให้ส.ส.เกิดความสงสารและเห็นใจที่มีการเลื่อยขากันเองเกิดขึ้นในพรรค ทั้งๆ ที่ขณะนี้กำลังจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว