น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นด้วย ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นำกรณีการคืนที่ดิน สปก.ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไปเปรียบเทียบกับ กรณีการคืนที่ดิน “เขายายเที่ยง” ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนน์ ผู้รักษาการประธานองคมนตรี เพราะเป็นคนละกรณีกัน

แต่หากนายวิษณุต้องการนำ พล.อ.สุรยุทธ์มาเปรียบเทียบ  ควรเป็นเรื่องที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เคยประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกรอบเวลาในการเลือกตั้ง  หลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงที่ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มากกว่า

เพราะหลังจาก พล.อ.สุรยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี  ท่านได้ทำตามสัญญาประชาคมแบบชายชาติทหารทุกอย่าง ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่กำหนด  ก่อนจะสละตำแหน่งทางการเมืองอย่างสง่าผ่าเผยโดยไม่ยึดติดกับอำนาจใดๆทั้งสิ้น

ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หลังจากได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารแล้ว ก็ยื้อเวลาการอยู่ในอำนาจออกไปให้นานที่สุด  จากที่บอกว่าขอเวลาอีกไม่นาน ก็อยู่มาเกือบ 5 ปี หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกบรรจุเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ ก็ยังไม่มีวี่แววว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะทำตามสัญญาประชาคมเหมือน พล.อ.สุรยุทธ์

“ดังนั้นหากนายวิษณุจะอ้างชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อให้รัฐบาลดูดี  ก็ควรยกย่องท่านในเรื่องการรักษาสัญญามากกว่า โดยเฉพาะการยอมถอยออกจากการเมืองทันทีหลังจบภารกิจโดยไม่เสพติดอำนาจนั้น ถือเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยกย่องชื่นชม ซึ่งต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่หลายฝ่ายครหาว่ายอมทำทุกอย่างที่จะสืบทอดอำนาจต่อไปให้นานที่สุด ” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังฝากเตือนไปถึงรัฐบาลด้วยว่า อย่านึกว่าประชาชนจะยอมให้ พล.อ.ประยุทธ์ อ้างกติการัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไปได้เรื่อย ๆ เพราะตราบใดที่ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ต่อให้มีกติกาที่เอื้อกับฝ่ายตัวเองแค่ไหน ก็คงไม่สามารถต้านทานกระแสเรียกร้องของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสในขณะนี้ได้