นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา  ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว  ถึงคดีนายพานทองแท้ ที่ถูกฟ้องคดีฟอกเงิน ความว่า ..

       คดีที่พนักงานอัยการฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นจำเลยในความผิดฐานฟอกเงิน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลได้พิพากษายกฟ้อง 
 

     .....โดยองค์คณะพิพากษา ๒ ท่าน มีความเห็นต่างกัน คือ ท่านหนึ่งเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องและให้ลงโทษจำคุก แต่อีกท่านหนึ่งเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและให้พิพากษายกฟ้อง
      .....ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๑๘๔ บัญญัติว่า ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง ฯลฯ การวินิจฉัยให้ถือตามเสียงข้างมาก ถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายหรือเกินกว่าสองฝ่ายขึ้นไป จะหาเสียงข้างมากมิได้ให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จําเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จําเลยน้อยกว่า
       .....ดังนั้นเมื่อคดีนี้มีองค์คณะเพียง ๒ ท่าน เมื่อปรึกษาหารือกันแล้วหาเสียงข้างมากไม่ได้ องค์คณะผู้พิพากษาที่เห็นว่า จำเลยมีความผิดและให้ลงโทษจำเลย จึงต้องยอมเห็นด้วยองค์คณะผู้พิพากษาที่เห็นว่าจำเลยไม่มีความผิดและให้พิพากษาให้ยกฟ้องซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า คดีนี้จึงต้องพิพากษายกฟ้อง ตามบทบัญญัติของมาตรา ๑๘๔ ดังกล่าว 
        .....ส่วนความเห็นขององค์คณะผู้พิพากษาที่เห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องและให้ลงโทษจำคุกให้ถือว่าเป็นความเห็นแย้งในคำพิพากษาคดีนี้ตามกฎหมาย
      .....กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในศาลชั้นต้นที่มีองค์คณะผู้พิพากษา ๒ ท่านบ่อย แต่ไม่เป็นข่าวเพราะจำเลยไม่ได้เป็นคนที่ประชาชนให้ความสนใจ ในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา มีองค์คณะผู้พิพากษา ๓ ท่าน จึงต้องหาเสียงข้างมากได้อยู่แล้ว
   .....ขอเรียนว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกาศใช้บังคับมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 85 ปีแล้ว