2 มี.ค. 62  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค , นายนพดล ปัทมะ , และนายโภคิน พลกุล แกนนำพรรค เปิดวงสนทนาพูดคุยกับตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวนกว่า 20 คน

 

 

 

               โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันมากที่สุด คือ การศึกษา นักศึกษาต่างมองเห็นว่าระบบทดสอบการศึกษา GAT - PAT ในปัจจุบันไม่ได้วัดความรู้ของเด็กจริงๆ , หลักสูตรจิตอาสาที่เก็บชั่วโมงไม่ได้สะท้อนความเป็นจิตอาสาที่แท้จริง , ความเสนอภาคในการเข้ารับการศึกษาของคนพิการ และระบบการรับน้องแบบ SOTUS ดีหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง

               นายนพดล กล่าวว่า แนวนโยบายของพรรคเพื่อไทย คือ เรียนฟรี 15 ปี และดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 ขวบ ให้ได้รับการศึกษาในช่วงนี้ให้ดีที่สุด ตั้งศูนย์เด็กอ่อนอัจฉริยะ 20,000 แห่งทั่วประเทศ เด็กต้องมีทักษะภาษาอังกฤษที่สื่อสารได้ เน้นการเรียนรู้อาชีวศึกษาให้คนเป็นเจ้านายหุ่นยนต์ กำหนดให้มีใบทดสอบคุณวุฒิวิชาชีพสำหรับเด็กอาชีวะมีงานทำ และที่สำคัญคือโรงเรียนต้องมีครูแนะแนวที่เก่งและช่วยให้เด็กค้นพบตัวเองให้เร็วที่สุด ส่วนคนที่เรียนไม่จบ ม.6 รัฐจะต้องจัดให้มีสถาบันอบรมวิชาชีพ เน้น Critical Thinking and Creative Thinking ทั้งนี้ นายนพดลเห็นด้วยที่การทดสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกวันนี้ทำให้เด็กจนลงเรื่อยๆ และสะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวย ในเมืองและชนบท

               นายโภคิน กล่าวเสริมว่า เด็กต้องแชร์กับโรงเรียนว่าต้องการการเรียนการสอนแบบไหน เด็กต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในสภามหาวิทยาลัยเพื่อกำหนดการศึกษาตัวเอง
 

 

 

               นายชัชชาติ กล่าวว่า โรงเรียนติวเตอร์แสดงถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาในปัจจุบัน ทั้งนี้ หัวใจของความสำเร็จในอนาคตไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทย แต่อยู่ที่ตัวเด็กเอง พรรคหรือรัฐบาลต้องเตรียมแหล่งการเรียนรู้ ช่องทางไว้ให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้เพิ่มเติมได้โดยร่วมมือกับเอกชน แต่เด็กเองก็ต้องมีแรงกระตุ้นที่อยากจะเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะเดียวกันต้องแก้ปัญหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เด็กพิเศษและเด็กพิการได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม

               นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า การศึกษาทุกวันนี้สอนให้คนท่องจำและคิดตามกรอบ สอนให้อยู่ในโรงงานเข้าระบบราชการ เหมือนกับระบบ SOTUS ทำให้เด็กไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และตาม new economy ไม่ทัน อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ มองว่าทุกปัญหารวมทั้ง SOTUS ต้องใช้ Critical Thinking เพราะหลายปัญหามีสาเหตุที่หยั่งลึก

               นอกจากนี้ ยังมีการเปิดประเด็นพูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆ ที่กำลังเป็นที่สนใจในสังคม ทั้งเรื่องปัญหาปากท้องที่นายชัชชาติตั้งคำถามว่า ที่ค้าขายไม่ดี สาเหตุมาจากเศรษฐกิจอย่างเดียวหรือไม่ หรือเกิดจากพ่อค้าแม่ค้าไม่ทันต่อเทคโนโลยีที่พัฒนาไปเรื่อยๆ , ประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เด็กๆ ส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะจะได้คนพื้นที่ที่รู้ปัญหาเข้ามาทำงาน และกระจายอำนาจ , ประเด็นเรื่องฝุ่นพิษ ภาครัฐต้องต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่าฝุ่นมาจากไหน เช่น เชียงใหม่มาจากการเผาชีวมวล จากนั้นคือการวางอุปกรณ์ตรวจอากาศ และแจ้งเตือนข้อมูลให้กับประชาชนได้รู้สถานการณ์อย่างชัดเจน พร้อมทั้งแจกหน้ากากกันฝุ่น และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด