วันที่ 6 ก.ย. 2562 นางณัฐพร มหาไพบูลย์ พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ นางสาวพิมพ์จันทร์ พรหมยศ ผอ.กลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า นางสาวสายฝน ไชยะกอน นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าจำหน่ายข้าวเหนียว ที่ตลาดสดเทศบาล 1 และตลาดสดเทศบาล 3 อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้ตรวจสอบสต็อกข้าวเหนียว ป้องกันการกักตุนฉวยโอกาสขึ้นราคา

 

 

 

                พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า จังหวัดอุตรดิตถ์ไม่ใช่พื้นที่ปลูกข้าวเหนียวหลักของประเทศ จึงไม่พบปัญหาเรื่องโรงสีสต็อกข้าว ส่วนร้านจำหน่าย จากการสุ่มตรวจสอบอย่างต่อเนื่องก็ยังไม่พบการกักตุนฉวยโอกาสขึ้นราคาแต่อย่างใด แต่จากปัญหาราคาข้าวเหนียวที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ยอดจำหน่ายลดลงประมาณร้อยละ 50 ทั้งนี้คาดว่าจะมีผลผลิตข้าวเหนียวออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมนี้ ก็จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลขณะนี้คือหากพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ก็อาจจะส่งผลกระทบยาวต่อเนื่องไปอีก สำหรับแนวทางการดูแลให้ความช่วยเหลือผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ได้ออกสุ่มตรวจสต็อกและราคาอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

                ส่วนกลุ่มเกษตรกร คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในปี 2562 / 2563 รอบที่ 1 ซึ่งมีการประกันรายได้ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาทด้วย ก็จะเป็นการจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวเหนียวมากขึ้น

 

 

 

 

 

                ด้าน นายสุวัจน์ มั่นประสิทธิ์ เจ้าของร้านจำหน่ายข้าวสาร ในตลาดสดเทศบาล 3 ถ.เกษมราษฎร์ อ.เมืองอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ราคาข้าวเหนียวตอนนี้สูงมาก เช่น ข้าวเหนียวเขี้ยวงู กข 6 อยู่ที่กิโลกรัมละ 48 - 50 บาท จากเดิมราคา 35 - 36 บาท ทำให้ลูกค้าจำนวนมากหันไปรับประทานข้าวจ้าวแทน ยอดขายจึงลดลง จากวันละ 10 ถัง ปัจจุบันขายได้วันละไม่เกิน 3 ถัง โดยส่วนใหญ่ซื้อครั้งละไม่กี่กิโลกรัม ในส่วนของโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 / 2563 รอบที่ 1​ คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 กำหนดนโยบายเร่งด่วนเรื่องที่ 4 การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม กำหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกรให้สามารถมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพในสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ด้วยการชดเชยการประกันรายได้ ส่งเสริมระบบการประกันภัยสินค้าเกษตร หรือเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางวินัยการเงินการคลังของภาครัฐในระยะยาว ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรได้รับกำไรจากการผลิตข้าวเปลือกในราคาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะนำมาจำหน่าย บริโภค หรือเก็บไว้ทำพันธุ์ และป้องกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรให้ได้รับราคาผลผลิตที่สูงขึ้นมีรายได้ดีแน่นอน ลดปัญหาการขาดทุนจากการผลิต และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกครัวเรือน รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการรักษาข้าวในสต๊อกของรัฐบาลและกลไกการซื้อขายในตลาดสามารถดำเนินการได้อย่างปกติ มีการแข่งขันรับซื้อข้าว จึงมีความจำเป็นต้องจัดทำโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 / 2563 รอบที่ 1 เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน และเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ รวมทั้งเพื่อให้กลไกตลาดทำงานเป็นปกติผู้ประกอบการสามารถแข่งขันทางการค้าได้ ชนิดข้าวและพื้นที่ที่ดำเนินการประกันรายได้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ในพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั่วประเทศ

 

 

 

 

                ในส่วนของราคาและปริมาณประกันรายได้ กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2562 / 2563 ณ​ ราคาความชื้นไม่เกิน 15% ไม่เกินครัวเรือนละ 40 ไร่ โดยชดเชยเป็นจำนวนตันในแต่ละชนิดข้าว ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาประกันรายได้ 15,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ,ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ประกันรายได้ 14,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ,ข้าวเปลือกเจ้าราคาประกันรายได้ 10,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ,ข้าวเปลือกหอมปทุม ราคาประกันรายได้ 11,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และ ข้าวเปลือกเหนียวราคาประกันรายได้ 12,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

 

 

 

 

                ทั้งนี้กรณีเกษตรกรเพาะปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิดได้สิทธิ์ไม่เกินจำนวนขั้นสูงสุดของข้าวแต่ละชนิด และเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงของชนิดข้าวที่กำหนดไว้สูงสุด

 

 

 

 

-----------------------------------------------

(ข่าวภาพ ณัฐวัฒน์​ ราช​ประสิทธิ์​ จ.อุตรดิตถ์)