วันที่ 14 ก.ย. 2563 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมที่ว่าการ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอแม่สาย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการฝ่ายไทย หอการค้าแม่สาย และตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกฝ่ายไทย ร่วมประชุมหารือกับนายซาน เมี่ยซอ นายอำเภอท่าขี้เหล็ก นายด่านศุลกากรท่าขึ้เหล็ก, ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองท่าขี้เหล็ก, สาธารณสุขท่าขี้เหล็ก, หอการค้าท่าขี้เหล็ก, ตัวแทนผู้ประกอบการ ส่งออก-นำเข้า ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ผลการประชุมยังไม่มีข้อยุติ โดยฝ่ายไทยต้องการให้เมียนมาจอดรถตู้ขนส่งสินค้าไว้ที่ด่านพรมแดน สะพาน 2 (ปัจจุบันมี 200 กว่าคัน) โดยไม่ให้ขับล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย (นอกบริเวณสะพาน2) แต่เมียนมาอยากให้เข้ามาเพราะปกติจะเข้ามาขนสินค้าที่โกดังในเขต อ.แม่สาย หากจอดที่ด่านสะพาน 2 จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายอีก และทางเมียนมาเสนอว่าหากไทยห้ามรถจากเมียนมาเข้ามาในประเทศไทย เมียนมาก็จะห้ามไม่ให้รถบรรทุกสินค้าจากประเทศไทยเข้าไปในท่าขี้เหล็กเช่นกัน

โดยเมียนมาระบุว่าหากตกลงกันไม่ได้ในระดับท้องถิ่นมีอำนาจปิดสะพาน 2 ได้ ทำให้ทางนายอำเภอแม่สายขอหารือกับผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ก่อน คาดว่าใช้เวลาอีก ประมาน 2-3 วัน ละจึงจะแจ้งไปยังฝ่ายเมียนมาอีกครั้งเพื่อหาข้อยุติที่พึงพอใจทั้ง 2 ฝ่าย เพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะทำอย่างไร ฝ่ายไทยก็ไม่อยากให้รถตู้ขนของเข้ามามากเกินไปเพราะบางครั้งรถตู้ขนสินค้าบางครั้งข้ามมาแต่ไม่ได้ซื้อสินค้ากลับไป แต่กลับขับรถเปล่ากลับ ซึ่งถ้าจะอ้างว่าข้ามมาซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค แต่รถตู้บางคันกลับไม่ใส่อะไรกลับไป จึงอยากให้ทบทวนการข้ามสัญจรไปมา ของรถตู้ขนสินค้า ว่าควร ข้ามไป-มา เฉพาะขนสินค้าจริงๆ

ส่วนฝ่ายเมียนมาได้แจ้งว่าปัจจุบันนี้ ยังต้องพึ่งสินค้าจากไทยเพื่อการอุปโภค บริโภค หากไม่ให้รถขนสินค้าเข้าไปในเขต อ.แม่สาย ก็จะต้องมีการจ้างแรงงานเพื่อการขนส่งเพิ่มทำให้ต้นทุนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายเงินมากขึ้น ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงโควิด -19 กำลังระบาดหนักในเมืองย่างกุ้งและรัฐยะไข่ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมในเมียนมา ตกต่ำ หากราคาสินค้าราคาแพงมากผู้บริโภคอาจจะลำบากมากขึ้น จึงเป็นห่วงปัญหาจุดนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เห็นว่าควรนำเรื่องที่ประชุมในวันนี้เข้าปรึกษาผู้ว่าราชการ ท่าขี้เหลเช่นเดียวกัน

บัณฑิตย์  พันธ์พลากร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย