royal coronation
15 ธันวาคม 2562
คนในข่าว

 ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ 'สิงห์ศึก สิงห์ไพร'

24 พฤศจิกายน 2562 - 15:45 น.
พลอสิงห์ศึก​ สิงห์ไพร,เพื่อนพลเอกประยุทธ์,ผมไม่อยากเป็นนักการเมือง,สวเส้นใหญ่
Shares :
เปิดอ่าน 1,756 ครั้ง

 ใครๆ ก็ว่า เป็น ส.ว.เส้นใหญ่ "สิงห์ศึก สิงห์ไพร" ผมไม่ตั้งใจมาเป็น "นักการเมือง"... โดย ขนิษฐา เทพจร

คลิปที่ 1

        

 

             “ผมไม่อยากเป็นทหาร ผมไม่อยากเป็นนักการเมือง แต่เมื่อมีความประสงค์ และการมอบหมาย พร้อมจะทำให้เต็มที่ เพราะถือว่าทำงานเพื่อประเทศ”

 

 

 

          ใครจะไปเชื่อ.... หากไม่บอกว่า นั่นคือคำพูดในสาระสำคัญจากปากของชายชื่อ “พล.อ.สิงห์ศึก​ สิงห์ไพร” รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ที่บอกผ่าน “ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์” ช่วงสายวันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน  2562 ณ ห้องทำงาน อาคารสุขประพฤติ

 

 

 

       อ่านข่าว: "สิงห์ศึก"ชน"ประจิน"คั่วเก้าอี้รองปธ.วุฒิสภาคนที่ 1 

 

         แต่นั่นเป็นคำพูดจริงๆ ที่ขอบอกต่อ เพื่อย้อนความถึงวันวานและสอบทานถึงความนึกคิด ฐานะ นักการเมือง ที่มียี่ห้อติดไว้ว่า “เพื่อนสนิท พล.อ.ประยุทธ์จันทร์ โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม”

 

 

 

     กับชีวิตวัยเด็กของ “พล.อ.สิงห์ศึก” เกิดในครอบครัวนายทหาร ต่างจังหวัด ภูมิลำเนาจริงๆ อยู่ที่ จ.เชียงราย โดยสถานที่เกิดของ “ด.ช.สิงห์ศึก” คือบ้านพักของครอบครัว ที่อ.แม่จัน จ.เชียงราย

 

 

 

         “ครอบครัวผมเป็นข้าราชการทหาร พ่อผมมียศนายทหารชั้นประทวน ระดับจ่า ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ตอนเด็กผมต้องย้ายตามพ่อที่ย้ายไปรับราชการในพื้นที่ จ.เชียงราย ตอนม.ต้น ผมจบจากโรงเรียนเชียงรายวิทยาคม พอจบเดินทางเข้ากรุงเทพ เพื่อสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนหนึ่งเป็นแรงผลักดันจากครอบครัว พ่อประสงค์ให้ผมเป็นทหาร ดูอย่างชื่อผม สิงห์ศึก สิ แต่ลึกๆ ของผมไม่อยากเป็น เพราะเห็นชีวิตพ่อลำบาก แต่พอสอบติดโรงเรียนเตรียทหารได้ ก็ไม่คิดว่าติดยศถึงพลเอก เพราะผมไม่ได้ตั้งเป้าหรือใฝ่ฝันว่าจะเป็นอะไร แต่คิดว่าการทำหน้าที่ทหาร อุดมการณ์ของผมคือต้องปกป้องประเทศชาติให้ได้”

                                                

คลิปที่ 2

 

 

             กับผลงานช่วงรับราชการที่ประทับใจ “พล.อ.สิงห์ศึก” บอกว่า คือ ทำหน้าที่ปกป้อง ประเทศ ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ บนสมรภูมิปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในยุทธการผาเมืองเผด็จศึก2 ช่วงปี 2523 ซึ่งสมัยนั้นติดยศ “ว่าที่ร้อยตรี” ทำหน้าที่ฐานะผู้บังคับหมวดกองร้อย เคลื่อนย้ายกำลังทางกาศเข้ารบกับ ผกค. ที่บ้านหนองแม่นา สมรภูมิเขาค้อ ซึ่งการรบดังกล่าวถือว่าปฏิบัติการสำเร็จ และเป็นจุดกำเนิดของ “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

 

 

    

        ขณะที่ผลงานที่ประทับที่อาจยกให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง คือ สมัยที่เป็น ผู้บัญชาการรักษาดินแดน ดูแลหลักสูตร นักศึกษาวิชาทหาร พยายามปลูกฝังให้ผู้เรียน คิดเป็น คิดอย่างมีเหตุผล วิเคราะห์ แยกแยะได้ และลงมือปฏิบัติที่ยั่งยืนคือ ทำให้ได้ มากกว่าได้ทำ แม้ผลสัมฤทธ์จะวัดปริมาณไม่ได้ แต่เชื่อว่าในยุคนั้น ได้ปลูกฝังให้ นักศึกษาวิชาการทหาร ให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศได้

 

 

 

 

       ซึ่งสิ่งที่ผลักดันให้ “พล.อ.สิงห์ศึก”ทำแบบนั้น เพราะเขามีความเชื่ออย่างกล้าว่า สามารถทำให้ประชาชนมีความเสมอภาคกันได้ แม้ว่าในกาารปฏิบัติของโลกความเป็นจริงมีจุดที่ทำให้ การขับเคลื่อนนั้นไม่ได้ตามใจทุกอย่าง

 

          กับบทบาทฐานะนักการเมืองของ “พล.อ.สิงห์ศึก”​ซึ่งถูกมองและจับตาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง “สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)” หลังการรัฐประหาร ปี 2557 เพราะความสนิทสนมกับ “พล.อ.ประยุทธ์”​ ฐานะนักเรียนทหารรุ่นเดียวกัน ร่วมทำงาน และร่วมรบในสมรภูมิเดียวกัน เรื่อยมาถึง การได้ตำแหน่ง “สมาชิกวุฒิสภา” ที่มาจากการคัดเลือกและแต่งตั้ง “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)”

 

 

       กับสิ่งนี้ “พล.อ.สิงห์ศึก” ไม่ปฏิเสธ และยอมรับในความสนิทสนม เพราะเมื่อเรียนจบ ยังได้ทำงานในหน่วยทหารเดียวกัน แม้จะคนละกองพัน

 

 

 

 

 

 

      “ผมไม่เคยคิดว่าจะเข้ามาทำงานการเมือง เพราะหลังจากเกษียณราชการ ไป 2 ปี ใช้เวลาพักผ่อนเต็มที่และอยู่ระหว่างมีความสุขมาก ทั้งไปตีกอล์ฟ สัปดาห์ละ 2 วัน ได้ท่องเที่ยว ออกไปทานอาหารอร่อยที่ตอนรับราชการ ได้แต่หมายตา แต่ไม่เคยได้ไปกิน ตอนผมได้รับการโปรดเกล้าให้เป็น สนช. ไม่มีใครมาทาบทามผม หรือบอกผมมาก่อน ผมทราบตอนที่มีคนโทรศัพท์มาแสดงความยินดี หลังจากตีกอล์ฟกับก๊วนเสร็จ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ เองไม่เคยมาถาม หรือทาบทามผมก่อน”

    

 

           เมื่อต้องรับบทบาท “นักการเมือง” แน่นอนว่าหลายคนอาจดีใจ ลิงโลด เพราะตำแหน่งนี้คือ การได้อภิสิทธิ์ที่หลายคนยากจะรู้รายละเอียด และยิ่งมาในยุคของการรัฐประหารแล้ว ย่อมมีความพิเศษกว่าการเมืองยุคเลือกตั้ง แต่กับ “พล.อ.สิงห์ศึก”เขาบอกว่า คือ ความหนักใจ

 

 

         “ผมไม่เคยศึกษามาก่อน โดยเฉพาะงานกฎหมาย แม้จะเคยลงเรียนกฎหมายบ้าง แต่เรียนแค่ปีครึ่งก็ออก พอผมเห็นชื่อตัวเองเป็น สนช. ผมคิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเป็นการทำงานเพื่อประเทศชาติ ผมศึกษางานด้านกฎหมายและงานที่เกี่ยวข้องอย่างหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมกับงานที่จะถาโถมเข้ามา”

 

 

         แต่ในโลกของการเมืองที่เขาเป็นมือใหม่ หัดสัมผัส แน่นอนว่าสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “เสียงวิจารณ์ และแสดงความไม่เชื่อมั่น” กับสิ่งที่ “พล.อ.สิงห์ศึก”ใช้เป็นยุทธวิธีรับมือ คือ ความเข้าใจ ว่า มีคนได้ต้องมีคนเสีย ซึ่งการทำงานยุคของ สนช.​ตลอด 5 ปี รวมถึง ส.ว. เขาว่ายังเป็นงานที่ยาก เพราะการทำงานในหน้าที่บางอย่าง แม้มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ระหว่างทางย่อมมีคนที่เสียประโยชน์ ดังนั้นคติที่ใช้ปฏิบัติมาตลอดคือ ต้องทำให้ win-win ทุกฝ่าย

 

 

         กับบทบาทต่อจากนี้ไป ฐานะ “ส.ว.” ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำงานร่วมกับ “ส.ส.”ที่มาจากการเลือกตั้ง และสถานการณ์ปัจจุบันพบรอยปริร้าวระหว่างกัน ผ่านการตั้งประเด็นว่า “ข้าฯ มาจากเลือกตั้ง เอ็งมาจากลากตั้ง โดยคณะรัฐประหาร” พล.อ.สิงห์ศึก ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ในความเป็นนักการเมืองปัจจุบัน แต่ได้ยกคำพูดนี้บอกเราว่า

 

 

       “ต้องยอมรับว่าช่วงที่บ้านเมืองขัดแย้ง นาน 10 ปี มาจากการเมืองที่ไม่มีธรรมาภิบาล คสช.​ถึงเข้ามา และหลังการเลือกตั้ง เชื่อว่ามีนักการเมืองที่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองก็มี หรือ เข้ามาแต่ไม่เป็นแบบนั้นก็มี”

 

         เมื่อถามย้ำไปให้ลึกอีกนิด กับมุมมองกับนักการเมืองที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” เพื่อนทหารคนสนิท ท่ีร่วมรบ และทำงานการเมืองแบบเคียงบ่า บอกว่า “ผมเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ตั้งใจทำงาน เป็นคนดี จงรักภักดี แต่การเป็นผู้นำรัฐบาลนั้น จำเป็นต้องอาศัยคนจากหลายฝ่ายร่วมกันทำงาน เพราะนายกฯ​คนเดียวไม่สามารถทำทุกเรื่องให้สำเร็จได้ แต่การสั่งงานให้หน่วยงานออกไปทำ ต้องพิจารณาว่า เป็นไปตามความตั้งใจนั้นหรือไม่ แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยบริหารงาน บริหารคน สมัยเป็น ผบ.ทบ. แต่การบริหารประเทศไม่เหมือนกัน เพราะทหารมีระเบียบวินัย มีอุดมการณ์เดียวกัน แต่การเมืองนั้นมีความหลากหลาย จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ”

 

        กับเสี้ยวหนึ่งของมุมสบายและมุมมอง ของ “พล.อ.สิงห์ศึก” ฐานะที่สวมบทบาทนักการเมือง แน่นอนว่า อุดมการณ์ของอดีตชายชาติทหารยังคงมี แต่หลังจากนี้คงต้องมีบททดสอบ ครั้งใหญ่ เพื่อพิสูจน์ ว่า การทำงานเพื่อประเทศ หรือปกป้องชาตินั้น ในบทบาทนักการเมือง จะเป็นไปตามที่คาดหวังของประชาชนหรือไม่

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended