royal coronation
18 มกราคม 2563
ไลฟ์สไตล์

"มัดหมี่"พิมดาว เน้นสร้างกำลังใจให้ผู้ท้อแท้

13 มกราคม 2563 - 19:00 น.
มัดหมี่,พิมดาว,แม่พลอย,ศรีอโยธยา,สมเด็จเจ้าฟ้ารุจจาเทวี,สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล,ให้ดาวนำทาง
Shares :
เปิดอ่าน 230 ครั้ง

ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง เราต้องหาแสงสว่างในตัวเองให้เจอแล้วจะพบว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร

          หากเป็นแฟนภาพยนตร์หรือละครอิงประวัติศาสตร์ คงคุ้นหน้าคุ้นตากับเธอคนนี้เป็นอย่างดี เพราะจากผลงานที่ผ่านมานักแสดงสาวสวยอารมณ์ดี “มัดหมี่” พิมดาว พานิชสมัย มักจะได้รับบทเด่นในละครแนวนี้อยู่เสมอ อาทิ บทแม่พลอย ในละครเรื่องสี่แผ่นดิน แม่นวลในภาพยนตร์พันท้ายนรสิงห์ เป็นต้น และล่าสุดกับละครฟอร์มยักษ์ “ศรีอโยธยา” ในบทสมเด็จเจ้าฟ้ารุจจาเทวี ของหม่อมน้อย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ซึ่งกำลังออกอากาศทางช่องทรู 24 และจากหลากหลายบทบาทที่ได้รับนี้เองทำให้เธอได้เรียนรู้ชีวิต และตั้งใจที่จะทำเรื่องราวดีๆ เพื่อสังคม

รับบทแม่นวลในภาพยนตร์พันท้ายนรสิงห์

          “มัดหมี่เข้าวงการบันเทิงตอนอายุ 15 เริ่มจากไปร้องเพลงวันเกิดที่ช่อง 5 แล้วเฮียฮ้อเห็นเลยเรียกไปออดิชั่น ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะได้เป็นนักร้อง แค่อยากทำในสิ่งที่รัก จากนั้นได้เซ็นสัญญากับอาร์เอส 5 ปี ได้ทำอัลบั้ม 1 อัลบั้ม หลังหมดสัญญาอายุประมาณ 22-23 ปีก็ได้เข้าไปออดิชั่นละครเวทีของเอ็กแซ็กท์เรื่อง สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล ได้รับบทเป็นแม่พลอยตอนสาว ถือว่าเป็นละครเวทีและการแสดงเรื่องแรกในชีวิตที่ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน ยากมากด้วย 50 รอบแรกยังเกร็งๆ อยู่เลย พอเข้าไปเล่นละครเวทีสี่แผ่นดินก็ได้เซ็นสัญญากับเอ็กแซ็กท์ 3 ปี และมีซิงเกิลเพลงด้วย ส่วนตอนนี้มีผลงานที่กำลังออกอากาศ คือภาพยนตร์ซีรีส์เทิดพระเกียรติบูรพกษัตริย์เรื่องศรีอโยธยา เป็นเรื่องที่เล่นยากมากและทำให้นอนไม่หลับอยู่หลายคืน เพราะตอนแรกหม่อมน้อยเขียนบทให้ตัวละครนี้ฆ่าตัวตายเลยไม่ค่อยโอเค เพราะเวลาเล่นเราจะตั้งจิตขออนุญาต แต่บทนี้เราไม่ไหว เลยขอเปลี่ยนบท พอหม่อมน้อยบอกว่าได้ก็สบายใจขึ้น” นักแสดงสาวย้อนเล่าเส้นทางในวงการบันเทิง

รับบทสมเด็จเจ้าฟ้ารุจจาเทวี ในละครฟอร์มยักษ์ “ศรีอโยธยา”

          ระหว่างนั้นมัดหมี่ยังเข้ารับราชการในสังกัดกรมดุริยางค์ทหารบก มียศทางทหารชั้นสัญญาบัตร เป็นร้อยโทหญิง พิมดาว พานิชสมัย ตลอด 4 ปีที่รับราชการมีโอกาสใช้ความสามารถร่วมร้องเพลงในโอกาสต่างๆ มากมาย แต่ด้วยเวลาทำงานที่ต้องเป็นเวลา เป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เธอหันหลังให้ชีวิตราชการ แล้วตั้งใจทำโครงการของตัวเองในชื่อ “ให้ดาวนำทาง” 

          “มัดหมี่ชอบร้องเพลง รักเสียงเพลง และรักการแต่งเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อกับคุณแม่ (พล.อ.ไพโรจน์-เกล็ดดาว พานิชสมัย) ก็สนับสนุนมาตลอด ลูกอยากเรียนอะไรก็ได้เรียนถ้าเรามีความสุขไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มัดหมี่เลยเลือกเรียนสายศิลปกรรม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกดุริยางคศิลป์ตะวันตก ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 พอเรียนจบก็เข้ารับราชการที่กรมดุริยางค์ทหารบก เป็นนักร้อง และได้ไปเขาชนไก่ไปฝึกทุกอย่างเหมือนกับที่ทุกคนเขาทำกัน ตรงนั้นทำให้เราได้ฝึกวินัย ฝึกความอดทน แต่สุดท้ายมัดหมี่รู้ว่าข้าราชการไม่ใช่ตัวตนของเราเลย คือก่อนหน้านี้เราเป็นนักแสดง เป็นนักร้อง เราทำกิจกรรมเยอะ ซึ่งมัดหมี่รู้สึกว่าการได้ทำสิ่งที่ดีให้สังคมเราสามารถทำได้โดยไม่ต้องรับราชการก็ได้ เพราะการรับราชการต้องเข้า-ออกตามเวลาเหมือนกับทำงานออฟฟิศ แต่บางครั้งเราอาจจะไม่มีเวลาร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะเข้าไปอยู่ตรงนั้น จึงตัดสินใจลาออก แล้วมาทำโครงการที่อยากทำมานานแล้ว” พิมดาว เล่าอย่างออกรส

ทอล์กจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

          เมื่อมีเวลาเต็มที่สาวมัดหมี่จึงเดินหน้าโครงการ “ให้ดาวนำทาง” ที่เธอเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นอย่างเต็มตัว ในส่วนนี้เธอเล่าถึงที่มาของโครงการให้ฟังว่า เริ่มจากที่เริ่มเขียนหนังสือ “มัดใจ” ตั้งแต่เล่ม 1 เล่ม 2 เมื่อ 6 ปีที่แล้ว อย่างหนังสือเล่มแรกนำรายได้บางส่วนจากการจำหน่าย และส่วนหนึ่งจากผู้มีจิตศรัทธารวมถึงแฟนคลับ ไปช่วยเหลือมูลนิธิอะมีรุลมุอ์มินีน ช่วยเหลือเด็กกำพร้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคุณแม่ก็เดินทางลงไปด้วยตัวเอง พอมาจัดเล่ม 2 ก็นำรายได้ช่วยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อปี 2017

         “จบจากตรงนั้นก็เริ่มรู้สึกว่าเราร้องเพลงและเล่นละครมาหลายเรื่อง ทำให้เราได้เรียนรู้ตัวละครมาเยอะมากจนค่อนข้างอิ่มตัวกับงานบันเทิง บวกกับมีโอกาสไปปฏิบัติธรรมขัดเกลาและฟื้นฟูจิตใจ เราก็จะได้เรียนรู้ว่าเรามีข้อเสียตรงไหนและต้องปรับปรุงอะไรบ้าง ซึ่งความทุกข์ต่างๆ ที่เราเคยเจอมันเป็นบทเรียนให้สามารถทำอะไรดีๆ ให้แก่สังคมได้ มัดหมี่เลยคิดขึ้นมาว่าจะทำโครงการแนวนี้เพราะเป็นสิ่งที่เราถนัดอยู่แล้ว เลยคิดกับสามีว่ามัดหมี่ชื่อพิมดาว เลยใช้ชื่อมาตั้งเป็นบริษัทชื่อ ฟอลโล่เดอะสตาร์ และจัดอีเวนท์ครั้งแรกพร้อมเปิดตัวสมุดไดอารี่เดอะสตาร์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ไดอารี่เดอะสตาร์เป็นสมุดโน้ตที่เป็นเหมือนเพื่อนใจเก็บไว้เขียนก่อนนอนก็ได้ เวลามีอะไรจะได้ทบทวนตัวเองว่าวันนี้มีอะไรดีๆ เล่าให้ฟัง วันนี้มีสิ่งใดที่อยากจะแก้ไขมีอะไรที่อยากจะทำให้คนอื่นบ้าง อยากจะทำให้ตัวเอง แล้วก็จะมีคำคมสอดแทรกมาด้านในด้วย” ผู้ก่อตั้งโครงการอธิบายแนวคิด

ขณะปฏิบัติธรรม

          เปิดตัวไดอารี่ได้ไม่นาน มิวสิกวิดีโอเพลง “ให้ดาวนำทาง” ก็ตามมาติดๆ เป็นเพลงที่ให้กำลังใจทุกคนที่กำลังท้อแท้ เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคซึมเศร้าและโรคเครียดกันเยอะ รวมถึงตัวเองที่ช่วงหนึ่งเคยเป็นโรคซึมเศร้าหนักมากขนาดที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า แต่สุดท้ายพอได้หันกลับมามองตัวเอง พอแก้ไขได้เปลี่ยนทัศนคติ ได้ออกไปทำกิจกรรมที่สนุก และได้ปฏิบัติธรรม ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปกลายเป็นว่าเราเห็นแสงสว่างในตัวเอง เพราะฉะนั้นการได้ทำอะไรที่เป็นพลังบวกก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกับทั้งตัวเองและสังคม

          “คอมมิวนิตี้และเพลงของเราเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ผลตอบรับก็ค่อยๆ ดีขึ้น ปีนี้จะลุยกันเต็มที่จะจัดเป็นอีเวนท์ใหญ่ในเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายน แต่ละอีเวนท์เราจะมีทอล์กจากผู้มีความรู้ อาจจะมีจิตแพทย์หรือนักแสดงมาร่วมด้วย อาจจะจัดกิจกรรมสอยดาวหรือกิจกรรมอื่นๆ เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนที่กำลังท้อแท้ กำลังเบื่อชีวิต เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันหรือมาทำอะไรก็ได้ให้พวกเขาทิ้งความทุกข์ มารับฟังเรื่องราวดีๆ จากคนอื่นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ชีวิตดีขึ้น สิ่งที่มัดหมี่ตั้งไว้ในอนาคตคือจะพยายามให้คอมมูนิตี้นี้โตแล้วสร้างเหมือนสถาบัน อาจจะมีกิจกรรมแบบเป็นคลาสพัฒนาตัวเองเพื่อให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเอง คือให้ดาวนำทางไปว่าเราทุกคนอยู่ในจักรวาลที่เต็มไปด้วยโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด เต็มไปด้วยโลกที่ไม่แน่นอนมีกิเลสเยอะแต่จะทำยังไงให้ใจเรากับตัวเรายืนบนโลกใบนี้ได้ เป็นเสาที่แข็งแรงเวลามีพายุพัดมาทำอย่างไรให้เสานี้เอนน้อยที่สุด อย่าลืมว่าเราทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง เราต้องหาแสงสว่างในตัวเองให้เจอแล้วจะพบว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร" สาวสวยจิตใจดีบอกอย่างนั้น

          ณ วันนี้ “มัดหมี่” พิมดาว อายุ 30 เธอบอกเสียงดังชัดว่า ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมากจากแต่ก่อนที่ต้องทำทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามที่วางไว้ แต่จากที่เคยผ่านความทุกข์และความผิดหวังมามาก ตอนนี้จึงคิดว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ว่ามีเรื่องราวอะไรผ่านเข้ามาในชีวิต อย่าคิดไปโทษคนอื่นให้ดูตัวเองก่อน เคยมีคำถามว่า “ทำไมชีวิตฉันต้องทุกข์ขนาดนี้ด้วย แต่สุดท้ายคำตอบก็มาจบที่ว่าถ้าเราไม่เคยทุกข์แบบนี้เราจะมีวันนี้ได้อย่างไร” ซึ่งคำถามนี้เองเป็นจุดหักเหของชีวิตให้เธอลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตเพื่อทำสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมนั่นเอง

เรื่อง โดย วันวิสา โรจน์แสงรัตน์

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ