ต้องบอกว่า สยามประเทศของเราก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕เราก็เป็นแผ่นดินแห่งพุทธศาสนามีความเชื่อมีความศรัทธาในพระเครื่องวัตถุมงคลมาตั้งแต่ไหนแต่ไรที่สำคัญไม่มีใครออกมาโจมตีว่าร้ายให้เสื่อเสียว่า เป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ เพราะการสร้างพระเครื่อง การปลุกเสกวัตถุมงคลนั้นทำอย่างเต็มที่ ปลุกเสกอย่างเข้มขลังเรียกว่า เชื่อมั่นได้เลยว่า ไม่ธรรมดา

 


อย่างในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ซึ่งในเวลายังไม่มีสัญญานใดๆที่จะส่อเค้าว่าจะมีเหตุการณ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สยามประเทสเรายักปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิ์ราช ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรกรี .ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วให้เสร็จเรียบร้อยทันกับการจัดงานสมโภชกรุงเทพมหานครครบ ๑๕๐ ปี ใน พ.ศ.๒๔๗๕ 


โดยมี สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นผู้เรืองอำนาจที่สุดทรงเป็นประธานคณะกรรมการ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชศรัทธา อุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รัฐบาลอนุญาตเงินแผ่นดินอุดหนุน ส่วนที่ยังขาดอยู่ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้กรรมการจัดดำเนินการเรี่ยไรพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป เพื่อให้ได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลร่วมกัน โดยให้กระทรวงพระคลัง มหาสมบัติจัดพนักงานรับเรี่ยไร โดยมีใบเสร็จ และเหรียญพระแก้วตอบแทน เป็นที่ระลึก

 

 

หลวงพ่อลา วัดแก่งคอยสุดยอดอาจารย์ขลังพลังเวท ที่พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกฯคนที่๒

เหรียญพระแก้วมรกต                

 


แน่นอนว่า เมื่อมีการจัดสร้างเหรียญพระแก้วมรกต ขึ้นมาก็ต้องนิมนต์พระเกจิอาจารย์ ที่เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พ.ศ.๒๔๗๕ จากทั่วประเทษ เอกสารภายในของสำนักงานวัดพระแก้ว ระบุว่า พระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมในพิธีพุทธา ภิเษก  ประกอบด้วย 
๑. พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิตร
๒. สมเด็จพระวันรัต ( แพ ติสสเทโว ) วัดสุทัศน์
๓. พระโพธิวงศาจารย์(นวม) วัดอนงคาราม
๔. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) วัดโพธิ์
๕. หลวงพ่อคง วัดซำป่าง่าม ฉะเชิงเทรา
๖. หลวงพ่อเข้ม วัดม่วง ราชบุรี
๗. หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
๘. หลวงพ่อจันทร์ วัดนางหนู ลพบุรี
๙. หลวงปู่รอด วัดทุ่งศรีเมือง อุบลฯ
๑๐. หลวงพ่อเปี้ยน วัดโพธิราม สุพรรณบุรี
๑๑. หลวงพ่อกรัก วัดอัมพวัน ลพบุรี
๑๒. เจ้าคุณอุบาลี สิริจันโท วัดบรมนิวาส
๑๓. หลวงพ่อช่วง วัดปากน้ำ สุมทรสงคราม
๑๔. หลวงพ่อแฉ่ง วัดพิกุลเงิน นนทบุรี
๑๕. หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่
๑๖. หลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก
๑๗. หลวงพ่อฉาย วัดพนัญเชิง อยุธยา
๑๘.หลวงพอลา วัดแก่งคอย สระบุรี
๑๙. หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง
๒๐. หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ นครสวรรค์
๒๑. หลวงพ่อบ่าย วัดช่องลม สุมทรสงคราม
๒๒. หลวงพ่อลา วัดโพธิ์ศรี สิงห์บุรี
๒๓. หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ กาญจนบุรี
๒๔. หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ชลบุรี
๒๕. หลวงพ่อทอง วัดเขากบ นครสวรรค์
๒๖. หลวงพ่อคง วัดท่าหลวงพล ราชบุรี
๒๗. หลวงพ่อสอน วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
๒๘. หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม สุมทรสงคราม
๒๙. หลวงพ่อชม วัดพุทไธสวรรค์ อยุธยา
๓๐. หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ สุมทรสงคราม
๓๑. หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน นครสวรรค์
๓๒. หลวงพ่อคง วัดใหม่บำเพ็ญบุญ
๓๓. หลวงพ่อญัติ วัดสายไหม ปทุมธานี
๓๔. หลวงพ่อพร วัดดอนเมือง
๓๕. หลวงพ่อเผือก วัดกิ่งแก้ว
๓๖. หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ สิงห์บุรี
๓๗. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา
๓๘. หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา
๓๙. หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง พิจิตร
๔๐. หลวงพ่อจันทร์ วัดบ้านยาง ราชบุรี
๔๑. หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ
๔๒. หลวงพ่อเปี่ยม วัดเกาะหลัก
๔๓. หลวงพ่อสนธิ์ วัดสุทัศน์
จะเห็นได้ว่ารวมสุดยอดเกจิแห่งยุคนั้นเลยก็ว่าได้ครับ
 

 

หลวงพ่อลา วัดแก่งคอยสุดยอดอาจารย์ขลังพลังเวท ที่พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกฯคนที่๒

พระยาพหลฯ    

 

 

 

จึงเป็นธรรมดาที่ตราบจนทุกวันนี้ เหรียญพระแก้วมรกต ปี๒๔๗๕ จึงยังเป็นเหรียญยอดนิยมตลอดกาล แต่ประเด็นที่ผมจะเล่าให้ฟังไม่ใช่เรื่องของ เหรียญพระแก้วมรกต แต่อยากจะเล่าถึงเรื่องราวของ พระเกจิอาจารย์รูปหนึ่งที่ถูกนิมนต์ให้เข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อมาร่วมในพิธีพุทธาภิเษก นั่นคือ หลวงพ่อลา วัดแก่งคอย จ.สระบุรี

….......................

นักเลงโบราณว่ากันว่า พลังจิตของ พลวงพ่อลา นั้นไม่ธรรมดา ที่สำคัญท่านร่ำเรียนวิชาไสยศาสตร์ ศึกษาพุทธคุณและถือว่าเป็นพระดังและขลังจริง


สรรพวิชาวิทยาคมที่เก่งกาจของท่านมากที่สุดอีกศาสตร์หนึ่ง คือ การเสกน้ำมนต์ให้ได้อาบเพื่อล้างเสนียดจัญไร โดยที่ผู้มาอาบน้ำมนต์เขียนใส่ในกระดาษนั้นแล้วม้วนเก็บไว้  แต่หลวงพ่อท่านสามารถล่วงรู้ได้โดยไม่ต้องบอกเล่าหรือบรรยายความทุกข์ความโศกในใจ


มีเรื่องเล่ากันว่า ในปี ๒๔๗๕ มีคณะนายทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางจากพระนคร ไปกราบขออาบน้ำมนต์จากหลวงพ่อลา เมื่อถึงช่วงที่ให้เขียนความปรารถนาลงในกระดาษเสร็จแล้วใส่พานถวายท่าน  หลวงพ่อลาท่านพูดขึ้นมาทั้งที่ยังไม่ได้หยิบกระดาษมาคลี่เปิดออกอ่านดูว่า "มีอยู่ผู้หนึ่งในพิธีกรรมครั้งนี้ที่ไม่อธิษฐานให้แก่ตนเอง แต่กลับอธิษฐานให้แก่ชาติบ้านเมืองส่วนร่วมโดยทั่วไป"เล่นเอานายทหารคณะนั้นนั่งเงียบกริบ


ซึ่งต่อมาก็มีการสืบค้นกันว่า บุคคลผู้อธิษฐานที่หลวงพ่อลากล่าวถึงคือ พระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในคณะนายทหารผู้ก่อการล้มล้างการปกครองในนาม คณะราษฏร์ โดยท่านมาบอกภายหลังว่า ในตอนนั้นท่านตั้งจิตอธิษฐานว่า
 

 

“ประเทศชาติขณะนี้ได้ระส่ำระสายมีแต่การแตกแยกกัน ขอให้อำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงช่วย ให้เกิดความร่วมเย็นเป็นสุขในประเทศ และมีความเจริญวัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่าได้สูญเสียเอกราชตกเป็นทาสของชาติใดเลย” 


น่าแปลกที่หลวงพ่อลาท่านสามารถล่วงรู้คำอธิษฐานในใจผู้อื่นได้

................


อย่างที่บอกว่า เมื่อทุกคนเขียนคำอธิษฐานเสร็จเรียบร้อย หลวงพ่อลาท่านจะนำกระดาษสาลงยันต์กับกระดาษเขียนคำอธิษฐานของแต่ละคนมาพันห่อเข้ากับด้ายดิบเพื่อทำเป็นไส้เทียน โดยมีไม้ไผ่เป็นแกนกลาง จากนั้นหลวงพ่อลาท่านจะนำเอาขี้ผึ้งหนัก ๔ บาท ที่ไปอังไฟจนอ่อนนิ่มใช้มือคลี่ให้ขี้ผึ้งบานออกเป็นแผ่น นำใส่เทียนที่เตรียมไว้วางตรงกลาง แล้วใช้มือกลึงฟั่นเทียนให้เป็นเทียนเล่มใหญ่พอควร โดยฟั่นเทียนให้มีโคนใหญ่เพื่อเป็นฐานสามารถตั้งเทียนไม่ให้ล้ม เสร็จสิ้นกรรมวิธีสร้างเทียนตั้งธาตุ จากนั้นหลวงพ่อลา ท่านจะนำเทียนนี้ไปติดไว้ใจกลางขันใบเล็กที่เตรียมไว้ เมื่อติดเทียนจะใช้นิ้วกดโคนเทียนให้แบออกเพื่อให้ติดก้นขัน ต่อมาท่านให้จุดเทียนน้ำมนต์แล้วให้เจ้าของเทียนทำการอธิษฐานสำทับอีกครั้ง เสร็จแล้วหลวงพ่อลาท่านจะนำเอาเทียนน้ำมนต์ที่ติดอยู่กับขันวางลงในถังน้ำมนต์ที่บรรจุน้ำอยู่เต็ม

................

 

 

 

หลวงพ่อลา วัดแก่งคอยสุดยอดอาจารย์ขลังพลังเวท ที่พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกฯคนที่๒

หลวงพ่อลา

 

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ขณะที่หลวงพ่อลาท่านนั่งทำสมาธิสวดมนต์ภาวนาตามตำราของท่านอยู่นั้น  เพียงครู่หนึ่งผู้เข้าร่วมพิธีต่างต้องประหลาดใจ เมื่อเทียนในถังน้ำมนต์ที่จุดสว่างไสวอยู่เบื้องหน้า เปลวเทียนที่ลุกโชติช่วงนั้นกลับไม่มีน้ำตาเทียนไหลลงมาเช่นเทียนปกติทั่วไป กลับกันกลายเป็นส่วนฐานของเทียนด้านล่างที่หลอมละลายอยู่ในขัน ดูไปคล้ายเทียนโดนความร้อนจากด้านล่าง

................

สำหรับคุณวิเศษของวิชาน้ำมนต์เทียนตั้งธาตุนี้ นับเป็นวิชาทำน้ำมนต์ที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก ว่ากันว่าหากผู้ใดได้อาบกินแล้วถือได้ว่าสำเร็จตามความปรารถนาที่ได้อธิษฐานไว้ทุก ประการ ถึงแม้ว่ามีความขึ้นโรงขึ้นศาลเรื่องราวปัญหาชีวิตต่างๆ ที่หนักหนาสาหัสก็จะบรรเทาเบาบางลง ส่วนเรื่องที่ไม่หนักหนาก็จะสูญหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ 

................

อย่างที่บอกว่า หลวงพ่อท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่ม่านยังดำรงขันธ์อยู่นั้น มีผู้มาขอให้หลวงพ่อลาทำพิธีอาบน้ำมนต์ให้ทุกวันตั้งแต่เช้ายันดึก ไม่เว้นแต่ละวันและหลวงพ่อก็ไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวังกลับไปแม้แต่รายเดียว 


บรรดาผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองในสมัยนั้น ต่างเดินทางเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์กันมากมาย โดยเฉพาะบุคคลสำคัญในคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือคณะราษฎร์ ที่มาตั้งแต่ก่อนการลงมือก่อการฯอย่าง พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) , จอมพล ป.พิบูลสงคราม , หลวงวิสุชาญแพทย์ , นายควง อภัยวงศ์ ฯลฯ บรรดายอดขุนพลขุนศึกทั้งหลายก็มากันตลอด ยิ่งเมื่อยึดอำนาจสำเร็จแล้วก็ยิ่งมาด้วยความเคารพศรัทธาเชื่อมั่น 


แต่ในบรรดาลูกศิษย์ ที่หลวงพ่อลา เมตตาเป็นพิเศษ  คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่๒  และคงจะอบรมสั่งสอน แนะขนำให้ พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม   ฯพณฯท่านจึงเป็นนายกฯที่มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะ ไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองใดๆ


ว่ากันว่า ตอนท่านพระยาพหลฯ ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อพ.ศ.๒๔๙๐ ด้วยวัยอายุ ๖๐ ปี ครอบครัวท่านไม่มีเงินที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพให้สมเกียรติเลยแม้แต่น้อย จนทางรัฐบาล คือ พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจัดงานศพให้สมเกียรติอดีตนายกรัฐมนตรี 


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีถึง ๕ สมัย อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจล้นฟ้าบารมีประเทศตั้ง ๕ ปีครึ่ง แต่ไม่ได้คิดแสวงหาความร่ำรวยเลย ผิดกับอดีตนายกรัฐมตรียุคต่อมาอีกหลายท่านที่ล่อเสียจนพุงกาง ต้องตามยึดทรัพย์กันให้วุ่นวาย ลูกหลานเหลนโหลนอับอายขายขี้หน้า.


สมควรแล้วที่ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ได้รับคำยกย่องว่า เป็น เชษฐบุรุษประชาธิปไตย


เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อลา สภาพงามๆ สวยสมบูรณ์ ปัจจุบันี้นี้ ราคา ๗ หลักยังไม่ค่อยมีใครขาย เพราะหายาก ขลังสุดและเป็นเหรียญหลักยอดนิยม ของเมืองสระบุรี