เมื่อวันที่ 12 มกราคม 64 พ.ต.อ.นนทวร สีอินทร์ ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ สั่งการให้  พ.ต.ต.สมพงษ์  นาคบาง สวป.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ กำลังเจ้าหน้า ที่ตำรวจภูธรเมืองอุรดิตถ์ จำนวน 3 นาย พร้อมหมายจับจากศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าทำการจับกุมพระเรืองชัย ถาวโร หรือนายสิวพจน์ เล็กอุทัยธร หรือนายเรืองชัย เล็กอุทัย อายุ 70 ปี อยู่บ้านเลขที่ xx ถนนสุขเกษม ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ผู้ต้องหากระทำความผิด ฐานขับรถยนต์กระบะแคป ยี่ห้ออีซูซุ สีบอรนเงิน หมายเลขทะเบียน บต 869 อุตรดิตถ์ โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย เหตุเกิดที่บริเวณสามแยกห้วยไผ่ แล้วหลบหนีคดี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2562

ขณะที่ผู้ต้องหาแต่งกายในชุดพระสงฆ์ สวมใส่ชุดอังสะกับสบง นำจีวรมาพาดบ่า โดยไม่ห่มจีวรคุมกายเหมือนพระสงฆ์ทั่วไป ได้ขับรถยนต์กระบะคันก่อเหตุมาทำธุระที่บริเวณตลาด1 ขับจอดบริเวณหน้าคลีนิคหมอขวัญณรีและจอดแนวย้อนศร บริเวณฝั่งประตูด้านข้างคนขับมีร่องรอยความเสียหายการเฉี่ยวชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุมระหว่างนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าสำนักงานคลีนิคดังกล่าว ด้วยการแสดงหมายจับกุมจากศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมเชิญตัวผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์

 

 

ต่อมา พ.ต.ท.เวช  เทียบน้ำอ่าง รอง ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ หัวหน้าชุดสอบสวน พร้อมด้วยนางจรรยา รัตนเลขา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุตรดิตถ์ และพระกฤษณพงศ์ กิตติโก เลขานุการ พระวินัยสาทร เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์-พิษณุโลก (ธรรมยุต) ร่วมสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เคยบวชเป็นพระสงฆ์มานานกว่า 20 ปี และเคยสึกออกไปแล้ว จากนั้นกลับมาบวชเป็นพระใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2549 นานถึง 14 ปี อยู่ทางภาคเหนือ สังกัดธรรมยุต แต่ไม่ยอมบอกว่าบวชอีกครั้งกับพระที่วัดไหน ได้แต่พูดจาวกวนไปมาตลอด อ้างเป็นสิทธิ์ที่จะไม่บอกหวั่นเสื่อมเสียชื่อเสียงวัดที่บวชให้ เมื่อสอบถามเรื่องสูติบัตรพระมีหรือไม่ ตอบว่าไม่มี ถามย้อนเจ้าหน้าที่จะถามทำไม บวชก็คือบวช ใช้เวลาสอบสวนนานกว่า 1 ชั่วโมง 

จากนั้นให้ผู้ต้องหาอยู่ในชุดผ้าเหลืองเปล่งวาจาลาสิกขาเพื่อขาดจากความเป็นสมณเพศขาดจากความเป็นพระ แต่เจ้าตัวไม่ยอมลาสิกขา เจ้าหน้าที่ตรวจค้นย่ามสีเหลืองที่ติดตัวมาด้วย เพื่อค้นหาหลักฐานและเอกสารการบวชเป็นพระ ไม่พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเป็นพระหรือเอกสารที่บวชเป็นพระแต่อย่างใด 

 

 

เจ้าหน้าที่เชื่อมั่นว่าไม่ได้บวชเป็นพระจริง เพียงแต่แต่งกายคล้ายพระและยังทราบถึงพฤติ กรรมของผู้ต้องหาที่อ้างว่าเป็นพระ อาศัยหลับนอนอยู่บ้านของตนเอง ซึ่งเป็นตึกห้องแถวบริเวณถนนบรมอาสน์ เขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ใกล้กับบริเวณสามแยกห้วยไผ่จุดเกิดเหตุ มานานหลายปี ไม่เคยจำพรรษาอยู่วัด แต่อาศัยนอนอยู่บ้านตึกแถวมาตลอด เวลาไปไหนมาไหนมักจะขับรถคันก่อเหตุไปด้วย มักจะแต่งกายในชุดอังสะกับสบงตลอด โดยที่ไม่สวมจีวรห่มกาย เป็นที่ติฉินนินทาต่อคนทั่วไปที่พบเห็น สร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงการพระพุทธศาสนาในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นอย่างมาก

 

ในส่วนของสำนักพุทธศาสนาจังหวัดอุตรดิตถ์และพระเลขาเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ (ธรรมยุต) สรุปเรื่องแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ 3 ข้อ 1.แต่งกายคล้ายพระภิกษุสงฆ์ 2.ไม่อยู่วัดเป็นหลักแหล่ง 3.ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 

ทั้งนี้ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกันถอดจีวรแล้วนำชุดขาวที่จัดเตรียมเอาไว้ให้สวมใส่แทน จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนและส่งศาลดำเนินคดีต่อไป.

สมภพ  สินพิพัฒนฤดี ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดอุตรดิตถ์