เหตุการณ์คาร์บอมบ์กลางเมืองยะลา และกลางเมืองหาดใหญ่ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม  ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา คือ ประจักษ์พยานอันเด่นชัดถึงศักยภาพของแนวร่วมที่พยายามเขย่าอำนาจรัฐและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
 
              “พ.อ.ปกรณ์ จันทรโชตะ” รองเสนาธิการมลฑลทหารบกที่ ๔๒ ค่ายเสนาณรงค์ จ.สงขลา ซึ่งเป็นผู้หน้าชุดในการควบคุมดูแลพื้นที่โรงแรมลีการ์เดนส์ พลาซ่า จากเหตุการณ์ “คาร์บอมบ์” หาดใหญ่ครั้งล่าสุด ซึ่งมีประสบการณ์ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ประจำการใน ๓๘ ฐานปฏิบัติการในพื้นที่สีแดง ณ จังหวัดชายแดนใต้มาอย่างโชกโชนตลอด ๗ ปีเต็มนับแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา
 
              นอกจากการใช้งานการเมืองนำการทหาร เพื่อเข้าหาประชาชนแล้ว พ.อ.ปกรณ์ ยังเป็นนายทหารที่ลุยพื้นที่กับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นประสบการณ์ในเรื่องของการปะทะกับฝ่ายตรงข้ามที่ประสบกับตัวในสมรภูมิเดือดในปลายด้ามขวานก็มีชนิดนับไม่ถ้วน
 
              ยิ่งไปกว่านั้น พ.อ.ปกรณ์ ยังได้ใจชาวบ้านในพื้นที่สีแดงถึงขั้นประชาชนยกที่ดินอีกทั้งยังพร้อมใจกันมาช่วยสร้างฐานให้เจ้าหน้าที่เพื่อปักหลักปฏิบัติภารกิจดูแลความสงบเรียบร้อยในชุมชนอีกด้วย ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในดินแดนที่คุกรุ่นไปด้วยอุณหภูมิอันร้อนแรงจากเหตุความไม่สงบ
 
              “ปี ๒๕๔๗ กลุ่มคนร้าย ๒๐ คน ลอบโจมตีฐานของเราที่ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนบ้านบูเกะตาโมง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส มีการปะทะนาน ๓๐ นาที จนคนร้ายล่าถอยและครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรารู้ว่าคนร้ายไม่ใช่โจรธรรมดา แต่มีการฝึกมีวิธีการจู่โจม มีการวางแผนและที่สำคัญเขาซ่อนตัวในเมืองไม่ได้หลบหนีบนเขาเหมือนอดีตแล้ว” พ.อ.ปกรณ์ เล่า
 
              พ.อ.ปกรณ์ เล่าต่อว่า ช่วงที่ผ่านมาขณะที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทพ.๔๔ ซึ่งดูแลพื้นที่สีแดงใน จ.ปัตตานี ได้สนธิกำลังร่วมกับทุกฝ่ายเปิดฉากยิงปะทะกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ หมู่ ๔ บ้านแซะโมะ ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี นำมาซึ่งการทลายคลังแสงใหญ่โดยเก็บกู้วัตถุระเบิด อุปกรณ์ประกอบระเบิดจำนวนมาก รวมถึงวิทยุสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ สวิตช์ชนิดเหยียบกับระเบิด แผงวงจรระเบิด สวิตช์ไฟฟ้า ดินระเบิดและปุ๋ยยูเรีย ตลอดจนเอกสารวงจรประกอบระเบิด ซึ่งชิ้นส่วนทั้งหมดหากหลุดรอดไปสามารถประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องได้ระเบิดทั้งหมด ๑๑ ลูกซึ่งระเบิดแต่ละลูกจะมีอนุภาพสูงเนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่ประกอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็สามารถสกัดการก่อเหตุครั้งสำคัญได้สำเร็จเพราะหากอุปกรณ์วัตถุระเบิด อาวุธสงครามทั้งหมดเล็ดลอดไปได้เชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างร้ายแรงในชีวิตของพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์
 
              อย่างไรก็ตามทุกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ พ.อ.ปกรณ์ บอกว่า จะนึกบุญคุณพ่อและแม่ เพราะเป็นพระอันประเสริฐในชีวิตคนทุกคน ส่วนของดีที่พกติดตัวมีเพียง ๔ อย่าง คือ ๑.แหวนหัวเหล็กไหล” ที่บูชามาจากวัดใน จ.ยะลาอ ๒.พระหลวงพ่อทวด ๓.เหรียญพระพุทธชินราชหล่อโบราณ ซึ่งเพื่อนมอบให้ และ ๔.ตะกรุดหลวงปู่เจียม อติสโย หรือ "พระครูอุดมวรเวท แห่งวัดอินทราสุการาม (วัดหนองยาว) ต.กระเทียม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งได้รับมอบจาก “พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร” ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก อดีตแม่ทัพภาคที่ ๒ เมื่อครั้งลงมาปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตะกรุดนี้จะไม่เคยห่างกาย เพราะขึ้นชื่อในเรื่องของกันภัยระเบิด โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนจะรู้ดี เพราะมีประสบการณ์ให้เห็นมานักต่อนัก
 
              “หลวงพ่อทวดผมจะแขวนเวลาอยู่บ้าน แต่ในสนามปฏิบัติงานผมจะแขวนตะกรุดหลวงปู่เจียม เนื่องหลวงพ่อทวดเลื่องชื่อในเรื่องแคล้วคลาด แต่ผมไม่อยากแคล้วคลาดกับคนร้ายอยากเจอกับโจรจึงเลือกแขวนตะกรุดยามที่อยู่บนดินแดนปลายด้ามขวาน เพราะเด่นทั้งเรื่องคุ้มกันระเบิด และเมตตาดีนักแล” พ.อ.ปกรณ์ กล่าว
 
              เมื่อถามถึงประสบการณ์ได้รับคำตอบว่า “ตะกรุดหลวงปู่เจียม” ช่วยให้รอดพ้นจากระเบิดมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะคนร้ายมักจะวางระเบิดเส้นทางทหารที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งทั้ง ๓๘ ฐานที่ผมเคยตระเวนทำหน้าที่ล้วนมีแต่หลุมระเบิดที่เกิดขึ้นชนิดนับนิ้วแทบไม่ไหว ซึ่งตลอดระยะเวลาก็ผ่านมาตลอด ไม่เว้นยามต้องลาดตระเวณในป่า ก็ก้าวผ่านระเบิดมาแล้วหลายลูก
 
              พ.อ.ปกรณ์ ทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญของการมีชีวิตอยู่คือต้องหมั่นกระทำในสิ่งที่เป็นคุณูปการแก่แผ่นดินที่ให้กำเนิด ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นพลังเกื้อหนุนให้เราพ้นจากภยันอันตราย ส่วนพระเครื่อง หรือเครื่องลางของขลัง เชื่อว่าเป็น “ของดี” ที่จะเปี่ยมด้วยพลานุภาพได้ต้องอยู่กับผู้ใช้ว่าตั้งตนอยู่ในกรอบของความดีงามหรือไม่ ผมไม่ประมาท แต่เชื่อว่าบางทีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็คอยคุ้มครองป้องภัยให้ผมรอดพ้นจากภยันอันตรายเพื่อให้ชีวิตมีลมหายใจต่อไปเพื่อทำหน้าที่ให้แก่พี่น้องประชาชนที่เฝ้ารอหวังจะเห็นสันติสุขกลับคืนดินแดนด้ามขวานอีกครั้ง แต่สำหรับผมตะกรุดหลวงปู่เจียมช่วยให้ผ่านพ้นระเบิดมานักต่อนักแล้วผมจึงศรัทธาเป็นอย่างมาก


“มังกรทอง”วงดนตรีเพื่อสันติสุข

              เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้แทบจะไม่ได้สัมผัสกับกิจกรรมบันเทิงใดๆ เนื่องจากไม่มีใครกล้าย่างกรายมาเติมยิ้มให้ชาวบ้านด้วยหวาดกลัวในปัญหาที่ยังปะทุอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยเหตุนี้ พ.อ.ปกรณ์ จึงควักกระเป๋า ๒ ล้านบาท เพื่อสร้างวงดนตรีกรมทหารพรานที่ ๔๔ ในชื่อ "มังกรทอง” โดยมุ่งเน้นตระเวนสรรค์สร้างความบันเทิงให้ชาวบ้านในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
 
              ภารกิจหลักของเจ้าหน้าที่คือให้ความช่วยเหลือคุ้มครองพี่น้องประชาชนให้ได้มีความสงบสุข โดยมีนโยบายเสริมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ส่วนวงดนตรีมังกรทอง เป็นปฏิบัติการเสริมความสุข ที่ให้ความบันเทิง และย้ำเน้นในเรื่องความรัก สามัคคี ปรองดอง
  
              “การทำงานใน ๓ จังหวัดมีวิธีการและรูปแบบมากมายแล้วแต่จะหยิบจับ ดั่งเช่นวงดนตรีมังกรทอง นอกจากจะสร้างสุขให้ชาวบ้านแล้วยังดึงความร่วมมือร่วมใจกันจากประชาชนได้อีกด้วยซึ่งเป็นหัวใจในการนำสู่ความเป็นอันหนึ่งเดียวของคนในสังคมไทยเราตระเวนเล่นทุกพื้นที่ในยามค่ำคืนไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีแดง หรือสีเขียว โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเกิดความรุนแรงเพราะชาวบ้านออกมาสัมผัสบรรยากาศความสุขที่เขาไม่ได้ลิ้มรสมานาน โดยหนึ่งเดือนเราจะออกเล่น ๑๗ คืนเป็นอย่างน้อย” พ.อ.ปกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย