ภาพของ ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว บนปกนิตยสาร ฟอร์บส์ภาคภาษาไทย ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ในหัวข้อ "The Richest Musician ยืนยง โอภากุล คนจนผู้ยิ่งใหญ่ สู่อาณาจักร คาราบาวแดงหมื่นล้าน” ไม่เพียงเปิดใจศิลปินเพื่อชีวิตวัย 62 เท่านั้น แต่ยังได้ตอกย้ำถึงความสำเร็จของอาณาจักร “คาราบาวแดง" โดย "คาราบาวกรุ๊ป" ที่พร้อมก้าวไกลสู่ตลาดนานาชาติ ตั้งแต่ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ไปจนถึง ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกาแล้ว

               โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษ คาราบาวแดง ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลลีกคัพของอังกฤษ EFL cup เป็นเวลา 3 ปี และเปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น “ คาราบาว คัพ ” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

               มากกว่านั้นคือเป็นประกาศเอาจริงว่า คาราบาวแดง ไม่ได้มาเล่นๆ อีกต่อไปแล้ว คนที่ประกาศจริงทำจริงมาหลายปีแล้ว ต้องยกให้ “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” อีกแม่ทัพใหญ่ของ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เน้นกลยุทธ์ Music Marketing และ Sports Marketing มาตั้งแต่เริ่มต้น จนสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของไทยไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

               เมื่อเอ่ยถึง “คาราบาวแดง” ก็ย่อมต้องหมายถึง “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” ด้วยเช่นกัน เพราะหากขาดใครคนใดคนหนึ่ง เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์นี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้

 

 

               “คาราบาวแดง” ก่อกำเนิดจากความเป็นเพื่อนสองคนที่ผูกสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เดือนตุลา แต่ใครจะคาดคิดว่า คนต้นคิดทำธุรกิจคนแรกคือ “แอ๊ด คาราบาว”

               คนถูกชวนก็ไม่ขัด และยังเสนอเสริมเห็นด้วยว่า เขาเองก็มีสูตรเครื่องดื่มชูกำลังที่ทำไว้อยู่นานแล้วเหมือนกัน หลังจากนั้นก็เงียบไปพักหนึ่ง อีกฝ่ายก็คิดว่าเพื่อนศิลปินคงไม่จริงจังมากนัก

               “รายนี้เขาก็เห่ออะไรเป็นพักๆ ช่วงไหนเห่อมอเตอร์ไซค์ ก็จริงจังกับมัน อย่างช่วงเห่อปืนก็ปืน ตอนนี้ก็เรื่องไก่ชนอีกแล้ว ก็กลัวว่าแกจะเห่อเรื่องเครื่องดื่มชูกำลังไปพักเดียว ไม่คิดว่าพี่แอ๊ดจะเอาจริง หรือพูดเอาสนุก บ่นไป 3 วัน 5 วัน ก็เลิกแล้ว เพราะศิลปินมักวูบวาบ แต่พี่แอ๊ดมาหาผมแต่ละครั้งก็มีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโลโก้ แต่งเพลงมา...”

               เสถียรเล่าครั้งหนึ่ง พอเห็นเพื่อนเอาจริง มีหรือคนรักเพื่อนอย่างเขา ไม่พร้อมลุย แต่ก่อนลุยมีเช็กความมั่นใจในความเป็น “อาร์ตตัวพ่อ” เสียก่อน เพราะบทบาทนักธุรกิจไม่เหมือนศิลปิน

               “ไปหาลูกค้าพูดไม่เข้าหู อารมณ์เสีย ขายไม่ได้ เจ๊งนะ แต่พี่แอ๊ดบอกไม่ๆ เขาเข้าใจดีว่าธุรกิจคืออะไร เพราะเคยช่วยพ่อแม่ทำงานมาก่อน”

               เมื่อเพื่อนศิลปินตกปากรับคำแล้ว ก็พากันไปธนาคารเพื่อทำธุรกรรมการเงิน นำที่ดินจำนองแบงค์เพื่อมาหุ้นเปิดบริษัท ก้อนแรก 200 ล้านบาท จากนั้นจึงก่อร่างสร้างเปิดตัวในวันที่ 28 ตุลาคม 2545 และเติบโตขึ้นตามลำดับ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 12 ปีต่อมา พร้อมนำทัพ “คาราบาวแดง” บุกตลาดโลก

               สำหรับเสถียรกับแอ๊ด นั้นมีพื้นเพชีวิตคล้ายกัน ต่างเติบโตในครอบครัวการค้าเหมือนกัน ขณะที่แอ๊ดได้วิชาค้าขายจากคุณแม่ ส่วน เสถียร บ้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือ อยู่ จ.ฉะเชิงเทรา วันที่ตกลงลุยธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังกับแอ๊ดนั้น ผ่านประสบการณ์ธุรกิจมาแล้วหลายอย่าง ทั้งเจ้าของโรงงานตะปู, นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์, เจ้าของหมู่บ้านจัดสรร, โรงเบียร์ มาแล้ว

               เสถียร เริ่มทำงานตั้งแต่อายุได้ 11 ขวบ โดยเริ่มจากการหัดทำฝังพลอยหัวแหวน และขายเสื้อผ้าที่ตลาดพาหุรัด ทั้งเรียนทั้งทำงานไปพร้อมๆ กัน แต่ด้วยความขยันหมั่นเพียร เสถียร สามารถสอบเทียบชั้น ม.ศ.5 และเอนทรานซ์เข้า เรียนต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้เป็นผลสำเร็จ ตอนที่ เสถียร เข้าเรียนปี 1 เป็นลูกแม่โดมที่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์นั้น ตรงกับปี 2518 ที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ‘6 ตุลา’ นำพาไปสู่ยุค ‘ขวาพิฆาตซ้าย’ นักศึกษาถูกฆ่าทำลายตายไปหลายศพ

               เสถียร จึงตัดสินใจหลบหนีภัยเผด็จการเข้าไปอยู่ในป่า พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาปัญญาชนในขณะนั้นมากมายนับหมื่นคน ในนาม ‘นักรบ’ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายคง” ใช้ชีวิตแถบ “อีสานใต้” รอยต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีฐานที่มั่นอยู่ที่ อ.ตาพระยา จ.ปราจีนบุรี ชีวิตในป่า “สหายคง” ได้เข้าเรียนโรงเรียนการเมืองการทหารของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมเป็น “เสนารักษ์” ทำหน้าที่เป็น '“หมอทหาร” ฝึกทั้งฉีดยา ให้น้ำเกลือ และฝังเข็มให้กับบรรดาเพื่อนทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากชื่อ 'สหายคง' เพื่อนๆ จึงเรียกเป็น “หมอคง” ตามบทบาทภาระหน้าที่ในขณะนั้น และเรียกกันติดปากมากระทั่งหลังออกป่ามาแล้ว

               ส่วนแอ๊ดนั้น ตามเข้าไปสมทบภายหลัง โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายเชี่ยว” มีหน้าที่เป็น ‘ม้าเร็ว’ วิ่งรอกส่งจดหมาย และเสบียงกรังให้พวกพ้องร่วมอุดมการณ์ ในแถบป่าอีสานใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ “สหายคง” ปฏิบัติงานอยู่แถวนั้น ถือว่าร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

               ปี 2523 สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย บรรดาปัญญาชนคนหนุ่มคนสาวก็เริ่มทยอยกันออกมาจากป่ากลับเข้าสู่เมือง “สหายเชี่ยว” ไปเรียนหนังสือที่ฟิลิปปินส์ ส่วน “สหายคง” ทำธุรกิจเป็นโรงงานทำตะปู ที่ จ.สมุทรปราการ เป็นอย่างแรก

               โชคชะตานำพา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เติบโตสุดขีด ธุรกิจจึงดีไปด้วย จึงหาซื้อที่ดินใหม่เพื่อขยายโรงงาน

               คนจะรวยช่วยไม่ได้ ปรากฏว่าพอซื้อที่ 1 ไร่มาแล้ว ถมดินเสร็จยังไม่ทันสร้างโรงงาน มีคนมาขอซื้อได้กำไรล้านกว่าบาท จึงจุดประกายให้เขาเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และหมู่บ้านจัดสรร ก่อนร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดเป็นผับเพลงเพื่อชีวิตและเพลงลูกทุ่ง ชื่อ ‘ตะวันแดงสาดแสงเดือน’ ย่านคลองตัน และเปิด ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ ในปี 2542 กระทั่งปี 2545 ที่ทั้งสองสหายได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังของไทย นับแต่นั้นมาก็สร้างความเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุด

               บริษัทคาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ถือหุ้นในบริษัทย่อยรวมสามบริษัท (CBD, APG และ DCM) เพื่อดำเนินธุรกิจ ผลิต ทำการตลาด และจัดจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลัง “คาราบาวแดง” ทั้งในแบบขวดและแบบกระป๋อง รวมทั้งเครื่องดื่มเกลือแร่ “สตาร์ท พลัส”

               ส่วน “คาราบาวแดง” ในต่างประเทศนั้น รู้จักกันในชื่อ “Carabao energy drink” โดยมีให้เลือกหลายรสชาติ ทั้ง สูตรออริจินัล, สูตร SugarFreeไม่มีน้ำตาล และ สูตร Green Apple จากนี้ไปโลโก้คาราบาวแดงไม่เพียงอยู่บนป้ายโฆษณาเท่านั้น แต่จะไปอยู่บนเสื้อนักฟุตบอลและทุกสินค้าที่เกี่ยวกับฟุตบอล “คาราบาว คัพ” ด้วย

 

 

               เคล็ดลับหนึ่งของ “เสถียร” ในการทำธุรกิจคือ “กินทีละคำ ทำทีละเมือง” ที่เริ่มต้นล้มยักษ์ได้โดยเริ่มจาก “สุพรรณฯ” บ้านเกิดแอ๊ด ก่อนขยายไปทีละจังหวัด และแม้แต่ในกัมพูชาเองก็เหมือนกัน ที่ศึกษากลยุทธ์รอบด้าน เช่น ห้ามมิให้ส่งเสริมการตลาดด้วยการขายขูดรางวัลข้างกระป๋อง ก็มีกลยุทธแจกรถมอเตอร์ไซค์, สร้อยคอทองคำ ไปจนถึง ดื่มฟรี 1 กระป๋อง ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนยุโรปจะมีอะไรที่เข้ากันกับเครื่องดื่มคาราบาวแดงได้ดีเท่ากับฟุตบอล

               อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ คาราบาวแดง ก้าวไปอย่างมั่นคงตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เพราะคำมั่นของเพื่อนโดยแท้ ขณะที่แอ๊ด ทำหน้าที่มากกว่าศิลปิน อีกฝ่ายจึงพร้อมเดินหน้าสู่ตลาดระดับโลกอย่างเต็มที่

               โดยเฉพาะ “แม่ทัพเสถียร” นั้น เตรียมเซอร์ไพรส์อะไรให้กับวงการไว้อีกมากมาย

               ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ แม่ทัพเสถียร เคยขึ้นปก นิตยสาร Forbes Thailand ในฐานะมหาเศรษฐีมาแล้วเช่นเดียวกัน ก่อนจะถึงคิวสหายเพื่อนรัก!!

 

 

-----------------------------

ขอบคุณภาพจาก "คาราบาวกรุ๊ป"  Forbes Thailand Magazine และ CarabaoUK