วันที่ 14 มีนาคม 25632เวลา 13.00 น. ถึงตัวเลขจากรายงานเฝ้าระวังโรคติดเชื้อโคโรน่า 2019 ศูนย์ปฏิบัติการณ์โต้ตอบภาวะฉุกเฉิน สนง.สาธษรณสุข จ.อุดรธานี สรุปตัวเลขแรงงานที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงของ จ.อุดรธานี เพื่อกักตัวเองที่บ้าน 14 วัน ถึงขณะนี้มีผู้เดินทางกลับ รวม 1,212 คน ครบระยะกักตัวเองครบ 14 วันแล้ว 532 คน ยังไม่ครบ 680 คน เข้าเกณฑ?ตรวจเสมหะหาเชื้อ 62 คน รู้ผลแล้วไม่พบเชื้อ 60 คน รอผลตรวจ 2 คน ผู้ป่วยยืนยัน 0 คน

 

 

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขต อ.เพ็ญ ซึ่งที่หมู่บ้านแห่งนี้มีแรงงานที่ไปทำงานที่ประเทศเกาหลี เดินทางกลับมาถึง 2 คน โดยคนแรกเป็นหญิง ที่เดินทางกลับมา แล้วไปกักตัวอยู่ที่ ศูนย์กักกันผู้ที่เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงโรคโควิด 19 อุดรธานี ที่ กก.ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ก่อนที่จังหวัดจะปิดศูนย์ฯแห่งนี้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา

ส่วนอีกรายเป็นชาย ที่เพิ่งเดินทางมาจาก ศูนย์กักกันโรค ที่อ่าวดงตาล ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี ที่เดินทางมาถึง จุดพักและบริการบุคคลที่เดินทางทางมากจากประเทศพื้นที่เสี่ยง ก่อนที่จะกระจายเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเอง ที่กองร้อย อส.จ.อุดรธานี เมื่อคืนที่ผ่านมา ที่เพิ่งกักตัวเองที่บ้านได้เพียง 1 คืน ซึ่งแรงงานทั้ง 2 คน เป็นญาติพี่น้องกัน ที่อาศัยบ้านขอองตัวเองเป็นที่กักตัวเอง ขณะที่คนในบ้าน ได้ย้ายออกไปอยู่บ้านญาติพี่น้อง ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

โดยบ้านทั้ง 2 หลังที่อยู่ติดกัน นำป้ายเขียนข้อความติดไว้ที่หน้าบ้านว่า “บ้านหลังนี้กลับจากเกาหลี ถึงบ่แม่นผีน้อยก็กักตัวคือเก่า เพื่อความปลอดภัยต่อครอบครัวและสังคม ครบ 14 วัน มื้อใด๋ค่อยพ้อกันเด้อครับ มีธุระติดต่อมาได้ Tel 09XXXXXXXX ขอบคุณครับ” ส่วนอีกหลังติดป้ายข้อความที่หน้าบ้านเช่นกันว่า “บ้านนี้กลับจากเกาหลี อย่าฟ้าวมาถามกินเหล้ากับลาบเด้อ ให้กักตัวครบ 14 มื้อก่อน มีหยังก็ให้โทรมานี้เด้อ 06XXXXXXXX ขอบคุณจ้า” โดยมีนางเอ นามสมมุติ ที่เป็นพี่สาวของแรงงานหญิง และเป็นภรรยาของแรงงานชาย ที่เป็นผู้คอยดูแล สอบถามอาการ และมาสอบถามว่า อาหารมื้อเย็นว่าทั้ง 2 คน อยากจะกินอะไร

 

 

น.ส.เอ นามสมมุติ แรงงานหญิง ที่กักตัวเองอยู่ เปิดเผยว่า วันนี้มากักตัวเองอยู่ที่บ้านเป็นวันที่ 3 แล้ว ซึ่งตั้งแต่กลับมาจากเกาหลี ก็ถูกกักตัวที่สนามบิน แล้วเขาก็นำตัวมาส่งที่ค่ายที่อุดรธานี อยู่ที่นั่น 4 คืน 5 วัน รวมกักตัวเองได้ 8 วันแล้ว ซึ่งตอนนี้เหลืออีก 6 วัน ก็ตื่นเต้น รอลุ้นอยู่ว่าจะมีอะไรหรือไม่ ซึ่งมาอบุ่แบบนี่เราก็ทำตามคำแนะนำตลอด ทั้งวัดไข้ตอนเช้า ไม่ออกไปสัมผัสผู้คน และช่วงตั้งแต่กักตัวมายังไม่มีอาการไข้หรืออาการอื่นแต่อย่างใด และเมื่อกลับมากักตัวเองที่บ้าน ได้ปิดป้ายเอาไว้ที่หน้าบ้าน เพราะอยากให้คนภายนอกรู้ กลัวเขาจะเข้ามาหาในบ้าน เพราะถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเราจะเป็นหรือไม่เป็นโรค เป็นการป้องกันไว้ก่อน

 

 

“เรามากักตัวอยู่ที่บ้านไม่ได้ไหไหน แต่ก็ไม่อึดอัด เพราะว่าเป็นบ้านของตัวเอง ซึ่งพ่อแม่ญาติลูก ยอมย้ายไปอยู่ที่อื่นให้เราได้อยู่ที่บ้าน เพื่อให้เราได้อยู่อย่างสบาย และเพื่อความปลอดภัยด้วย คิดว่าทำแบบนี้มันเป็นเรื่องที่ดี ส่วนเพื่อนบ้านและคนในหมู่บ้าน ก็มีมาถามข่าวบ้าง แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาตั้งแง่รังเกียจ เพราะว่าเขาเข้าใจว่า เชื้อมันก็ไม่ได้ติดกันง่าย ส่วนตอนกลางวันกักตัวอยู่ที่บ้าน ก็จะดูหนัง ฟังเพลง เล่นโทรศัพท์คุยกับเพื่อนไปก็ทำให้เราที่กักตัวอยู่คนเดียวไม่เหงา ไม่คิดมาก”

 

 

แรงงานหญิงคนนี้ บอกด้วยว่า หลังครบ 14 วันที่กักตัวเองแล้ว สิ่งแรกที่จะทำ คือ จะกอดแม่ กอดลูก ที่ไปอยู่บ้านญาติพี่น้องในหมู่บ้านนี้ และขอฝากไปถึงแรงงานที่กลับบ้านกักตัวเอง อย่าไปซีเรียสไม่ต้องคิดมาก ที่เขาให้ทำแบบนี้มันก็ดีแล้ว เป็นผลดีกับคนในครอบครัวของเรา กับคนที่เรารักด้วย เพราะตัวเราเองก็ไม่รู้ว่าจะติดโรคนี้มาหรือไม่ รวมทั้งคนรอบข้างคนในหมู่บ้านได้สบายใจ แต่ก็มีบางที่คนเขาไม่พอใจโวยวายว่า ทำไมต้องมากักตัวด้วย ทำไมต้องเรื่องมาก ก็อยากให้เขาคิดถึงคนในครอบครัวให้มากด้วย ว่าทำอย่างนี้ก็ดีแล้ว เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

 

 

 

 

ด้านแรงงานชาย นายน้อย นามสมมุติ ที่กักตัวเองที่บ้านเช่นกัน เปิดเผยว่า เพิ่มมากักตัวเองที่บ้านเมื่อคืนนี้เป็นคืนแรกตอนนี้สบายดี โดนทางบ้านได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้แล้ว โดยภรรยาของคนก็ไปอาศัยอยู่บ้านญาติพี่น้อง การมากักตัวแบบนี้ตนอยู่ได้สบายมาก ซ่างเหลือเวลาอีก 9 วันก็จะครบกำหนด 14 วัน ซึ่งน้องภรรยาที่กักตัวอยู่บ้านติดกันเขาพ้นกำหนดกักตัวก่อน ถึงว่าอยู่บ้าน แต่มันก็ไม่ได้สบายเหมือนเดิม คือเราจะออกไปไหนมาไหนไม่ได้ แต่ก็อยู่ได้เพราะเหลืออีก 9 วัน ซึ่งตอนนี้เราก็ทำตามคำแนะนำของหมอที่แนะนำทุกขั้นตอน ก่อนส่งตัวมาบ้าน และก็ไม่มีไข้อะไร และก็มี อสม.ที่เขาจะเข้ามาดูแลจนครบกำหนดกักตัว  

ส่วน นางบี นามสมมุติ ภรรยานายน้อย และเป็นพี่สาวของ น.ส.เอ แรงงานเกาหลีที่กักตัวเองที่บ้าน เปิดเผยว่า ตนมีหน้าที่ดูและทั้งน้องสาว และสามี ที่มากักตัวที่บ้าน โดยตอนเช้าทำอาหารอีสานมาให้กิน ส่วนการที่ต้องมาดูแลคคนในครอบครัวที่มากักตัวถึง 2 คน เรื่องนี้เราไม่หนักใจ โดยก่อนหน้าเมื่อทราบว่าทั้งน้องสาวและสามีจะกลับมากักตัว ก็ย้ายพ่อไปอยู่ที่กระท่อมนา แม่ไปอยู่บ้านน้องสะใภ้ ซึ่งทุกคนเขาใจ ถึงอยากจะมากอดลูกก็ต้องรอให้พ้นกำหนด 14 วันก่อน ไม่ได้หนักใจอะไรที่ต้องดูแลคนถึง 2 คน ส่วนเพื่อบ้านเราก็บอกเขาว่า เชื้อโรคนี้มันไม่ได้ติดกันง่าย ๆ มันจะติดต่อด้วยการสัมผัส แล้วก็น้ำลาย น้ำมูก ถ้าเราไม่ไปสัมผัสโดยตรงก็ไม่เป็นไร ก็ให้อยู่ห่าง ๆ กันไว้ ซึ่งเป็นความรู้จากเจ้าหน้าที่ที่แนะนำมา

“ทราบว่าวันนี้ก็จะมีแรงงานคนบ้านนี้ที่มาจากไต้หวัน ก็จะกลับมาบ้านมากักตัวอีก ซึ่งคนในหมู่บ้านเราเขาเข้าใจ ไม่มีใครที่จะมาต่อต้านเป็นโชคดีของบ้านเรา ส่วนหลังจากที่สามีและน้องสาวพ้นกำหนดกักตัว ยังไม่ได้คิดว่าจะพากันไปไหน เพราะเขาบอกว่าถึงพ้น 14 วันไปแล้ว ก็อย่าเพิ่งไว้ใจ ก็คงต้องดูอาการต่อไปอีกเรื่อย ๆ และหากจะไปไหนก็คงจะไม่ไปในที่ที่มีคนมาก ๆ กลัวคนเขาจะว่าเราให้ ฝากถึงคนที่จะต้องดูแลญาติพี่น้องที่กักตัวที่บ้านว่า ไม่ต้องหนักใจ ให้ดูแลกันไป ให้กำลังใจเขา เพราะว่าเขาเป็นคนที่ไปทำงานหารายได้ให้ครอบครัวของเรา อย่าไปคิดมาก เมื่อเช้าก็บอกสามีไปว่าอย่ามาคิดมาก มีไรต้องบอก ถามว่าอึดอัดใจไหม เขาก็บอกว่าไม่เป็นไรเขาอยู่ได้ ไปอยู่ทำงานที่เกาหลี 4-5 แล้ว มาอยู่แค่นี้มันนิดเดียวเอง”

นายต้อม นามสมมุติ เพื่อนบ้านที่บ้านอย่าฝั่งตรงข้ามกับบ้านเรงงานทั้ง 2 คน เปิดเผยว่า การที่มีเพื่อนบ้านมากักตัวเองอยู่ใกล้ ๆ เราก็รู้สึกกังวลบ้าง แต่เราก็กระตือรือร้นติดตามข่าวของกระทรวงสาธารณสุขที่เขาเผยแพร่ข้อมูล วิธีการป้องกัน เราเลยไม่ซีเรียสไม่ได้ไปแอนตี้อะไรเขา เพราะส่างที่เรารู้มาทำให้สามารถป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวได้ โดยไม่พยายามเข้าไปใกล้กับผู้ที่มีความเสี่ยง สวมใส่หน้ากากป้องกัน แต่เราก็พูดคุยกันได้ในระยะห่าง ไม่มีสัมผัสเขา ไม่เข้าไปในสถานที่ที่เขากักตัวเอง ทำแบบนี้เราก็ปลอดภัยแล้ว และอยู่ร่วมกันได้ไม่มีปัญหา

“อยากฝากไปถึงคนที่อื่นที่มีการต่อต้านคนที่จะมากักตัวเองที่บ้านว่า เราคงซีเรียสมากไป หรือได้รับข่าวสารที่ผิด ๆ เพราะจริงแล้ว มันไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงถ้าหากเรารู้ถึงวิธีป้องกันตัวเอง มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่า จะสามารถป้องกันตัวเองได้แค่ไหน และรับผิดชอบตัวเองได้แค่ไหน เมื่อเขามากักตัวเองที่บ้านเขาก็ไม่ได้ออกไปไหน เราก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับเขา มันก็เหมือนปกติทั่วไป เพียงแต่ใช้เวลากักบ้างนิดหน่อยพอผ่านระยะนั้นไปมันก็คือจบ”

นายต้อม บอกอีกว่า ส่วนที่มีข่าวอุดรธานี มีผีน้อยกลับมามากที่สุด กลัวจะระบาดไหม ถ้าถามว่ากลัวไหม ตอบได้เลยว่ากลัว แต่เราก็ ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรมากมาย เพราะว่าความจริงมันหลีกเลี่ยงไม่ได้  เพราะเขาต้องกลับบ้าน ขึ้นอยู่กับว่าวิธีการป้องกันของตัวเราเอง ไม่มีใครที่เขาต้องการเอาเชื้อนี้มาแพร่อยู่แล้ว แต่ว่ามันเป็นเหตุสุดวิสัย เราก็ต้องให้โอกาสเขาด้วย”

 

 

 

 

 

นายกฤษดา  จันทร์ดวง ผู้สื่อข่าว  ภูมิภาค จ.อุดรธานี คมชัดลึก