เรื่องราวของ ผีหัวหลวงนั้น ผมเองพอจะได้ยินได้ฟังมาบ้างแต่ก็แบบผ่านๆตาไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมาย เพราะเคยอ่านเจอในหนังสือที่เกี่ยวกับคติความเชื่อของคนเหนือหรือชาวล้านนาที่เชื่อถือเรื่องนี้กันมาช้านานแล้ว

 

อ.อ๋อ บ่อทอง 


จนกระทั้งวันหนึ่งผมมีโอกาสไปเจอกับ อ.แขก รือเสาะ ผู้เรืองเวทย์และเป็นคุรุผู้รู้จริงในไสยศาสตร์ลี้ลับโบราณหลากหลายแขนงอย่างรู้ลึกและรู้จริง ทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสรรพวิชาสายจีน สายไทย สายมอญ สายพม่า สายมุสลิม ฯลฯระหว่างนั่งสนทนากันผมสังเกตุที่ข้อเท้าของ อ.แขก รือเสาะ เห็นรอยสักเป็นหน้ายักษ์มีอักขระโบราณรายล้อม สอบถามจึงได้ความว่า นี่คือ ยันต์ผีหัวหลวง ซึ่งเป็นพญายักษ์ที่กินผีเกเร คนภาคเหนือในสมัยโบราณจะนับถือกันมาก แต่ปัจุบันนี้วิชานี้แทบจะหายสาบสูญไปแล้วมีคนที่รู้จริงเรื่องนี้น้อยมาก ใครมียันต์นี้ติดตัวก็หมายความว่า จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องเกรงกลัวภูตผีปิศาจใดๆ


ผมสนใจในเรื่องตำนานผีหัวหลวงมาก จึงกลับมาสืบค้นต่อจนได้ความว่า ผีหัวหลวง ก็คือ พญาปุริสาท ท่านเป็นหนึ่งใน 4 มหาอำมาตย์ของท้าวเวสสุวรรณ (ผู้เป็นเจ้าแห่งภูตผีปีศาจและยักษ์ทั้งปวง) ท่านพญาปุริสาท ผู้ที่ได้การยอมรับว่า เป็นมือขวาของ ท้าวเวชสุวรรณ เป็นผู้กำราบ ภูติผี ปีศาจ อวิชาต่างๆ ที่นอกลู่นอกทาง รวมถึงช่วยเสริมด้านโชคลาภเงินทอง นั้นมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ดูแลพฤติกรรมของบรรดายักษ์และภูตผีปิศาจบริวารต่างๆ แต่ท่านพญาปุริสาทนั้นจะกินผีที่ไม่อยู่ในคำสั่งหรือผีเกเร ยักษ์เกเรเป็นอาหาร

 

 

อ.อ๋อ บ่อทอง ผู้สืบสานลายยันต์ ตำนานผีหัวหลวง มหามนต์ตรา ยักษ์กินผีแห่งล้านนา

ครูบากฤษดา กับ 3อาจารย์ฆราวาสที่ท่านถ่ายทอดวิชาผีหัวหลวงให้

 


เพราะฉะนั้น พวกยักษ์และภูติผีปีศาจจะเกรงกลัวท่านพญาปุริสาทมากเช่นเดียวกับท้าวเวสสุวรรณ เหล่าคณาจารย์สมัยก่อนทางอาณาจักรล้านนา หรือภาคเหนือของไทยเราในปัจจุบัน ทั้งในแถบเชียงตุ้ง ไทยใหญ่ พม่า จึงสร้างเป็นรูปเคารพ ,แผ่นยันต์, ผ้ายันต์ หินชนวน และเครื่องรางของขลังต่างๆรวมไปถึงการลงอักขระเลขยันต์ สักติดตัวไว้ โดยจะเป็นการสักใบหน้าของพญาปุริสาทไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง โดยหน้าแข้งเหนือข้อเท้าข้างขวาจะสักเป็นใบหน้าพญาปุริสาทที่เป็นหน้ายักษ์มีเขี้ยวโง้ง ส่วนหน้าแข้งเหนือข้อเท้าข้างซ้ายจะสักเป็นหน้ามนุษย์และรายล้อมไว้ด้วยอักขระเลขยันต์ภาษาล้านนาโบราณ แต่หาผู้ที่ศึกษาศาสตร์การสักนี้อย่างลึกซึ้งน้อยมาก


จนล่าสุดผมได้มีโอกาสพบกับ อาจารย์อ๋อ บ่อทอง เจ้าของพรอันประเสริฐ “อย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าใคร”   แห่งสำนักสักยันต์ชื่อดังแห่งบ้านบ่อทอง ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี  ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องราวในศาสตร์และศิลป์ด้านการลงอักขระเลขยันต์ ถือเป็นอาจารย์ฆราวาสผู้เรืองเวทย์รุ่นใหม่ที่รู้ลึกรู้จริงในไสยศาสตร์ทั้งสายวัดบางพระ สายมอญ สายขอมและไสยศาสตร์อีกหลายแขนง ซึ่งอ.อ๋อ บ่อทอง เล่าว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากทางภาคเหนือกับคณะอาจารย์ฆราวาส อาทิ อ.แขก รือเสาะ ,อ.จั้ม ศรีบูรพา,อ.เทพ พงศาวดารและเพิ่งได้ไปกราบนมัสการครูบากฤษดา แห่งวัดปงสนุกเหนือ เมืองลำปาง ซึ่งท่านเป็นผู้ที่สืบทอดวิชาของครูบานันตาและเป็นผู้ที่ศึกษาและรักษาตำราวิชาการสักยันต์ผีหัวหลวงหรือพญาปุริสาทเอาไว้

 

อ.อ๋อ บ่อทอง ผู้สืบสานลายยันต์ ตำนานผีหัวหลวง มหามนต์ตรา ยักษ์กินผีแห่งล้านนา

อักขระยันต์ผีหัวหลวง ตำรับล้านนาขนานแท้ ตำนานยักษ์กินผี


“ ตุ๊เจ้า(พระอาจารย์)ท่านเล่าว่า ได้วิชานี้มาจากอาจารย์ฆราวาสท่านหนึ่งชื่อว่า หนาน(ขอสงวนชื่อ)ที่อยู่ในแถบเชียงตุง ไทยใหญ่ เมื่อนานมาแล้ว เป็นวิชาที่มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ มีพลานุภาพมาก ผีทั้งหลายเกรงกลัวมาก แต่ขณะเดียวกันก็หนุนดวงช่วยในเรื่องโภคทรัพย์ ทำมาหากิน เสี่ยงโชคจะโดดเด่นมาก แต่ตามเคล็ดวิชานี้คือต้องสักไว้ที่ข้อเท้าบริเวณหน้าแข้ง เพื่อเป็นการสะกดข่มเอาไว้ จะให้เสมอกับเราไม่ได้ ต้องไว้ด้านล่าง แต่เวลาเราเดินทางไปไหนก็จะมีผีหลวงคุ้มครองไปด้วย ทำให้บรรดาภูตผีปิศาจทั้งหลายจะเกรงกลัวมาก เรียกว่าไปไหนก็แคล้วคลาดปลอดภัย มากด้วยบารมีตบะอำนาจ ผมจึงขอรับช่วงวิชาการสักยันต์ผีหัวหลวงหรือท่านพญาปุริสาท มาจากตุ๊เจ้าท่าน ท่านก็เมตตามอบวิชานี้ให้พร้อมอักขระยันต์ภาษาล้านนา แต่ที่สำคัญคือ น้ำมันสักของท่าน ซึ่งเป็นน้ำมันว่านที่ผสมว่านหายากมากมายจากฝั่งพม่า ซึ่งถือว่า เป็นวิชาสายเหนือของแท้แน่นอน นับเป็นโชคดีมากที่ท่านเมตตามอบให้มาเพื่อให้มาสักกับศิษย์ในสำนักและเป็นการสืบทอดรักษาสรรพวิชาโบราณแห่งล้านนานี่เอาไว้ในอนุชนรุ่นหลัง ลายยันต์กับอักขระคาถาอาจจะหากันได้แต่น้ำมันสักสายตรงแบบนี้หายาก ถ้าจะสักให้ได้ผลต้องสักกับน้ำมันว่านยายักษ์นี้เท่านั้นครับ"


กล่าวสำหรับน้ำมันสักนั้น เป็นน้ำมันที่เรียกกันว่า น้ำมันว่านยายักษ์ของพม่า ใช้ในด้านการแก้อาถรรพ์ ถอนอาถรรพ์ กันผีกันสางกันของไม่ดีต่างๆ ซึ่งทำมาจากว่านยาพม่านี้ ซึ่งว่านยาพม่าแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้4กลุ่ม คือยาพระ ยาเทวดา ยายักษ์ และยารูปสัตว์ 

อ.อ๋อ บ่อทอง ผู้สืบสานลายยันต์ ตำนานผีหัวหลวง มหามนต์ตรา ยักษ์กินผีแห่งล้านนา

น้ำมันสักผีหัวหลวงตำรับพม่าของแท้

 


ซึ่งทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะรวมเป็นสายยา ปถมังสิทธิ จะทำออกมาเป็นแท่งหรือในรูปลักษณะต่างๆนำมาฝนผสมกับน้ำมนต์หรือผสมเป็นน้ำมันว่านสำหรับใช้สักยันต์ มีข้อมูลจาก อ.กัน ล้านนา ระบุว่า ทางศาสตร์พม่านั้นครูบาอาจารย์สมัยก่อน เรียกว่าองค์สย่า จะนำยาทั้งหลายที่หาได้ มาทำการเล่นแร่แปรธาตุ(หลุง) บดบนถ้วยกระโหลกอาถรรพ์แล้วนำเขี้ยวเสือมาคนผสมตัวยา จากนั้นก็จะเสกคาถาประจุพลังจนศักดิ์สิทธ์ แล้วนำมาพอกปั้นเป็นแท่งหรือ อาจจะพอกเป็นรูปหรือแกะจากแท่งยาให้เป็นรูปลักษณะต่างๆ เพื่อบ่งบอกถึงตัวยาที่ได้ใช้ผสมลงไป เช่น พระพุทธรูป,เทพเทวดา,ยักษ์ปุริสาท,สัตว์ต่างๆ
 

สำหรับยายักษ์นั้นมักใช้ในด้านการแก้อาถรรพ์ ถอนอาถรรพ์ ไล่อาถรรพ์ กันผีกันสางกันของไม่ดีต่างๆ เรียกโชคลาภโภคทรัพย์ ตามคติความเชื่อเรื่องท้าวเวสสุวรรณและพญายักษ์ปุริสาท 


แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ศาสตร์วิชาในการสร้างยาของทางพม่า ได้สูญหายไปตามกาลเวลามากขึ้น เหลือเพียงไม่กี่สำนักเท่านั้นที่จะทำสำเร็จและสามารถสร้างยา ขยายยาเป็นของตัวเองได้ เพราะในตัวยานั้นกว่าจะสร้างได้เสร็จนั้น ต้องใช้เวลาเสาะหาตัวว่านยาในแถบป่าลึกในพม่า ไทยใหญ่ เชียงตุง เชียงรุ้ง ซึ่งว่านบางอย่างหายากมากในสมัยนี้ต้องใช้ความอุตสาหะมากพอสมควร 

 

อ.อ๋อ บ่อทอง ผู้สืบสานลายยันต์ ตำนานผีหัวหลวง มหามนต์ตรา ยักษ์กินผีแห่งล้านนา

 


ยิ่งการทำยายักษ์นั้นยังมีขั้นตอนที่ซับซ้อนอีกมาก รวมไปถึงพระเวทมนตราที่ใช้ปลุกพญาปุริสาทของครูผู้สร้างต้องกล้าแข็ง ถึงจะได้ตัวยายักษ์หรือน้ำมันว่านยายักษ์ที่ใช้ได้และมีฤทธิ์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นใครที่รู้เคล็ดวิชานี้หรือไปเสาะแสวงหาอาจารย์สักยันต์นี้ต้องบอกว่า ไม่ธรรมดา


แต่อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า การที่จะนำมาสักเป็นยันต์ผีหัวหลวงนั้นหรือ พญาปุริสาท ผู้เป็นพญายักษ์ที่กินผีเกเรเป็นอาหาร ต้องใช้น้ำมันผสมว่านยายักษ์เท่านั้น!!


และด้วยเหตุว่าท่านเป็นพญายักษ์หลวงมีฤทธิ์มาก คนโบราณในล้านนาจึงกลัวเกรงท่านมาก พยายามเลี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้ากับท่านในทิศต่างๆถึงกับมีการเขียนตำราด้วยภาษาล้านนาว่าด้วยทิศของผีหัวหลวงเอาไว้ด้วยและถึงกับระบุเอาไว้เลยว่า หากวันใดเมื่อใดผู้คนทั้งหลายจักกระทำพิธีอันเป็นมงคลห้ามหันหน้าไปทางทิศที่ผีหัวหลวงอยู่จักฉิบหาย จักเสียข้าวของเงินทอง หรือถ้าจะไปค้าขาย หรือไปเล่นเสี่ยงโชคลาภต้องระวังว่าเป็นทิศที่ ผีหัวหลวงอยู่หรือไม่ ซึ่งถ้าเรามาพิจารณาตามหลักของความเป็นจริงแล้วคงจะเป็นเรื่องยากที่จะปฏิบัติตาม แต่เอาเป็นว่า ในตำราโบราณของล้านนา ระบุข้อห้ามเอาไว้ดังนี้ 

อ.อ๋อ บ่อทอง ผู้สืบสานลายยันต์ ตำนานผีหัวหลวง มหามนต์ตรา ยักษ์กินผีแห่งล้านนา

 


วันอาทิตย์ : ผีหัวหลวงอยู่ปลายไม้ ห้ามแหงนหน้าดูปลายไม้เมื่อยามออกจากบ้าน
วันจันทร์ : ผีหัวหลวงอยู่ทางทิศตะวันออกห้ามนั่งหันหน้าไปทางนี้จักเสียทรัพย์ จักมีอันตราย
วันอังคาร : ผีหัวหลวงอยู่ทางทิศตะวันตกห้ามเที่ยวทางหรือหน้าไปทิศนี้ไม่ดี เล่นการพนันก็หมดเงิน
วันพุธ : ผีหัวหลวงอยู่ในอากาศ ห้ามขึ้นที่สูงจะตกลงมาตาย ห้ามเที่ยวทวนกระแสลมวันนี้จักเกิดพินาศเป็นเสนียดจัญไรแก่ตนแล
วันพฤหัสบดี : ผีหัวหลวงอยู่บนฟ้า ห้ามแหงนมองฟ้าเวลายามเมื่อออกจากบ้านเคหาจักเป็นเสนียดแก่ตน ไปค้าขายก็ไม่ได้ดั่งใจอับโชค 
วันศุกร์ : ผีหัวหลวงมันอยู่ทางทิศใต้ ห้ามออกบ้านทางทิศใต้หรือไปค้าขายเสี่ยงโชคทางนี้หรือนั่งหันหน้าไปทิศใต้จะไม่เจริญ
วันเสาร์ :  ผีหัวหลวงอยู่ทิศเหนือห้ามไปเที่ยวทางนี้หรือนั่งหันหน้าหันหน้าไปทิศเหนือจะเป็นทุกข์เสี่ยงโชคลาภก็ไม่ได้ดั่งใจปราถนา 

 

อ.อ๋อ บ่อทอง ผู้สืบสานลายยันต์ ตำนานผีหัวหลวง มหามนต์ตรา ยักษ์กินผีแห่งล้านนา


…........

อย่างไรก็ตาม เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่เคล็ดลับการนำวิชามาใช้ของแต่ละครูบาอาจารย์ ใครที่แก้เคล็ดเป็นก็จะประสบโชคพบกับชัยชนะมากกว่าจะต้องพ่ายแพ้ไป ส่วนจะแก้เคล็ดกันอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละคน แต่ละครูบาอาจารย์...แต่รับรองว่า ใครมีพญาปุริสาทติดตัวไปทางไหน...ทางนั้นผีกระเจิง...


ข้อห้ามมีข้อเดียว สำหรับคนที่สักผีหัวหลวงไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้างคือ 
ห้ามเตะลูกเตะเมียเด็ดขาด!!!


ส่วนใครสนใจเรื่องราวของการสักยันต์ผีหัวหลวงแบบละเอียดก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักสักยันต์ อ.อ๋อ บ่อทอง 0861010905 Line:janaor007 wechat:janaor007