royal coronation
วันที่ 19 กันยายน 2562
ไลฟ์สไตล์

นิสสัน ลีฟ ชาร์จครั้งเดียวเที่ยวทั้งวัน

วันที่ 3 สิงหาคม 2562 - 00:00 น.
นิสสัน ลีฟ
Shares :

นิสสัน ลีฟ ชาร์จครั้งเดียวเที่ยวทั้งวัน คอลัมน์...  ยานยนต์

 

 

          เป็นรถพลังงานไฟฟ้า หรือว่า “อีวี” ที่ขายดีที่สุดในโลก สำหรับ นิสสัน ลีฟ โดยมียอดสะสมตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกปี 2553 มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่เปิดตัวปีที่แล้วทั้งสิ้น 4.1 แสนคันทั่วโลก
  

          ในบ้านเรา นิสสัน เปิดตัวและเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้ประมาณ 100 คัน ซึ่งผู้บริหารนิสสันก็ยอมรับว่ายังไม่พอใจสักเท่าใดนัก ต้องมีอะไรให้ทำอีกหลายเรื่อง และอาจจะต้องแตะเรื่องราคาด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เปิดตลาดมาในราคาที่ต่ำกว่ากันมากอย่างเอ็มจี แซดเอส อีวี แม้ว่าจะนิสสันจะเสียเปรียบที่ภาษีนำเข้า 20% แต่เอ็มจี 0% ก็ตาม แต่ผู้บริโภคคงไม่ได้ดูตรงนั้น แต่ดูที่ราคาสุดท้ายเป็นหลัก
  

 

 

 

 

 

          ช่วงนี้นิสสันมีความพร้อมทางด้านสินค้าแล้ว สามารถตัดรถออกมาทำกิจกรรมได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะของใหม่ และยังมีคำถามหลายอย่าง จำเป็นจะต้องให้ตัวสินค้ามันเป็นตัวตอบคำถามเอง ซึ่งเริ่มต้นวันนี้นิสสันก็จะมีกิจกรรมลองขับกับลูกค้ากลุ่มแรก
  

          นิสสัน ลีฟ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ หรือ 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 7.9 วินาที และเมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 100% สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 311 กม. ตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle)
  

          ส่วนการชาร์จทำได้ 3 วิธี คือ การชาร์จด้วยไฟบ้านปกติ ใช้เวลา 12 ชม. การชาร์จด้วยอุปกรณ์ติดผนังหรือวอลล์บ็อกซ์ ใช้เวลา 6 ชม. และหากชาร์จแบบเร็ว หรือควิกชาร์จ ใช้เวลา 40 นาที ชาร์จได้ 80%  

 

 

 


          ผมไปร่วมกิจกรรมขับกับนิสสัน ลีฟ ย่านพระราม 9 เริ่มต้นด้วยการขับแบบจิมคาน่า ย่านพระราม 9 ซึ่งนิสสันมีเป้าหมายหลักคือให้ลองการใช้งานอี แพดเดิล (e-paddle) ซึ่งเป็นการควบคุมการขับเคลื่อนและการหยุดรถโดยไม่ต้องใช้เบรกแต่อย่างใด ใช้แป้นคันเร่งแป้นเดียว ซึ่งอาจจะช่วยลดความเมื่อยล้าของขาที่ต้องย้ายแป้นไปมาได้


          การใช้งานไม่ยากอะไร หากจับจังหวะได้ ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนักก็ควบคุมมันได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงรถติดๆ ในกรุงเทพฯ หรือ ช่วงที่พอจะมีทางโล่งๆ บ้าง ช่วงออกไปนครปฐมก็สามารถใช้แต่ อี-แพดเดิลอย่างเดียว ผมว่าไม่ต่ำกว่า 80-90% ยกเว้นบางจังหวะที่อาจจะมีรถแทรกเข้ามาหน้าเรากะทันหันโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงให้สัญญาณไฟมาก่อน (ซึ่งมีบ่อย) ก็อาจจะต้องยกเท้าไปเหยียบเบรก ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะไม่จำเป็นก็ได้ แต่เป็นไปตามสัญชาตญาณ
   


          อี แพดเดิล ที่ทำหน้าที่เป็นเบรกด้วยก็คือเมื่อเราค่อยๆ ถอนน้ำหนักเท้าความเร็วจะลดลงเหมือนว่ามีเบรกทำงานด้วย ต่างจากคันเร่งทั่วไปที่รถจะไหลไปตามแรงเฉื่อยๆ พูดง่ายๆ ก็คือถ้าถอนเบาๆ ก็เหมือนเบรกเบาๆ แต่ถ้าถอนเร็วๆ ก็เหมือนเบรกหนักๆนั่นแหละครับ
   

 

 

 

          การขับจิมคาน่า ด้วยอี แพดเดิล ทำได้ไม่ยากครับ เมื่อจะถึงโค้งก็ถอนคันเร่ง เลี้ยงให้พอดี ก็ผ่านโค้งไปได้โดยไม่ต้องแตะเบรก เช่นเดียวกับช่วงสลาลอม ที่ต้องขับซิกแซ็กผ่านกรวยไปมา ซึ่งอาจทำได้ดีกว่าคันเร่งทั่วไป เพราะเมื่อถอนคันเร่งระบบจะช่วยดึงรถให้ช้าลงแบบรู้สึกได้
  

          สนามนี้นอกจากลองการใช้อี แพดเดิล แล้ว ก็ยังรู้ถึงสมรรถนะการควบคุมในพื้นที่แคบๆ ความคล่องตัว การยึดเกาะถนน ความแม่นยำของพวงมาลัยเพิ่มขึ้น
  

          จากนั้นก็เป็นการขับเดินทางในกรุงเทพฯ และออกนอกกรุงไปย่านนครชัยศรี นครปฐม ซึ่งผมไม่เลือกขึ้นทางด่วน แต่วิ่งตัดออกถนนรัชดาภิเษกมุ่งหน้าเข้าถนนอโศก ซึ่งเส้นทางนี้อาจจะมีปัญหาการจราจรหนาแน่น และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แม้จะเป็นช่วงบ่ายต้นๆ ก็ตามจากแยกรัชดาพระราม 9 ผมใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็ระยะทางไม่กี่ร้อยเมตร ก่อนถึงแยกอโศก-เพชรบุรี
  

 

 

 

          แต่ก็ทำให้ได้ตอบคำถามที่มีคนถามมากมายว่า อีวี กับบ้านเรา ในสภาพจราจรที่หนาแน่นมันจะไปรอดไหม จะยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าหรือไม่
  

          ผมได้คำตอบว่าการจอดนิ่งๆ ขยับทีละไม่กี่เมตร และเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ แบตเตอรี่ลดไป 2% เท่านั้น
  

          หลุดจากตรงนี้ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะโล่งจริงจัง ผมตัดเข้าถนนเพชรบุรี ลัดเลาะไปออกสุขุมวิท หลังสวน สาทร ก็ยังมีปริมาณรถที่หนาตาอยู่ดี แต่ก็ทำให้ได้คำตอบว่า ลีฟ ก็สามารถใช้งานกับเส้นทางต่างๆ ในกรุงเทพฯ ได้อย่างกลมกลืน แรงบิดที่สูงและไม่ต้องรอรอบเพราะมาตั้งแต่ช่วง 0-3,283 รอบ/นาที ทำให้การออกตัวทำได้รวดเร็วกระฉับกระเฉงมาก เช่นเดียวกับการเปลี่ยนช่องทางที่ทำได้ทันใจและไม่เป็นภาระให้รถที่อยู่ในช่องที่เราเปลี่ยนไปต้องเบรกเพราะเราไปเกะกะเขาแน่ มันจึงเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง เพราะมีความคล่องตัวสูง
  

          ส่วนการขับขี่ออกต่างจังหวัดสามารถใช้ความเร็วได้บ้างแต่ก็ไม่มากนัก เพราะปริมาณรถหนาตาอยู่ดี แต่การใช้ความเร็วระดับการใช้งานทั่วไป 120-130 นี่ทำได้สบายๆ ไม่มีปัญหา หรือจะกดเพิ่มขึ้นสูงกว่านั้นสัก 150 ก็ได้ แต่ว่าความเร็วช่วงปลายการตอบสนองจะไม่เร้าใจเท่าความเร็วต่ำๆ หรือปานกลาง
  

 

 

 

 

          แต่เอาเป็นว่า เรื่องของสมรรถของขุมพลัง ลีฟ อยู่ร่วมท้องถนนกับรถอื่นๆ ได้สบาย และดีกว่าด้วยซ้ำในบางช่วงตอน เช่น ออกตัว เร่งแซง หรือการเปลี่ยนความเร็วไปมา
  

          อารมณ์การขับขี่ก็ใช้ได้ทีเดียว ช่วงล่างอยู่ในเกณฑ์ดีครับ รถนิ่ง ส่วนหนึ่งเพราะศูนย์ถ่วงที่ต่ำจากการวางแบตเตอรี่ไว้ด้านล่าง และยังง่ายต่อการกระจายน้ำหนักได้ดีกว่ารถที่ใช้เครืองยนต์ ช่วยขับขี่ในเส้นทางโค้งได้แม่นยำ พวงมาลัยแม่นยำ แต่น้ำหนักพวงมาลัยผมว่าเบาเกินไป ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับการใช้งานในเมือง


          การดูดซับแรงสั่นสะเทือนก็น่าพอใจ แม้เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่าอยากให้นุ่มนวลกว่านี้สักหน่อย แต่สำหรับผมคิดว่ามันเพียงพอแล้ว อันนี้ก็อยู่ที่ความพอใจส่วนบุคคล
  

          สรุปแล้วไปกลับกว่า 100 กม. แบตเตอรี่ก็ยังเหลืออยู่พอควร แต่ว่าถ้าจะให้ดีด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ควรจะลองให้แบตเตอรี่หมด หรือเกือบหมด แล้วดูว่าได้ระยะทางเท่าไร ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะมีโอกาสลองมาเล่าสู่กันฟังอีกรอบ

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ