royal coronation
11 ธันวาคม 2562
ภูมิภาค

หนุ่มร้องสื่อ พาเด็กขายน้ำมะพร้าว กลับโดน พมจ.ภูเก็ตจับ

4 พฤศจิกายน 2562 - 10:13 น.
ขายน้ำมะพร้าว,ถูก พมจับกุม,นครศรีธรรมราช,ค้ามนุษย์
Shares :
เปิดอ่าน 2,134 ครั้ง

หนุ่มเมืองคอนพร้อมญาติ ๆ ร้องสื่อ โดน พม.จับค้ามนุษย์หลังนำเด็ก 5 คนขายน้ำมะพร้าว พ่อแม่และญาติ ๆ เด็กยืนยันอนุญาตให้หลานไปช่วยหารายได้จุนเจือครอบครัว

คลิปที่ 1

(4 พ.ย.) ที่ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีนายวัชชิระ พูลช่วย อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที 40/136 ถนนพัฒนาการคูขวาง  ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมญาติ ๆ เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากกรณีที่นายวัชชิระ นำเด็ก ๆ ซึ่งเป็นญาติ ๆ และลูกหลานของคนในชุมชนอายุระหว่าง 12-17 ปีเดินทางไปขายน้ำมะพร้าวเพื่อหารายได้เสริมช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวในช่วงปิดเทอมตามแหล่งชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต  แต่ถูกเจ้าหน้าที่ พม.จังหวัดภูเก็ตจับกุม โดยระบุว่าเป็นการค้ามนุษย์และใช้แรงงานเด็กโดยผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามหลังจากคุมตัวตนพร้อมเด็ก จำนวน 5 คนส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมือง จ.ภูเก็ต ทางพนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีกับตนและปล่อยตัวตนมาชั่วคราวแต่ทางเจ้าหน้าที่ พม.ได้กัดตัวเด็ก ๆ ทั้ง 5 คนเอาไว้ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา

            นายวัชชิระ พูลช่วย กล่าวว่า ตนอยู่กินกับภรรยามีบุตรด้วยกัน 2 คน ๆ โต อายุ 3 ขวบเศษและคนสุดท้องอายุ 1 ขวบเศษ ครอบครัวของตนมีฐานะยากจนโดยตนยึดอาชีพขายน้ำมะพร้าวตามแหล่งชุมชนและตามร้านอาหาร สถานบันเทิงรวมทั้งตามตลาดนัดในจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาได้มีเด็กทั้ง 5 คนซึ่งเป็นญาติตนและลูกหลานของเพื่อนบ้านในชุมชนซึ่งทุกคนมีปัญหาทางครอบครัวโดยเฉพาะพ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับปู่ ย่า ป้า ลุง น้า อา ที่สำคัญทุกคนมีฐานะยากจน ได้มาช่วยเหลือตนขายน้ำมะพร้าวและตนได้ให้ค่าตอบแทนครั้งละ 100-200 บาทนำไปช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว  จนกระทั้งเมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาการขายน้ำมะพร้าวในจังหวัดนครศรีธรรมราชขายไม่ดี รายได้ลดลง ตนจึงคิดที่จะไปขายในจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ในขณะที่พ่อแม่และญาติ ๆ ของเด็กทั้ง 5 คนได้มามาขอร้องให้ตนนำเด็ก ๆ ที่อยู่ในช่วงปิดเทอมไปช่วยขายน้ำมะพร้าวด้วยจะได้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัวและนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม

             “ตนจึงยกครอบครัวพร้อมเด็ก  ๆ ทั้ง 5 คนเดินทางไปขายน้ำมะพร้าวใน จ.ภูเก็ต โดยได้ไปเช่าบ้านร้างริมทะเลในราคาเดือนละ 800 บาทอยู่อาศัย กินนอนรวมกันจำนวน 8-9 คน ซึ่งตนจะรับผิดชอบเรื่องอาหารการกินทั้งหมด  ในแต่ละวันตนจะนำน้ำมะพร้าวมาใส่ถุงทำเป็นชุด ๆ ละ 2 ถุงราคา ชุดละ 40 บาท และกำหนดว่าทุกคนจะต้องพยายามขายให้หมดคนละ 20-25 ถุง/วัน โดยตนจะให้ค่าจ้างคนละ 400 บาท/วัน จากนั้นได้ขับรถ จยย.พ่วงข้างนำเด็ก ๆ ทั้ง 5 คนตระเวนขายน้ำมะพร้าวตามแห่งท่องเที่ยวหรือตามชุมชนต่าง ๆ ส่วนใหญ่ทุกคนจะขายหมดตามเป้าหมาย ครอบครัวตนและเด็กทั้งหมดจะอยู่ใน จ.ภูเก็ตครั้งละ 10 วัน และเดินทางกลับมาอยู่นครศรีธรรมราช 7 วัน ซึ่งตนจะโอนเงินค่าจ้างของแต่ละคนให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองที่อยู่ใน จ.นครศรีธรรมราช 2-3 วัน/ครั้ง ในช่วง 10 วันเด็กจะได้รับค่าจ้างส่งให้กับทางบ้านประมาณ 3,000-4,000 บาท

นายวัชชิระ พูลช่วย กล่าวอีกว่าครั้งล่าสุดตนและครอบครัวพร้อมด้วยเด็กทั้ง 5 คนเดินมาจังหวัดภูเก็ตเพื่อขายน้ำมะพร้าวตามปกติ และในวันที่ 15 ต.ค. 2562 ได้มีเจ้าหน้าที่ พม.ภูเก็ตเดินทางมาที่บ้านเช่าของตนและสอบถามรายละเอียดเรื่องราวของการนำเด็กทั้งหมดมาขายน้ำมะพร้าว ตนจึงเล่ารายละเอียดเรื่องราวของตนและเด็กแต่ละคนให้เจ้าหน้าที่ พม.ทราบอย่างละเอียดพร้อมสอบถามว่าตนสามารถนำเด็ก ๆ ออกขายน้ำมะพร้าวได้หรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ พม.จึงแจ้งว่าสามารถทำได้แต่ได้แนะนำว่าไม่ควรให้เด็ก ๆ ขายเกินเวลา 22.00 น.ของทุกวัน ซึ่งตนก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จนเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2562 ตนนำเด็ก ๆ มาขายน้ำมะพร้าวบริเวณที่ว่าการอำเภอเมืองภูเก็ต แต่ถูกเจ้าหน้าที่ พม.จับกุมตัวเด็กทั้ง 5 คนเอาไว้และเดินทางไปตรวจค้นที่บ้านเช่าของตนก่อนจะแจ้งว่าตนมีความผิดฐานค้ามนุษย์และใช้แรงงานเด็กโดยผิดกฎหมาย จากนั้นได้ควบคุมตัวตนและเด็กทั้ง 5 คนส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามทางพนักงานสอบสวนได้สอบสวนปากคำตนและเด็ก ๆ ในเบื้องต้นและแจ้งว่ายังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ ดำเนินคดีกับตนได้เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ จะต้องรวบรวมพยานเพิ่มเติม ก่อนปล่อยตัวตนเป็นอิสระ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ พม.ไม่ยอมปล่อยตัวเด็กทั้ง 5 คน และได้นำเด็กทั้ง 5 คนไปดูแลกักตัวไว้ที่สถานสงเคราะห์บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.ภูเก็ต และแจ้งให้ตนกลับนำพ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กมาเซ็นชื่อรับตัวเด็ก แต่เมื่อผู้ปกครองเด็กเดินทางไปแสดงตัวและเซ็นชื่อขอรับเด็กกลับทางเจ้าหน้าที่ พม.ไม่ยอมปล่อยตัวเด็กทั้ง 5 คนกลับและยังกักตัวเด็กทั้ง 5 คนเอาไว้จนถึงปัจจุบันนี้

            “ตนสอบถามเจ้าหน้าที่ พม.ว่าจะต้องทำอย่างไร ทางเจ้าหน้าที่ พม.ระบุว่าตนจะต้องถูกดำเนินคดีฐานค้ามนุษย์และใช้แรงงานเด็กโดยผิดกฎหมายมีโทษจำคุกอย่างน้อย 10 ปีและปรับอีกนับแสนบาท ทำให้ตนทุกข์ใจเป็นอย่างมากเพราะหากตนถูกจำคุกนานถึง 10 ปี ปรับอีกนับแสนบาทครอบครัวตนทั้งเมียและลูกเล็ก ๆ 2 คนคงได้รับความลำบากเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสแน่นอน ตนยืนยันว่าไม่ได้ค้ามนุษย์ ไม่ได้บังคับ กักขัง หน่วงเหนี่ยวใช้แรงงานเด็กเลย พ่อแม่ ผู้ปกครองเด็กต่างรับรู้และขอร้องให้ตนรับเด็ก ๆ มาช่วยทำงานขายน้ำมะพร้าว ซึ่งผู้ปกรองเด็กแต่ละคนต่างขอบใจตนที่ช่วยเหลือเด็ก ๆให้มีงานทำหารายได้จุนเจือครอบครัว แต่กลายเป็นว่าตนมีความผิดฐานค้ามนุษย์และใช้แรงงานเด็ก ตนฐานะยากจนและไม่มีความรู้ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร จึงมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือจากสื่อมวลชนดังกล่าว”

ทางด้านนางจำปา แก้วคง อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/8 ซอยอินทนิน ถนนพัฒนาการคูขวาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่าเดิมครอบครัวมีด้วยกัน 3 คนพ่อแม่และลูก มีฐานะจนแร้นแค้น ไม่มีที่ทำมาหากินเป็นของตัวเอง ไม่มีที่อยู่อาศัย จึงได้มาสร้างเพิงพักอยู่ในที่คูเมืองเก่าซึ่งเป็นที่สาธารณะอาศัยอยู่มานานหลายปี จนลูกชายตนมีภรรยาและมีลูก 3 คนป่วยเป็นโรคหัวแตงโม 1 คน  และเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อตนล้มป่วยเป็นอัมพฤกษ์หลายปี ในขณะที่สามีทำงานรับจ้างทั่วไปและเก็บของเก่าขาย จนเมื่อปี 2552 นายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันท่านเป็น ส.ว. และคณะสื่อมวลชนได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ครอบครัวของตนพอลืมตาอ้าปากได้ แต่หลานที่ป่วยโรคหัวแตงโมได้เสียชีวิตไปแล้ว ในขณะที่ตนได้รับการรักษาจนสามารถเดินได้ตามปกติ ต่อมาลูกชายตนติดคุก ลูกสะใภ้ไปมีสามีใหม่ทิ้งลูก 2 คนไว้ให้ตนและสามีเลี้ยงดูปัจจุบันคนโตชื่อน้องเดี่ยว (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี 8 เดือน คนเล็กอายุ 8 ขวบ  หลังจบ ป.6 น้องเดียวได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานหารายได้จุนเจือครอบครัว โดยช่วยเก็บของเก่าขายและทำงานรับจ้างทุกอย่าง  และได้ไปช่วยนายวัชชิระ ขายน้ำมะพร้าวตามสถานบันเทิง ตามตลาดนัด นายวัชชระ ให้เงินมาใช้จ่ายครั้งละ 100-200 บาท  จนกระทั้งช่วงปิดเทอมที่ผ่านมานายวัชชิระ บอกว่าจะไปขายน้ำมะพร้าวที่ จ.ภูเก็ต ตนและเพื่อบ้านจึงมาขอให้นายวัชชระ พาน้องเดียวและเด็กในชุมชนซึ่งล้วนมีปัญหาครอบครัวไปช่วยขายน้ำมะพร้าวหาเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว จนถูกจับกุมดังกล่าว

            “ตนอนุญาตให้น้องเดียว ไปขายน้ำมะพร้าวกับนายวัชชิระที่ภูเก็ต โดยนายวัชชิระ ได้ให้จ้างคนละ 400 บาท/วัน ทำให้ครอบครัวตนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะน้องเดี่ยวพยายามเก็บเงินเพื่อเป็นค่าเสื้อผ้า ชุดนักเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการสมัครเรียน กศน.ในช่วงเปิดเทอมที่จะถึงนี้ หลังถูกจับกุม นายวัชชิระ ได้กลับมานครศรีธรรมราช ก่อนจะพาตนและญาติ ๆ ของเด็กทุกคนเดินทางไป จ.ภูเก็ตติดต่อกับเจ้าหน้าที่ พม.เพื่อขอรับตัวหลานกลับบ้านแต่หลังจากที่ตนและญาติของเด็ก ๆ ทั้ง 5 คนเซ็นชื่อเพื่อรับลูกหลานกลับบ้าน แต่เจ้าหน้าที่ชี้หน้าดุด่าตนอย่างเสีย ๆ หาย ๆ ว่าตนมีอวัยวะครบถ้วน ทำไมไม่ดูแลเลี้ยงดูหลานให้ดี ทำไมปล่อยให้หลานมาขายน้ำมะพร้าวอย่างนี้ และไม่ยอมมอบเด็กทั้ง 5 คนให้เป็นอิสระ โดยน้องเดียวและเด็กทุกคนร้องห่มร้องให้วิงวอนขอกลับบ้านแต่เจ้าหน้าที่ พม.ยืนกรานไม่ยอมให้กลับ  จนในที่สุดตนและญาติของเด็ก ๆ ต้องพากันเดินทางกลับมานครศรีธรรมราชด้วยความผิดหวัง”

            นางจำปา แก้วคง กล่าวด้วยน้ำตานองใบหน้าอีกว่า ตนเสียใจมากที่เจ้าหน้าที่ พม.ด่าทอตนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ พม.น่าจะรู้ว่าในสังคมไทยยังเด็กและครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นต้องช่วยกันทำงานปากกัดตีนถีบและการที่เด็กอายุไม่ถึง 18 ปีออกมาช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง ช่วยเหลือครอบครัวทำงานหารายได้จุนเรือครอบครัวเป็นเรื่องที่ดีและควรได้รับการดูแลสนับสนุนส่งเสริม เพราะในปัจจุบันเด็กที่ครอบครัวแตกแยก พ่อแม่แยกทางกันจึงมีปัญหา เที่ยวเตร่ ติดยาเสพติด ไร้อนาคตมีเป็นจำนวนมาก  ก็ไม่เห็นว่าหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะ พม.ที่เป็นกระทรวงที่รับผิดชอบดูแลแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้โดยตรงจะช่วยเหลือหรือแก้สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ได้ เมื่อเด็กที่สำนึกดีมาช่วยเหลือพ่อแม่ และผู้ปกครองทำงานหารายได้จุนเจือครอบครัว เจ้าหน้าที่ พม.กลับมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คนที่ยื่นมือเข้ามาดูแลช่วยเหลือเด็กให้มีงานทำ มีรายได้กลับถูกมองว่าทำผิดกฎหมาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปสังคมไทยจะอยู่กันอย่างไร โดยในขณะนี้เด็ก ๆ ทั้ง  คนอยู่ในสภาพยิ่งกว่าคนติดคุกติดตะรางเสียอีก คนที่ติดคุกติดตะรางญาติยังสามารถไปเยี่ยมได้ติดต่อพูดคุยกับญาติได้ แต่เด็กบ้านพักเด็ก ฯหรือสถานสงเคราะห์กลับไม่ยอมให้เด็ก ๆ ติดต่อกับญาติ ไม่ยอมให้พบ พูดคุยกับญาติ ๆ จะโทรศัพท์หาพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ไม่ได้ โรงเรียนก็จะเปิดเทอม จะให้ตนและญาติของเด็ก ๆทำอย่างไร จะต้องวิ่งรอกเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาในการไปขอรับหลานกลับบ้านอีกกี่ครั้งกี่หนและทุกครอบครัวเดือดร้อนลำบากอยู่แล้วยิ่งเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น การกระทำของเจ้าหน้าที่ในลักษณะนี้ถูกต้องแล้วหรือท่าน ส.ว.ภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตผู้ว่า ฯเมืองคอนอยู่ไหนได้โปรดช่วยเหลือในเรื่องนี้ด้วยเถิด    นางจำปา กล่าววิงวอนขอร้องด้วยน้ำตานองใบหน้าอย่างน่าสงสารและสุดสะเทือนใจเป็นอย่างมาก .

ภาพ/คลิป  ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ยุทธนะ  เตมะศิริ /นครศรีธรรมราช

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ