royal coronation
วันที่ 15 ตุลาคม 2562
ไลฟ์สไตล์

เคล็ดลับเปลี่ยนชีวิต นพกฤษฏิ์ จากบ๋อยสู่เจ้าของกิจการพันล้าน

วันที่ 9 ตุลาคม 2562 - 13:56 น.
เคล็ดลับเปลี่ยนชีวิต,นพกฤษฏิ์,กิจการพันล้าน
Shares :
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

เคล็ดลับเปลี่ยนชีวิต 'นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร' จากบ๋อยสู่เจ้าของกิจการพันล้าน

 

               ในรายการเจาะใจ ที่ดำเนินรายการโดย ดู๋ สัญญา คุณากร ได้สัมภาษณ์ 'นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิงค์ จำกัด (มหาชน) ถึงเส้นทางชีวิตไม่ธรรมดาที่สู้จนประสบความสำเร็จในวันนี้

 

            นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ได้เล่าความเป็นมาของชีวิตว่า ได้เติบโตมาจากเด็กสวนยาง 'เบตง' ชายแดนภาคใต้ แม่เสียชีวิตตั้งแต่ที่ยังเด็ก จึงต้องช่วยพ่อทำงานด้วยการกรีดยางตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป. 4 หรืออายุประมาณ 10 ขวบ

 

                          

 

ชีวิตฝังใจเด็กกรีดยาง

          'ยาง เมื่อสมัยผมยังเด็ก เป็นยางบ้านต้นใหญ่ ต้องใช้เวลากรีดนาน ผมกับพ่อ และพี่ชายต้องออกไปกรีดยางตั้งแต่ 5 ทุ่ม กรีดเสร็จตอน 6 โมงเช้า กลับมาถึงบ้าน 7 โมงเช้า บ้านกับโรงเรียนห่างกัน 11 กิโล ขับมอเตอร์ไซค์ไป ก็ต้องสปีดเต็มที่ อาบน้ำ กินข้าว ขี่มอเตอร์ไซค์ไปประมาณ 40 นาที เพื่อเข้าแถว 8 โมง ส่วนใหญ่ก็ไปไม่ทัน โดนทำโทษหน้าเสาธง ในข้อหาที่เราไม่ตรงต่อเวลา ชีวิตในวัยเด็กก็เป็นอย่างนี้มาตลอด จนจบม.ศ. 3 ประมาณ 7 ปี’ นพกฤษฏิ์ เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก 

 

         นพกฤษฏิ์ เล่าว่า เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ก็ต่อยมวยตามงานวัด ชื่อหงส์เหินน้อย เกียรติชนบท จะซ้อมกันเองกับเพื่อนแถวบ้าน และรุ่นพี่ที่มาจากภาคอีสาน เป็นมวยกว่าก็มาสอน และขึ้นชก จนเข้ามัธยมปลาย สามารถสอบเข้าเรียนได้ที่สาธิต ม.อ.ปัตตานี จบ ม.ศ.5 เอ็นทรานซ์ติดที่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เข้าเรียนคณะทรัพยากรธรรมชาติ สาขาอุตสาหกรรมเกษตร หรือฟู้ดไซน์ แต่เรียนได้ 2 ปี ต้องลาออก เพราะเกรดเฉลี่ยต่ำ        

 

         ‘จากเด็กต่างจังหวัดเข้าไปอยู่หาดใหญ่ ช่วงนั้นผมเตลิดเปิดเปิง ไม่ค่อยได้สนใจเรียน ผ่านไป 2 ปีเกรดไม่ถึง 2 อยู่ที่ 1.66 มีโอกาสโดนรีไทน์ จึงชิงลาออกก่อน เพื่อรักษาหน้าตา ช่วงที่ลาออกพี่ชายกรีดยางอยู่ ชวนกลับไปกรีดยาง แต่ผมตัดสินใจเดินหน้า แต่ไม่มีใครส่ง ต้องทำงานหาเงินเรียนเองจึงเลือกเรียนที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะไม่ต้องใช้เวลาเรียนมาก และไปสมัครงานเป็นบัสบอย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งล่างสุด ยกอาหารจากครัวมาให้เด็กเสิร์ฟ ทำงานตั้งแต่ 4 โมงเย็น จนถึง 5 ทุ่ม ได้เงินวันละ 30  บาท เดือนละ 900 บาท วันไหนไม่มาทำงานก็ไม่ได้เงิน'  นพกฤษฏิ์ เล่าถึงจุดพลิกผันของชีวิต

 

 

จุดพลิกผันของชีวิต

 

           การเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร กลายเป็นจุดพลิกผันในชีวิต จากความเจ็บปวดในชีวิตของการเป็นบ๋อยร้านอาหาร เป็นพลังผลักดันให้เปลี่ยนมุมมองชีวิตและวิธีคิดใหม่ ให้ตัวเองพ้นจากจุดต่ำสุดของชีวิต

 

            ช่วงที่ทำงานก็รู้สึกท้อๆ จากชีวิตที่มีคนส่งให้เรียน ต้องมาทำงานส่งเสียตัวเองเรียน ต้องมาเอาใจคนที่มารับประทานอาหาร ซึ่งมีทุกวัยรวมทั้งคนที่มีอายุต่ำกว่าด้วย นึกน้อยใจในโชคชะตา แต่เมื่อได้สติก็คิดได้ว่า เพราะเราทำตัวเราเอง บอกตัวเองว่า ไม่ไหวแล้ว ต้องทำอะไรซักอย่าง เพื่อให้ตัวเองมีสปีด เพื่อเปลี่ยนชีวิต ซึ่งต้องใช้พลังที่สูงขึ้น แต่ไม่มีเพื่อนที่มีพลังสูง ญาติพี่น้องที่มีฐานะดีเราก็ไม่กล้าคบ เพราะเราจะนำมาเปรียบเทียบ และทำให้เราเจ็บปวด ไม่มีพลังที่จะไปจัดการชีวิตจุดเปลี่ยนอยู่ที่รุ่นพี่คนหนึ่ง มารับประทานอาหารกับแม่ แล้วแม่เขาก็ให้ทิปมา 300 บาท ตอนแรกตั้งใจจะไม่รับ เพราะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่สุดท้ายก็รับเพราะเป็นเงิน 1 ใน 3 ของเงินเดือน พอรับมาก็คิดว่า เราจะอยู่กับความสงสารของคนอื่นไม่ได้แล้ว นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร บอกกับตัวเองในเวลานั้น

 

 

เปลี่ยนความกลัวให้เป็นจุดมุ่งหมาย

 

เงิน 300 บาท ได้เปลี่ยนมุมมองของบ๋อยเงินเดือน 900 บาท 'นพกฤษฏิ์' เข้าร้านหนังสือ เพื่อหาพลังขับเคลื่อนให้กับตัวเองและเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “เหมือนๆ จะแพ้แต่ไม่แพ้” ซึ่งเหมือนกับชีวิตของตัวเอง ตัดสินใจซื้อ แม้จะมีเงินน้อยซื้อมาอ่านแล้วอ่านอีก

 

เข้าใจตามที่หนังสือแบ่งความคิดคนไว้ 4 ประเภท 1. คนที่คิดว่า I'm not okay. You're okay. มองอย่างเดียวว่าตัวเองห่วย แต่คนอื่นดีหมด ทำให้เราตัวเล็กไม่มีพลัง ต้องหงอคนอื่น ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง ชีวิตก็จะไม่ประสบความสำเร็จ 2. I'm okay. You're not okay. ตัวเองสุดยอด คนอื่นไม่ได้เรื่องซักคน ซึ่งคนแบบนี้จะมีอัตตาอีโก้และดูถูกคนอื่น คนไม่อยากทำงานด้วย ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก 3. I'm not okay. You're not okay.ในโลกนี้ไม่มีใครได้เรื่องซักคน จะคิดลบสารพัด มีแต่พลังลบ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ กลุ่มที่จะประสบความสำเร็จ คือกลุ่มที่ 4. I'm ok, You are ok. เราก็มีคุณค่า คนอื่นก็มีคุณค่า เรามีจับมือสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ดีกว่า และได้เปลี่ยนตัวเองเป็น I'm okay. คิดถึงข้อดีของตัวเอง เคยเป็นนักมวย เคยเป็นโค้ชสอน เป็นนักโต้วาทีของมหาลัย ทำให้มีพลังชีวิตขึ้นมา สามารถเรียนจบรามคำแหงภายใน 3 ปีได้ G 23 ตัว ขาดอีกตัวเดียวก็ได้เกียรตินิยม จากการอ่านเองและไม่เรียนซัมเมอร์ ความมั่นใจจึงมีเต็มที่

 

 

ก้าวสู่อาชีพในฝัน

 

หลังเรียนจบ นพกฤษฏิ์ ตัดสินใจสอบเข้าทำงานธนาคารอาชีพในฝันเวลานั้น และเพื่อจะได้ก้าวในตำแหน่งหน้าที่เร็ว จึงสอบชิงทุนของธนาคาร ติด 1 ใน 10 เข้าเรียนปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ความมั่นใจจึงเพิ่มมากขึ้นอีก ก็ตั้งใจทำงานแบบมืออาชีพ ถูกประเมินการทำงานเป็นเกรดเอมาตลอด แต่ความก้าวหน้ามีจำกัด อยากเป็นผู้จัดการแต่ธนาคารให้ไม่ได้

 

ตอนนั้นไฟแนนซ์กำลังรุ่งมาก มีคนโทรมาชวนตลอด จึงตัดสินใจออกจากธนาคารโดยที่ยังชดเชยทุนไม่หมด ต้องจ่ายเงินคืนธนาคาร 300,000 บาท ไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อของไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง แต่ทำได้ปีกว่า ไฟแนนซ์ถูกปิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ อยู่ภาวะอกหัก และประเมินได้ว่า วงการไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ต้องการคนจบจากต่างประเทศ จึงหาสนามใหม่ เป็นวิทยากร จากที่ทำเป็นอาชีพรองมาเป็นอาชีพหลัก ทำอยู่เอวอน ภายใน 1 ปี ยอดขายเพิ่มขึ้นในระดับที่ผู้บริหารพอใจ จึงให้ตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายดูแลพื้นที่ภาคอีสาน และทำการบ้านหนักมาก ซึ่งภายในปีแรก ก็ได้แชมป์ยอดขายสูงสุด 2 ปีติดต่อกัน ครั้งแรกของบริษัท เนื่องจากมองทะลุในงานขายและวางกลยุทธ์การขายเป็น เป็นโค้ชให้ทีมงานภาคสนาม เน้นการสื่อสารให้กำลังใจทีมงาน ผลตอบรับจึงออกมาดี ชนะแบบม้วนเดียวจบ

 

           

 

จากบริษัทเอวอน 'นพกฤษฏิ์' ได้เข้าสู่บริษัทขายตรง เริ่มจากแกรมมี่ ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้อำนวยการฝ่ายขายบริษัทขายตรงของอเมริกา

 

ผมมาถึงจุดที่มีความพร้อมทุกอย่าง มีความอดทนจากการเป็นบ๋อย วิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างดีจากการอยู่ฝ่ายสินเชื่อ และมาสู่การขายและการตลาด รู้จุดอ่อนจุดแข็งของงานขายเป็นอย่างดี รู้ชีวิตนักขาย รู้เรื่องระบบทำทีม มีประสบการณ์การบริหารองค์กร จึงตัดสินใจร่วมกับเพื่อนรักที่เป็นหมอเปิดบริษัทขายตรง ชื่อ ซัคเซสมอร์ เมื่อ 6 ปีก่อน' 'นพกฤษฏิ์' กล่าวถึงการตัดสินใจเปิดบริษัทขายตรงของตัวเอง

 

จากลูกจ้างเป็นบ๋อยร้านอาหาร จนถึงการเป็นผู้บริหารองค์กร 'นพกฤษฏิ์' บอกว่า จุดเปลี่ยนของชีวิตมาจากการสะสมความเจ็บปวด จากความยากลำบากในอดีต มองว่า ชีวิตนี้เป็นเวทีของคนสำเร็จเท่านั้น ไม่มีเวทีให้คนพ่ายแพ้ยืน จึงกระตุ้นตัวเองว่า ต้องไปให้สุดทาง แม้ตอนเป็นผู้บริหารองค์กรจะมีรายได้เดือนละ 200,000 บาท แต่ยังไม่มีความภาคภูมิใจ และต้องการใช้ศักยภาพให้สุดทาง การบริหารองค์กรของคนอื่น ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สุดท้ายก็จะมีปัญหาติดขัด จัดการอะไรได้ไม่เต็มที่ อาจจะมีความคิดคนอื่นมาครอบ ไม่สามารถใช้ความรู้ความเข้าใจของตัวเองทั้งหมด เพื่อขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโตอย่างเต็มที่

 

การทำธุรกิจเครือข่าย จะต้องมีสิ่งที่ต้องมีและสิ่งที่ต้องเหนือ โดยสิ่งที่จะต้องมีจะต้องมีการสร้างแบรนด์ สินค้าต้องตอบโจทย์ การวางตำแหน่งราคาจะต้องมีความเหมาะสม มีแผนรายได้ที่จะต้องสู้ได้ แต่สิ่งที่ต้องทำให้เหนือกว่า คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่จะต้องมีระบบการพัฒนาคนที่เป็นเลิศ เพราะระบบเครือข่ายไม่มีระบบที่การคัดคนเข้า รับหมดทุกคนที่เข้ามา ถ้ายังไม่มีระบบการพัฒนาคนที่เป็นเลิศ ทั้งมายด์เซ็ต ฮาวทู การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ จะมั่วมาก จะมีการทำผิดกฎจรรยาบรรณทำให้ไม่น่าอยู่ เป็นทีเด็ดที่เราทำได้เหนือชั้นกว่า เป็นแนวทางที่สกัดมาจากจิตวิญญาณการต่อสู้ในอดีต ที่มีการศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากระดับโลก ซึ่งนับว่าเป็นความแตกต่างกับบริษัทอื่นๆที่มีอยู่ในตลาด CEO บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) กล่าว

 

วิชาที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน

 

ของเราเมื่อมีคนเข้ามาจะสอนวิชาชีวิต ไม่ได้สอนวิชาธุรกิจ ธุรกิจเป็นเรื่องรอง แต่ชีวิตเป็นเรื่องนำ คนเราถ้าเข้าใจชีวิตจะสามารถเลือกเครื่องมือไปใช้ชีวิตได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจชีวิต เครื่องมือจะดีอย่างไรก็จะไปไม่ได้ ซึ่งระบบการสอนอยู่ตามมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน สอนเรื่องการทำมาหากิน ไม่ได้สอนเรื่องชีวิต

 

95% ของคนเกษียณอายุจึงไปไม่รอด ต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือต้องให้ลูกหลานใช้หนี้แทน หมายความว่าระบบการสอนมนุษย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ จึงผลิตชีวิตมนุษย์ออกมาแบบนั้น และไม่มีคนสนใจ เพราะคนที่แข็งแรงกว่าก็หาประโยชน์จากคน 95% ทำให้ธุรกิจของเขาดี ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงเราก็จะส่งความจนให้ลูกของเรารับต่อ เพราะวิชาที่สอนไม่ครบ ขาดวิชาชีวิต ผมจึงต้องเป็นตัวตั้งตัวตีสอนวิชาชีวิต ซึ่งได้สอนคนมาแล้วกว่า 300,000 คน บางคนอาจจะไม่ได้เดินต่อในเส้นทางนี้ แต่ไปทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้น

 

ด้วยแนวการดำเนินธุรกิจที่แตกต่าง ภายใน 4 ปี ซัคเซสมอร์ จึงเป็นบริษัทขายตรงที่มีรายได้ไต่ระดับ 1,000 ล้านบาท ติดอันดับ 1 ใน 5 ของบริษัทขายตรง และได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รอการเทรด เป็นบริษัทขายตรงที่เติบโตเร็วที่สุด

 

เรามีสินค้าที่โดนเยอะ ในการพัฒนาสินค้าแต่ละตัวเราทำการบ้านหนักมาก ทำงานคู่กับคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสารอาหาร กับนักพัฒนาโปรดักส์ มองเทรนด์การตลาด วางแผนร่วมกันกับโรงงานที่มีระดับ ผมก็จะกำกับในเชิงกลยุทธ์ทางการตลาดว่าจะตอบโจทย์เซกเมนต์ไหนบ้าง เป็นการทำงานเป็นทีม จึงมีสินค้าที่โดนใจตลาดเยอะ อาทิ ตัวดีท็อกซ์ลำไส้ ที่อร่อย ทั้งรูป รส กลิ่น มีผลลัพธ์ที่ดี น้ำเอนไซม์ผลไม้ที่ฟื้นฟูเซลล์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรที่สามารถเพิ่มผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่าตัว ซัคเซสมอร์ มียอดการเติบโตปีละประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ และใน 10 ปี    จะนำพาบริษัทไปสู่ระดับ 10,000 ล้าน

 

พลังความคิดเปลี่ยนชีวิต

 

แม้จะประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ แต่ CEO บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) ยังพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง เพื่อสร้างพลังงานถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่น โดยกำหนดตารางชีวิตที่ชัดเจนในแต่ละวัน เหมือนนักกีฬาที่เตรียมตัวลงสนาม ตั้งแต่การออกกำลังกาย การบริโภคอาหารที่เหมาะสม รวมทั้งการอ่านหนังสือวันละ 3 ชั่วโมงในตอนก่อนนอนและตอนเช้า เพื่อเพิ่มศักยภาพตัวเองทุกวัน สามารถเป็นวิทยากรบนเวที ได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น โดยพลังยังไม่หมด และมีกลยุทธ์การสร้างการดึงดูดใจที่ยอดเยี่ยม

 

ในงานสัมมนาสิ่งที่เราจะส่งให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา มี 4 เรื่องหลักๆ คือ พลังงานที่จะต้องส่งให้ถึงผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคน สาระดีไม่มีข้อโต้แย้ง การสร้างความซาบซึ้ง และการใส่อารมณ์ขัน ซึ่งผมมีครบถ้วน สามารถตรึงคนได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้ายัน 6 โมงเย็นแบบไม่มีเบรก พักกินข้าวเที่ยงเพียง 40 นาที ที่สำคัญสามารถเชื่อมต่อถึงคนเข้าร่วมสัมมนาได้ เพียง 3 นาทีคนจะมาสนใจฟัง โดยพลังที่นำมาขับเคลื่อนมาจาก 3 ทาง คือ พลังแห่งความเจ็บปวดในอดีต  พลังแห่งจิตวิญญาณที่ต้องการช่วยเปลี่ยนแปลงคน และพลังแห่งการดูแลตัวเอง เหมือนนักกีฬา ที่มีเวลาฝึกซ้อม เตรียมตัวและลงแข่ง พลังจึงไม่ตก สามารถส่งพลังสูงไปยังคนฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เครื่องส่งแรง เครื่องรับดีจึงจะรับได้” ผมจัดสัมมนามากว่า 150 ครั้ง คนสูงสุด 10,000 คน ก็สามารถเอาอยู่

 

'นพกฤษฏิ์' บอกว่า มีความพึงพอใจกับฐานะรายได้ในตอนนี้ แต่สิ่งที่ต้องการคือการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง โดยการนำความรู้ไปช่วยเหลือคน เพื่อยกระดับชีวิตคนให้ดีขึ้น

 

'ยังมีแรงบันดาลใจ ที่ไม่ใช่เรื่องเงินแต่ต้องการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้ รวมทั้งการทำให้เข้าใจการดำเนินชีวิต โดยจะเป็นวิทยากรพูดให้ฟรี และต้องการสร้างสถาบันพัฒนาผู้นำให้กับประเทศไทย เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพให้กับชาติ เพราะประเทศจะเจริญได้จะต้องมีคนที่มีแนวคิดที่ถูกต้อง มีภาวะผู้นำที่สูง ซึ่งผมจะสร้างสิ่งนี้เพื่อร่วมพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า'

 

มาติดตามเรื่องราวแรงบันดาลใจเปลี่ยนชีวิต และ “เคล็ดวิชาแห่งความสำเร็จ” ของ นพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ได้ในรายการ “เจาะใจ” จากลิงก์นี้

 

https://www.viu.com/ott/th/th/vod/216550/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%88?fbclid=IwAR2F9Ofk9LJzfFz7bGdrYKpph6vELkU_iR7bnQRHb4fDiac0VYfmzl3GKaY

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended