royal coronation
วันที่ 19 ตุลาคม 2562
ไลฟ์สไตล์

เกือบตายอีกรอบ

วันที่ 15 กันยายน 2562 - 00:00 น.
หมอไพร่,ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน,เกือบตาย
Shares :
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

คอลัมน์... ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน โดย... หมอไพร

 

 

          ใครจะคิดว่าความตายอยู่แค่ชั่วพริบตา....ปกติแล้วตัวเองจะมีอาการปวดหัว มึนบ่อยๆ และหัวใจพลิ้วไหวบางครั้ง เป็นแต่ละครั้งจะฝังเข็มให้ตัวเองแล้วอาการก็จะหายไป ร่างกายกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม และปกติเป็นคนไม่ชอบออกกำลังกาย ชอบกินเนื้อสัตว์ แป้ง ไอศกรีม เค้ก ชาเย็น ผลไม้ปั่นเย็นๆ นอนดึกเป็นประจำ อยู่หน้าจอมือถือตลอด ฯลฯ รู้ทั้งรู้ว่าไม่ดีแต่ตามใจตัวเองตามใจปากใครจะเตือนอย่างไรก็แก้ตัวว่า นานๆ ที ในที่สุดก็เกิดเรื่องจนได้

 


          ครั้งแรกออกไปซื้อของนอกบ้านกับเพื่อนๆ ตอนเย็นๆ รู้สึกกระหายน้ำจึงเลือกดื่มชาเขียวร้อน ทางร้านให้ชาเขียวซองใหญ่มา 2 ซอง ใส่ในกาใหญ่ พร้อมแก้วสองใบ หลังจากกินชาเขียวไปได้ 1 แก้วเริ่มมีอาการปวดศีรษะ ปวดตา รู้สึกแย่มาก แน่นหน้าอก จะเป็นลม เดินไม่ไหว ตัวเย็นลงเรื่อยๆ พอดีอยู่ใกล้บ้านเพื่อน จึงรีบกลับเข้าบ้าน เพื่อนต้องช่วยพยุงเดินทั้งสองข้าง พอเข้าห้องต้องนั่งพิงโซฟาไม่มีแรงเคลื่อนไหว แม้แต่จะพูด หมดสภาพมากๆ แม่เพื่อนเห็นอาการรีบเอาโสมมาชงให้ดื่ม สักพักถึงค่อยรู้สึกดีขึ้น มีแรงพูด มีแรงนั่งตัวตรงไม่ต้องพิงอีก หลังจากอาการดีขึ้น มานั่งวิเคราะห์กับเพื่อนว่าสงสัยจะเกิดจากชา เพราะชาเขียวมีฤทธิ์เย็น แถมร้านค้าใส่มาสองซองใหญ่เลยทำให้พลังชี่ตก เวียนศีรษะ ไม่มีแรง เหนื่อย ตอนนั้นเลยรู้สึกว่าต่อไปคงต้องพกโสมติดตัวแล้ว


          ครั้งที่สองทำงานที่โรงพยาบาล วันนั้นหลังจากกินข้าวกลางวัน กลับมาทำงานต่อ มีอาการเหมือนจะวูบ 2-3 ครั้ง ปวดศีรษะเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ และมีอาการปวดตาซ้ายร่วมด้วย (อาการเหมือนครั้งก่อน) แต่ก็ใช้วิธีฝังเข็มตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้อาการยังไม่ดีขึ้น ได้แต่อดทนให้ถึงเวลาเลิกงานเพื่อกลับไปรักษาตัวที่บ้าน พอถึงเวลาเลิกงานอาการทุกอย่างยังคงเดิม และมีอาการจุกอก อั้นจุกยอดอก เรอไม่ออก ไม่ขึ้นไม่ลงแน่นอยู่กลางอก รู้สึกอึดอัดมาก สักพักรู้สึกปวดถ่าย แต่ก็อั้นไว้ รีบลาหัวหน้างานไปที่รถ พอขึ้นรถรู้สึกว่าจะไม่รอดแน่ๆ (กลับไม่ถึงบ้าน) จึงโทรหาเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างานให้ช่วยพากลับบ้าน แต่ไม่มีใครรับสายสักคน จึงตัดสินใจตั้งสติขับรถกลับบ้าน ขณะขับรถมือข้างนึงกดจุดทงหลี่ ไปด้วย แต่กดไม่ถนัดเพราะต้องขับรถเอง พร้อมสวดมนต์และครองสติตลอด

 

 

          ถึงหน้าหมู่บ้านต้องรีบจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อเพื่อลงไปอาเจียน ไปถึงครึ่งทางไม่ถึงกระถางต้นไม้ก็อาเจียนพุ่งออกมา อาเจียนจนหมด รีบขึ้นรถโทรบอกที่บ้านให้เปิดประตูรั้วประตูบ้านให้หมด เพราะไม่มีเวลามาไขกุญแจเข้าบ้านแน่ๆ ถึงบ้านรีบเอารถเข้าจอดแล้วเข้าห้องน้ำไปถ่าย เสร็จแล้วออกมานอนแผ่หมดแรงอยู่ห้องรับแขก ตอนนั้นไม่มีแรงจะพูดหรือขยับตัวแล้ว ตัวเย็นหนาวมาก พยายามพูดบอกอาการแม่พูดได้ไม่กี่คำ แม่นำโสมมาให้อม นอนอมโสมทีละเม็ด ทีละเม็ด อมไปสามเม็ด อาการหัวใจจะหยุดเต้นหายไปรู้สึกร่างกายอบอุ่นขึ้น ดีขึ้นมาบ้าง แม่เอาเสื้อมาให้เปลี่ยนและนอนที่ห้องรับแขกโดยไม่มีการอาบน้ำเลยในคืนนั้น


          เช้าวันรุ่งขึ้นคุยกับแม่ถึงเรื่องเมื่อคืน แม่บอกว่าเมื่อคืนคุยไม่รู้เรื่องแล้ว บอกแต่ว่าเพลียไม่มีแรง แม่คิดว่าเพลียจากการทำงานอย่างเดียว เลยได้แต่ให้อมโสมอย่างเดียว ไม่กล้าถามมาก ปล่อยให้นอนพัก จึงไม่ได้รักษาอะไรมากไปกว่านั้น


          คืนนั้นนอนได้ครึ่งคืนตื่นไปอาบน้ำแล้วนอนต่อ รู้สึกว่าดีขึ้นบ้าง แต่ยังเพลียมากต้องลางานนอนพักไป 3 วัน หลังได้พักอาการค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงไปโรงพยาบาลตรวจหัวใจ EKG และอื่นๆ ผลออกมาปกติหมด ยกเว้นค่าไตรกลีเซอร์ไรด์ และคลอเรสเตอรอลสูง คุณหมอบอกเกิดจากการอุดตันของเส้นเลือดที่หัวใจ แต่สองครั้งที่ผ่านมาตะกรันหลุดออกไปจึงรอดมาได้ ถือว่าโชคดีมาก ให้กลับไปออกกำลังกาย กินผักผลไม้ งดพวกขนมปัง เค้ก เนยต่างๆ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ระบบไหลเวียนดีขึ้น


          หลังจากทำตามคุณหมอ เดินเช้าเย็นครั้งละ 3 กิโลเมตร และกินผักผลไม้ ดื่มน้ำ งดขนมปัง เค้ก รู้สึกร่างกายสบายขึ้น ไม่มีอาการอึดอัดและน้ำหนักลดลงไปด้วย


          ที่สุดแล้วตัวเราเองดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพราะเมื่อร่างกายทนจนถึงขีดสุดจะวิธีไหนก็ต้านทานไม่อยู่ ชีวิตประจำวันทำให้ป่วย ชีวิตประจำวันทำให้อายุยืนยาว จะอยู่ยาวแบบแข็งแรง หรือเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ และด่วนจากไปโดยไม่ได้ร่ำลาครอบครัว ครั้งนี้ประจักษ์แล้วแก่ตัวเอง


          ข้อเขียนข้างต้นเป็นคำสารภาพของลูกสาวผู้เขียนเอง เธอเขียนด้วยตัวเอง อันที่จริงไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน เรื่องการออกกำลังกาย เรื่องการนอนดึก เรื่องการใช้มือถือ ได้เตือนกันมาตลอด และตัวเธอเองก็รู้ตัวดีมาตลอด แต่ทำไม่ได้ หมอหัวใจกำชับว่าอย่าได้มีครั้งที่ 3 อาจไม่รอดแน่ เธอเลยต้องปฏิบัติตามหมอสั่ง นี่แหละนะที่เขาเรียกว่า “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ