กรณีของ “โกตี๋” แกนนำองค์กรสหพันธรัฐไท ที่มีคำถามมากมายว่า จะนำตัวเขามาดำเนินคดีในเมืองไทยได้หรือไม่?

          อำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันติดตามเอาตัวโกตี๋ มารับโทษว่า เรื่องนี้เป็นไปตามอำนาจของ พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนปี 51 โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานสอบสวน ตั้งเรื่องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนมา เพื่อการสอบสวนส่งมายังสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา และส่งหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนังสือที่ระบุถึงเหตุผลในการติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องบรรยายว่า รูปคดีไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง การทหาร แต่เป็นคดีอาชญากรรมทั่วไป 

          เมื่อกระทรวงการต่างประเทศส่งหนังสือไปยัง สปป.ลาวแล้ว ทางลาวก็จะนำคดีเข้าสู่การพิจารณาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งศาลประชาชนลาว จะพิจารณาว่าคดีเข้าเงื่อนไขการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่

          อธิบดีอัยการฯ ระบุชัดว่า คดีที่จะเข้าข่ายเป็นคดีการเมืองนั้น ผู้ต้องหาต้องมีลักษณะเป็นผู้นำทางการเมือง แล้วมีการหลบหนีหรืออ้างว่าถูกกลั่นแกล้งกันเป็นเรื่องการเมือง แต่ข้อหารูปคดีนี้เป็นเรื่องอาชญากรรมไม่เข้าเงื่อนไขที่จะไม่ส่งตัว แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นกับทางการลาวเป็นสำคัญ

          ล่าสุด 25 มี.ค.2560 สุรชัย แซ่ด่าน ประธานกลุ่มแดงสยาม ซึ่งพำนักอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้จัดรายการทางออกประเทศไทย ออกทางยูทู้ป โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของโกตี๋ ไม่เกี่ยวกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” และการที่เครือข่ายโกตี๋ ถูกจับกุมพร้อมอาวุธนั้น เป็นเรื่อง “ปลาหมอตายเพราะปาก” 

          "สุรชัย" ยังเปิดเผยว่า ทาง คสช.พยายามเจรจากับทางการลาวมาหลายครั้ง เรื่องที่จะขอตัว "ผู้ต้องหาคดี 112" ไปดำเนินคดีในเมืองไทย แต่ทางการลาวส่งตัวให้ไม่ได้ เพราะ สปป.ลาว ไม่มี "กฎหมายเกี่ยวกับคดี 112" (สปป.ลาว ปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ)  

          “วันก่อน เลขาฯ สมช.มาพบกับเจ้าหน้าที่ทางนี้ เอารูปถ่ายบ้านพักมากาง และระบุว่า คนนั้น คนนี้ อยู่บ้านเลขที่เท่านั้นเท่านี้ ทางประเทศนี้เขาก็เฉย อย่างดีเขาก็ตอบแบบสุภาพว่า จะหาตัวให้” สุรชัย กล่าว 

          แม้ในการพูดออกยูทู้ป “สุรชัย” ไม่ระบุชื่อประเทศลาว ก็เป็นที่รู้กันอยู่หมายถึงประเทศใด ที่ให้พวกเขาพำนักอาศัย และสุรชัยบอกว่า “ทางเขาเห็นแก่มนุษยธรรม จึงให้พวกเราอาศัยอยู่ แบบว่าหนีร้อนมาพึงเย็น”

          ประเด็นว่า ลาวเห็นแก่มนุษยธรรม และในความเป็นมิตรสหายในอดีต ระหว่างพรรคประชาชนปฏิวัติลาว กับขบวนการปฏิวัติไทย ปี 2520-2523 สุรชัยก็เคยพูดในรายการทางออกประเทศไทย

          อย่างไรก็ดี กรณีโกตี๋กับอาวุธนั้น สุรชัย ยอมรับว่า มันหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ทางการลาว เพราะไม่ใช่คดี 112 แต่เป็นคดีก่อการร้าย เขาจึงแนะนำให้โกตี๋ กับชูชีพ ชีวสุทธิ์ ออกจากประเทศลาว เพื่อความสบายใจของคนที่ให้พวกตนอาศัยอยู่

          เดิมทีช่วงหลังรัฐประหาร 2557 “สุรชัย” กับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และโกตี๋ อยู่ในอพาร์ทเมนท์เดียวที่กัมพูชา เมื่อ “จารุพงศ์” แยกตัวไปสหรัฐฯ สุรชัยและโกตี๋ ก็เดินทางมา สปป.ลาว แรกๆ ก็อยู่ด้วยกัน และโกตี๋ย้ายออกจากนครเวียงจันทน์ ไปขายก๋วยเตี๋ยวที่หลวงพระบาง

          เมื่อ ชูชีพ ชีวสุทธิ์ ทำสถานีวิทยุใต้ดิน ก็จึงชวนโกตี๋มาร่วมงานด้วย ทำให้ในเมืองลาว มี 2 กลุ่มจัดรายการวิทยุทางยูทู้ป คือ กลุ่มโกตี๋-ชูชีพ กับกลุ่มสุรชัย

          ปลายปีที่แล้ว สองกลุ่มนี้ทะเลาะกันเรื่องแม่ยกพ่อยก ที่ส่งเงินทองมาสนับสนุน จึงแยกทางกันเดิน

          โกตี๋-ชูชีพ หันมาชูแนวทาง “สหพันธรัฐไท” ส่วนสุรชัย และอาจารย์หวาน-สุดา รังกุพันธุ์ ยึดแนวทาง “สาธารณรัฐ”

          คืนวันเดียวกัน(25 มี,ค.) ชูชีพ ในนาม “ลุงสนามหลวง” จัดรายการ “เพื่อสหพันธรัฐไท” ได้ตอบโต้สุรชัย แซ่ด่าน ว่าเป็นพวกบิดเบือนแนวคิด “ล้มสถาบันเบื้องสูง” และเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ 

          ช่วงหลัง สมัยโกตี๋ ยังจัดรายการอยู่ สองกลุ่มนี้ต่างโต้ตอบกันไปมา ถึงขั้นด่าทอกันกลางอากาศ

          มาวันนี้ โกตี๋ถูกบีบให้หยุดจัดรายการก็จริง(บางกระแสว่า ออกนอกประเทศลาวไปแล้ว) แต่พลพรรคโกตี๋ และกลุ่มสุรชัย ยังจัดรายการทางยูทู้ปได้ตามปกติ โดยใช้นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นฐานพักพิง