ผ่านมาทั้งทะเลสาบไนวาชา(Lake Naivasha) และอุทยานแห่งชาตินากูรู(Lake Nakuru National Park) สนุกสนานกับการเข้าป่าซาฟารีที่เคนยา แต่ไฮไลท์ของการเดินทางเที่ยวนี้ เป็นอันรู้กันว่าอยู่ที่อุทยานแห่งชาติมาไซ มาร่า(Masai Mara National Park)
 
                      โชคดีที่เที่ยวนี้สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว(www.ttaa.or.th) และสายการบินเคนยา แอร์เวย์ส (www.kenya-airways.com/th) ร่วมจัดทริปเคนยาขึ้นมาเพื่อสำรวจสุดยอดอุทยานของประเทศเคนยา และมีอุทยานแห่งชาติมาไซ มาร่า รวมอยู่ในการเดินทางครั้งนี้ด้วย เลยได้สัมผัสอุทยานแห่งชาติที่ดีที่สุดของเคนยาไปด้วย และก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเที่ยวนี้ฉันค่อนข้างโชคดีเป็นพิเศษที่ได้บริษัทท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญการเดินทางในทวีปแอฟริกาอย่างบริษัทเซาเทิร์น ครอส ซาฟารี (www.southerncrosssafaris.com) ร่วมกับบริษัทยู แทรเวล วาเคชั่นส์(0-24282114) ทำให้ได้ข้อมูลต่างๆ อย่างเต็มอิ่มและครบครัน
 
                      เส้นทางสู่อุทยานแห่งชาติมาไซ มาร่าอาจจะค่อนข้างไกล แต่เมื่อมีสัญญาณไวไฟอยู่กับรถตลอด จะนานแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นปัญหา ระหว่างทางสารถีจะเตือนตลอดว่าอย่าถ่ายรูปชาวมาไซที่เราเจอระหว่างทาง เพราะถ้าไม่ให้สตางค์เขาอาจเอาก้อนหินขว้างใส่กระจกรถ หรือไม่ก็เอาไม้ตีรถ ถ้าอยากถ่ายเดี๋ยวจะพาไปที่หมู่บ้านชาวมาไซ ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม
 
                      แต่ไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วจะบุกเข้าไปเลย เพราะต้องจ่ายค่าเข้าหมู่บ้านด้วย ซึ่งสิ่งที่คุณจะได้รับคือการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวมาไซที่ยกกันมาเกือบทั้งหมู่บ้าน โดยเฉพาะผู้ชายที่แต่งตัวเต็มยศมายืนรอนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนกันมาเกือบตลอดทั้งวัน
 
                      หลังจากทักทายผู้นำประจำหมู่บ้านเสร็จ คราวนี้ชายหนุ่มก็พากันเต้นรำและกระโดดตามสไตล์ของชาวมาไซ ทำเอานักท่องเที่ยวพลอยสนุกสนานเข้าไปร่วมกระโดดกันตามไปด้วย
 
                      จากนั้นผู้นำจะนำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในรั้วรอบขอบชิดของชาวมาไซ เป็นต้นว่า รั้วที่กั้นไว้รอบหมู่บ้านเพื่อป้องกันสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะสิงโต เข้ามากินวัวที่เลี้ยงเอาไว้ เพราะตรงกลางลานหมู่บ้านจะเป็นพื้นที่โล่งที่เอาไว้เลี้ยงวัว
 
                      ผู้นำไม่ได้แค่พาดูบ้านแบบผิวเผิน แต่พาเข้าไปดูบ้านช่องห้องหับของเขาด้วย อาจจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่บ้านที่ก่อร่างสร้างขึ้นก็มีหลายชีวิตอาศัยอยู่ อย่างบ้านผู้นำหมู่บ้าน นอกจากมีลูกๆ และเมียแล้ว ยังมีแม่และย่าอาศัยอยู่ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ บ้านข้างๆ ที่กำลังสร้างอยู่ ผู้นำบอกเป็นบ้านของเมียคนที่สอง เขาบอกว่าคนจะมีเมียเพิ่มได้ ต้องมีวัวเยอะ เพราะชาวมาไซเขาวัดความมั่งคั่งจากจำนวนวัวที่มีในครอบครอง ผู้ชายที่นี่จึงสามารถมีเมียหลายคนได้
 
 
 
 
                      ฉันเคยเจอชาวมาไซไปทำงานที่เกาะซานซิบาร์ ประเทศแทนซาเนีย ผู้นำบอกว่า สมัยก่อนชาวมาไซโดยมากทำมาหากินด้วยการเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน สร้างที่พักแบบอยู่ชั่วคราว และเคลื่อนย้ายไปตามฤดูกาล บ้านเขาก็ทำจากขี้วัวผสมกับโคลน มีหญ้าและกิ่งไม้มาผสมด้วย ผู้นำบอกว่านี่แหละกันยุงและแมลงดี
 
                      แต่ตอนนี้สังคมเร่ร่อนของชาวมาไซกำลังถึงจุดเปลี่ยน เพราะทางการเคนยาและแทนซาเนียจริงจังเรื่องการดูแลพื้นที่ป่าสงวน ทำให้ชาวมาไซต้องลงหลักปักฐานที่ใดที่หนึ่ง เพราะถ้าเข้าไปล่าสัตว์ในเขตป่าสงวนจะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ชาวมาไซจำนวนไม่น้อยเลยเปลี่ยนไปหางานทำในสังคมเมือง ก็ไม่แปลกถ้าฉันจะเจอชาวมาไซที่เกาะซานซิบาร์
 
                      อยากฟังเรื่องราวของชาวมาไซต่อ แต่ผู้นำเชื้อเชิญให้ไปช็อปที่ตลาดท้ายหมู่บ้าน พอเดินไปถึงจึงพบว่า บรรดาคุณแม่บ้านชาวมาไซ มาเปิดแผงขายของอยู่ที่นี่เอง พวกไม้แกะสลักเป็นรูปสิงสาราสัตว์นี่เยอะมาก และราคาถูกมากเช่นกัน ส่วนพวกผ้าสีสันฉูดฉาดในแบบมาไซก็มีให้เลือกไม่น้อย จำพวกหน้ากากและของประดับบ้าน เครื่องประดับ ก็มีให้เลือกกันตาลายไปเลย อยากจะช็อปแต่ได้เวลาต้องไปส่องสัตว์พอดี เลยต้องบอกลาชาวมาไซ ไปสำรวจวสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติมาไซ มาร่ากันต่อ
 
                      ซึ่งถ้าจะพูดว่าไฮไลท์ของคนมาเคนย่าคือการมาท่องอุทยานแห่งชาติมาไซมาร่า ก็คงไม่ผิด เพราะที่นี่คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยปกติการท่องป่าในเขตอุทยานทำกันทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็น เพื่อให้เห็นบรรยากาศที่แตกต่าง โดยมากมักจะออกสำรวจป่ากันตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หากโชคดีคุณก็จะได้เห็นบิ๊กไฟว์ครบถ้วน และบางครั้งอาจจะได้เห็นการล่าเหยื่อของบรรดาเจ้าป่าอย่างสิงโตในระยะประชิด แต่สัตว์จำพวก ยีราฟ ม้าลาย วิลเดอร์บีส และอิมพาลา หาดูได้ทุกมุม และมีจำนวนไม่น้อยซะด้วย
 
                      ออกรถมาไม่ทันไร ก็เจอฝูงสิงโตแม่ลูกกำลังฉีกร่างวิลเดอร์บีสกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ถัดจากมุมนั้นมาไม่ไกล ยังมีสิงโตนอนผึ่งร่างอย่างขี้เกียจอยู่ และไม่น่าเชื่อว่าทริปนี้ฉันเจอสิงโตตัวผู้ที่อวดแผงขนตรงคออย่างสง่างาม ปกติมาซาฟารีทีไรเจอแต่สิงโตตัวเมีย เท่านั้นยังไม่พอ ยังเจอเสือชีตาห์ ฝูงช้างแอฟริกา และเสือดาวอย่างครบถ้วน เรียกว่าเป็นทริปที่ได้เจอบิ๊กไฟว์เต็มอิ่ม
 
                      แต่ที่ทำให้อิ่มยิ่งกว่าคือ ได้เห็นฝูงวิลเดอร์บีสและม้าลายอพยพข้ามแม่น้ำมาร่าพอดี เพราะไปตรงกับช่วงฤดูสัตว์อพยพข้ามถิ่นซึ่งตรงกับเดือนกรกฎาคมถึงกลางตุลาคมของทุกๆ ปี ใครมาช่วงนี้ก็จะได้เห็นฝูงสัตว์อพยพนับล้านๆ ตัว อพยพข้ามถิ่นระหว่างอุทยานแห่งชาติเซเรงเกติ ประเทศแทนซาเนีย กับเขตอุทยานแห่งชาติมาไซ มาร่า เพื่อมาหาแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ไฮไลท์เด็ดอยู่ตอนที่พวกสัตว์อพยพข้ามแม่น้ำมารา ที่ต้องผ่านฝูงจระเข้ที่ดุร้ายดักรออยู่ ภาพเหล่านี้ถือเป็นช็อตเด็ดที่นักเดินทางและนักถ่ายภาพทั้งหลาย ต่างมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อรอคอยที่จะลั่นชัตเตอร์ใส่ฝูงสัตว์อย่างเพลิดเพลิน
 
                      เป็นการเดินทางเที่ยวที่เต็มอิ่มกับการสำรวจชีวิตสัตว์ป่าเหลือเกิน อาจจะจริงที่ว่า ยิ่งได้ท่องป่าซาฟารีมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งหลงรักโลกใบนี้มากขึ้น
 
 
 
 
----------------------
 
(เที่ยวนี้ขอเล่า : 'มาไซ มาร่า' สุดยอดอุทยานแห่งเคนยา : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง [email protected] IG - kan_hongthong)