royal coronation
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562
ภูมิภาค

แจ้งจับ รพ.ดัง สะเพร่าปล่อยออกซิเจนหมดถังจนแม่ตัวเองสิ้นใจ

วันที่ 12 ตุลาคม 2562 - 14:20 น.
แจ้งจับ รพดัง,ออกซิเจนหมดถัง,สภาพโรคมะเร็ง,บกพร่อง สะเพร่า,นครศรีธรรมราช
Shares :
เปิดอ่าน 6,112 ครั้ง

หนุ่มพร้อมญาติหอบหลักฐานแจ้งความจับ ผอ.รพ.พร้อมแพทย์ พยาบาลเวรประจำตึก สะเพร่าปล่อยให้ออกซิเจนหมดถังจนขาดอากาศหายใจ

คลิปที่ 1

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 12 ต.ค. 2562 นายกฤติพงศ์ หรือ “แอมป์”  แป้นเอียด  อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 ซอยคอกวัว ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายเวช คีรีภพ อายุ 70 ปี พ่อเลี้ยงนายกฤติพงศ์ , น.ส.ปิยมาศ รำจวน อายุ 40 ปี ผู้ช่วยประจำห้องเจาะเลือด รพ.รัฐแห่งหนึ่ง  ซึ่งเป็นน้าสาว และนายปรากฏ มากชู อายุ 72 ปี น้าเขย ได้เข้าพบ ...บุญเรือน ปานหนู สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช  แจ้งความประสงค์ขอเปลี่ยนจากที่แจ้งความไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2562 ขอเปลี่ยนเป็นแจ้งความดำเนินคดีกับ ผอ.รพ. แพทย์ พยาบาลหัวหน้าตึก และพยาบาลที่เข้าเวรกะเช้าของวันที่ 28 พ.ค. 2562 กรณีการเสียชีวิต  น.ส. เสรีรัตน์ เพ็ชรศรี อายุ 60 ปี แม่ของนายกฤติพงศ์ หลังจากมีอาการท้องผูกจนอุจาระไม่ออก เข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.ของรัฐแห่งหนึ่ง ใน จ.นครศรีธรรมราช และได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยแพทย์ระบุว่าเสียชีวิตเนื่องจากพยาธิสภาพของโรคมะเร็ง ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  เพราะ น.ส. เสรีรัตน์ เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ เนื่องจากออกซิเจนหมดถังแต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเปลี่ยนถังออกซิเจนให้จน น.ส.เสรีรัตน์ ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต โดยสภาพศพคล้ายคนดิ้นทุรนทุรายก่อนสิ้นใจตาย อย่างน่าอนาถ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้สอบสวนปากคำผู้เสียหาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานก่อนออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป 

            หลังจากนั้น นายกฤติพงศ์ หรือ “แอมป์”  พร้อมญติ ๆ ได้เดินทางไปยังศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช เพื่อเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม โดยนายกฤติพงศ์ หรือ “แอมป์”  กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการเสียชีวิตของ  น.ส.เสรีรัตน์ แม่บังเกิดเกล้าของตน เป็นการกระทำของแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ของ รพ. ตั้งใจฆ่าคนตายโดยเจตนาเพราะเขารู้เห็นก่อนแล้วว่าออกซิเจนกำลังจะหมดถัง แต่ไม่ยอมเปลี่ยนให้ถือเป็นเจตนาเล็งเห็นผล  หลังจากนี้จะเขาปรึกษาทนายความ เพื่อยื่นฟ้องส่วนตัวทั้งอาญาและแพ่งอีกทางหนึ่ง และจะเดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกด้วย

“ หลังจากแม่ของตนมีอาการท้องผูก ถ่ายอุจจาระไม่ออก เข้ารับการตรวจรักษาที่ รพ.ดังกล่าว 2-3 ครั้ง จนเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2562 โดยแพทย์ให้นอนพักรักษาตัวที่ตึกศัลยกรรมหญิง ชั้น 5 เตียง 55 และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบหน้ากากครอบปากและจมูกพร้อมติดตั้งเครื่องวัดความดันและคลื่นหัวใจที่ปลายเท้าของแม่ตลอดเวลา จนเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมาตั้งแต่เวลา 08.00 -12.00 น.เป็นช่วงห้ามญาติเยี่ยมทางแพทย์ได้ให้ญาติคนไข้ออกจากห้อง จนกระทั้งเวลา 12.11 น.น้าเขยตนขึ้นมาเยี่ยมแม่เป็นคนแรกพบแม่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง และในเวลา 12.24  น. ตนและพ่อเลี้ยงได้ตามขึ้นมาสมทบพบแม่นอนแน่นิ่งโดยถังออกซิเจนหมดถังสแกนระบุที่เลข 0 ตนจึงรีบไปตามพยาบาลที่อยู่ในห้องกระจก ส่วนพ่อเลี้ยงได้เข้าไปหาแม่ ในขณะที่ตนและพยาบาลรีบเดินกลับมาที่เตียง ซึ่งแม่นอนแน่นิ่งอยู่ และพ่อเลี้ยงได้เดินออกมาบอกว่า”แอมป์ ออกซิเจนหมดถังแม่เสียชีวิตแล้ว” ซึ่งตนตกใจมากและหันไปต่อว่าพยาบาล 2 คนว่าทำไมไม่เปลี่ยนถังออกซิเจนให้แม่ผม ผมให้เบอร์โทรศัพท์และสั่งกำชับพยาบาลเวรเอาไว้ก่อนออกจากห้องผู้ป่วย  ซึ่งพยาบาลคนหนึ่งกล่าวตอบว่าในช่วงก่อน 12.00 น.เดินมาดูแล้วพบว่าออกซิเจนใกล้จะหมดถัง”  

 

 

 

 

  หลังจากนั้นตนพร้อมพ่อเลี้ยง น้าเขยและพยาบาลทั้งสองคนได้เข้าไปตรวจดูสภาพศพของแม่พบว่านอนในลักษณะโก้งโค้ง ก้นกระดก แพมเพิสหลุดเหมือนกันดิ้นทุรนทุรายก่อนเสียชีวิตทั้ง ๆ ที่หน้ากากครอบปากและจมูกยังติดคาอยู่  ตนเสียใจมากได้โวยวายต่อว่าพยาบาลเวรประจำตึกที่ปล่อยให้ออกซิเจนหมดถัง จนในเวลา 12.40 น. น.ส.ปิยมาศ รำจวน อายุ 40 ปี น้าสาวของตนซึ่งเป็นผู้ช่วยประจำห้องเจาะเลือด รพ.รัฐเดียวกัน รวมทั้งพยาบาลหัวหน้าตึกมาถึง ซึ่งพยาบาลหัวหน้าตึกก็ยอมรับว่าในตอน 12.00 น.มีพยาบาลเดินมาตรวจสอบก็เห็นแล้วว่าออกซิเจนในถังของแม่ตนกำลังจะหมด แต่เขาอ้างว่าไม่รู้จะทำอย่างไรเนื่องจากไม่มีคนงานนำออกซิเจนถังใหม่มาเปลี่ยนให้ จนเป็นเหตุให้แม่ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตอย่างน่าอนาถดังกล่าว

            นายกฤติพงศ์ หรือ “แอมป์” แป้นเอียด  กล่าวอีกว่า ต่อมาทาง รพ.ได้นำศพแม่ของตนลงไปยังห้องดับจิตเพื่อรอญาติรับกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก รพ.มากนัก โดยไม่มีแพทย์มาตรวจชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตแต่อย่าง แต่ในเอกสารของทาง รพ.กลับระบุว่าแพทย์ชันสูตรพลิกศพพบสาเหตุการเสียชีวิตเพราะพยาธิสภาพของโรคมะเร็งช่องท้อง โดยเสียชีวิตในเวลา 12.40 น.ของวันที่ 28 พ.ค. 2562  ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเลย และก่อนหน้านี้ทาง รพ.ออกข่าวทางสื่อมวลชนว่าได้เปลี่ยนถังออกซิเจนให้แม่ตนแล้ว  ตนยอมรับว่าเปลี่ยนจริง แต่เขาเปลี่ยนหลังจากแม่ตนเสียชีวิตไปแล้ว และเป็นเพราะตนได้โวยวายเจ้าหน้าที่จึงนำถังออกซิเจนมาเปลี่ยนให้ ตนยังกล่าวกับพยาบาลและเจ้าหน้าที่ว่ามาเปลี่ยนทำไม แม่ผมตายแล้ว ซึ่งเชื่อว่าเขาเอาถังมาเปลี่ยนมีจุดประสงค์เพื่อไม่อยากให้ใครมาเห็นว่าถังออกซิเจนแม่หมดจนทำให้แม่ผมเสียชีวิต

             “เรื่องนี้ทาง รพ.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และสรุปว่า น.ส.เสรีรัตน์ เสียชีวิตเวลา 12.40 น.วันที่ 28 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา และสาเหตุการตายเพราะพยาธิสภาพของโรคมะเร็งช่องท้อง  ตนอุทธรณ์เรื่องไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จนมีการแต้งตั้งคณะทางคณะอนุกรรมการ ฯขึ้นมาตรวจสอบและได้มาสอบปากคำตนในงานศพแม่ ตนได้เล่าเรื่องราวและเหตุการณ์ให้ทราบอย่างละเอียด  จนต่อมานายจรัสพงศ์ สุขกรี สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีหนังสือตอบกลับมาว่าคณะอนุกรรมการ ฯได้ประชุมครั้งที่ 8/2562 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โดยสรุปว่าในกรณีของ น.ส.เสรีรัตน์ เสียชีวิตเวลา 12.40 น.วันที่ 28 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา และสาเหตุการตายเพราะพยาธิสภาพของโรคมะเร็งช่องท้อง  ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามข้อบังคับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการช่วยเหลือเบื้องต้น ตาม มาตรา 41  กรณีที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2555” 

ในขณะที่นายเวช  สามีของ น.ส.เสรีรัตน์ ผู้ตายกล่าวว่า ตนทำใจไม่ได้ที่เห็นสภาพการเสียชีวิตของภรรยา ทำไม่ทางพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่จึงไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคน ปล่อยให้ขาดอากาศหายใจตายอย่างน่าเวทนาและสุดทรมานเช่นนี้ หากเจ้าหน้าที่และพยาบาลให้การดูแลอย่างเต็มที่และมาบอกว่าภรรยาตนเสียชีวิตเพราะทนต่ออาการของโรคไม่ไหวตนคงไม่เสียใจ แต่การปล่อยให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิตเหมือนเต่าถูกเผาไฟดิ้นทุรนทุรายตนเห็นสภาพภรรยาและยังบอกว่าเสียชีวิตเพราะสภาพพยาธิโรคมะเร็งช่วงท้อง โดยเขาไม่พูดถึงเรื่องออกซิเจนหมดถัง ไม่พูดเรื่องความสะเพร่า บกพร่องของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่แม้แต่น้อย ตนรับไม่ได้กับความพยายามของแพทย์ พยาบาลที่เกี่ยวข้องจริง ๆ

 

 

 

 

 

ทางด้าน  น.ส.ปิยมาศ รำจวน น้าสาวของนายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนก็เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของ รพ. ตนรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหัวหน้าตึกที่ระบุว่า “ถึงอย่างไรผู้ป่วยมะเร็งก็จะต้องตายอยู่แล้ว” เขาพูดได้อย่างไรถือว่าเป็นการพูดที่ปัดความรับผิดชอบ ขาดจรรยาบรรณแพทย์และพยาบาลวิชาชีพอย่างมาก และหลังเกิดเหตุไม่มีแพทย์มาตรวจพิสูจน์ศพแต่อย่างใด แต่แพทย์กลับระบุในใบมรณะบัตรว่า น.ส.เสรีรัตน์ ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลา 12.40 น. ทั้ง ๆ ที่นายปรากฏ มากชู มาเห็นสภาพของ น.ส.เสรีรัตน์ นอนแน่นิ่ง แพมเพิสและผ้าถุงหลุดลุ่ยในเวลา 12.11 น.ซึ่งเชื่อว่าจะ น.ส.เสรีรัตน์ จะเสียชีวิตมาก่อนหน้านั้นแล้ว และเมื่อนายเวช และนายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์ สามีและบุตรชายผู้ตาย ขึ้นมาสมทบในเวลา 12.24 น. และโวยวายลั่นโรงพยาบาลว่าทำไมไม่เปลี่ยนออกซิเจนให้ผู้ป่วย จนทำให้แม่ผม เสียชีวิตอย่างน่าอนาถ  แต่แพทย์กลับมโนระบุว่าเสียชีวิตในเวลา 12.40 น.ได้อย่างไร เอาข้อมูลจากที่ไหนมาระบุในมรณะบัตร  อีกทั้งระบุว่าสาเหตุเสียชีวิตเพราะสภาพพยาธิสภาพของโคมะเร็ง มันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน  

            “การชี้แจงของทาง รพ.และคณะอนุกรรมการ ฯไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการปล่อยปละละเลย ความบกพร่อง สะเพร่าของแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่เลย ซึ่งเขาเห็นว่าออกซิเจนหมดถัง อ้างว่าเห็นแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรได้เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ว่าง  มันชัดเจนมาก ๆ ว่าแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าบกพร่อง  และล่าสุดที่ทาง รพ.นัดเจรจาไกล่เกลี่ยก็ยังระบุข้อมูลเหมือนเดิมทุกประการ ทางคณะกรรมการ ฯไม่ได้นำเรื่องออกซิเจนหมดถัง และเจ้าหน้าที่ไม่ยอมเปลี่ยนถังออกซิเจนให้คนไข้มาพูดเลย อีกทั้งไม่ยอมรับผิดชอบใด ๆ กับการเสียชีวิตของ น.ส.เสรีรัตน์ เมื่อสามีและลูกของ น.ส.เสรีรัตน์ โต้แย้งกลับอ้างข้างๆ คู ๆ ว่าคนไข้ที่แพทย์ให้ออกซิเจนแม้ออกซิเจนจะหมดถังก็จะไม่มีผลใด ๆ ต่อคนไข้เลย  หากยืนยันเช่นนั้นในทางการรักษาพยาบาลเขาให้ออกซิเจนคนไข้ทำไม โดยสรุปการปล่อยให้คนไข้ขาดออกซิเจนเสียชีวิตในลักษณะนี้ ทาง รพ.และทุกฝ่ายไม่ให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์เลยหรือ  เขาให้ความสำคัญและมุ่งแต่จะปกป้องช่วยเหลือพวกเดียวกันมากกว่า  เพราะหากระบุว่าเสียชีวิตเพราะขาดออกซิเจนและทางญาติผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามข้อบังคับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการช่วยเหลือเบื้องต้นตาม มาตรา 41 กรณีที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2555  นั้น อาจจจะทำให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่จะมีความผิดไปด้วย จึงต้องทำทุกวิถีทางอย่างไร้คุณธรรม และขาดจรรยาบรรณแพทย์ พยาบาล อย่างสิ้นเชิง”

            น.ส.ปิยมาศ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่มีการจัดงานศพ น.ส.เสรีรัตน์ ทำไมทาง ผอ.รพ.ได้ให้เจ้าหน้าที่นำพวงหรีดและเงินสดจำนวนหนึ่งในซองไปให้ลูกและสามีของ น.ส.เสรีรัตน์ ถามว่าทุกคนที่มารักษาและเสียชีวิตที่ รพ.แห่งนี้ทาง รพ.จะมอบพวงหรีดและเงินสดให้ทุกรายหรือไม่ ในข้อเท็จจริงที่ให้เพราะการตายของคนไข้รายนี้มีปัญหาอันเนื่องมาจากจากความบกพร่อง สะเพร่าของแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่   อย่างไรก็ตามลูกและสามีพร้อมญาติ ๆ น.ส.เสรีรัตน์ ลงมติกันว่าจะไม่รับพวงหรีดและเงินช่วยเหลือจาก ผอ.รพ. และจะเรียกร้องขอความเป็นธรรมจนถึงที่สุด เมื่อทาง รพ.ทำทุกวิถีทางในการปกป้องเข้าด้วยช่วยเหลือกันโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของชีวิตคนแม้แต่น้อย และต่อไปก็คงไม่ต้องเจรจาหาข้อยุติในเรื่องนี้กันอีก ไปพิสูจน์ความจริงกันที่ศาลสถิตยุติธรรมก็แล้วกัน.

 

 

 

 

 

ภาพ/คลิป  ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ข่าว  ยุทธนะ  เตมะศิริ /นครศรีธรรมราช

 

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ
Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ