ในพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำทะเลน้อยสมัยโบราณ
เป็นพื้นที่ห่างไกลความเจริญแบบคนเมือง ยิ่งขึ้นชื่อว่าแถบนี้ ดงคนดุ นักเลง โจรผู้ร้ายชุกชุมยิ่งกว่ายุงในปลักควาย!!

 

 

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม

 


แต่ไม่ว่า ไอ้เสือร้ายขนาดไหน มันก็ชอบความบันเทิง
เพราะฉะนั้นนักเดินทาง ที่หาญกล้านำพามหรสพความบันเทิง
ไปมอบให้กับชาวบ้านชายป่า ชายเลจึงมีเพียงคณะหนังตะลุง คณะมโนราห์และแน่นอนว่า พวกเขาต้องมีดีพอตัว


มีความเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ฉลาดหัวไว ปากดีมีเสน่ห์และมีวิชา
นายหนังตะลุงสมัยก่อนมักเป็นนักเลงไสยศาสตร์และต้องมีหมอประจำตัวนายหนัง ที้เรียกกันว่า หมอกบโรง ซึ่งต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาคมพิธีกรรมต่าง ๆ ป้องกันไม่ให้นายหนังถูกคุณไสยของฝ่ายตรงกันข้ามและถ้าเกิดมีขึ้นสามารถแก้ไขได้  ยังทำหน้าที่ทำของใส่ฝ่ายตรงข้ามด้วย  ถ้าสังเกตุหมอกบโรงจะนั่งติดกับหัวหยวกปักรูปเสมอ แม้แต่ในปัจจุบันนี้


ยกเว้นบางคณะที่ตัวนายหนังตะลุงเอง
อาจจะเป็นคนมีวิชาก็สามารถเป็นหมอกบโรงไปด้วยในตัว


ในอดีต การถูกคุณไสยของฝ่ายตรงกันข้ามของคณะนายหนังตะลุงนั้นมีอยู่จริง แม่พลอย หัทยายนท์ เคยเล่าให้ผมฟังว่ามีหลากหลายรูปแบบ ท่านก็เคยเห็นกับตาตัวเองสมัยยังสาวๆ  เช่น  ทำให้เสียงแห้ง  ของลงท้อง  ชักจนหน้ามืด  หรือจู่ๆหน้าโรงอากาศเย็นผิดปกติ 


คือฝ่ายคู่แข่งหรือหมอประจำถิ่นอาจจะมีเจตนาร้ายโดยใช้พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ มาลองของด้วยการใช้ชินหรือภูตผีมารังควานหมอกบโรงต้องทำหน้าที่เป็นผู้แก้


เพราะฉะนั้นการเตรียมพร้อมเพื่อเดินทางไปทำการแสดงต่างถิ่นต่างที่นั้นต้องมีการทำพิธีกรรมยกเครื่องคือก่อนจะมีการยกขนเครื่องประโคมต่าง ๆ  ตลอดถึงลูกคู่  ก่อนออกจากบ้านนายหนัง  ให้มีการประโคมเพลงเพื่อให้การเดินทางปลอดภัย มีผู้คนนิยมชมชอบ  หมอกบโรงจะประกอบพิธีร่ายเวทมนตร์  ๓  เที่ยวสวดว่า"นะเมตตา  โมกรุณา  พุทปราณี  ธายินดี  ยะเอ็นดู  นะยอออลือออทม”  ซึ่งเป็นคาถาของสายสำนักเขาอ้อนั้นเอง!

 

 

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม

 


แล้วนำเครื่องออกเดินทาง เมื่อไปถึงสถานที่แล้ว ก่อนที่ลูกคู่หรือทีมงานจะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ  วางบนโรงหนังที่เจ้าภาพสร้างไว้ นายหนังหรือหมอกบโรง เดินเวียนโรง  ๓  รอบ แล้วบริกรรมคาถาว่า  “ออนอ  ออพ่อ  ออแม่  อออา  ออแอ”  ต่อจากนั้นจึงจะขึ้นบนโรงได้ 


การสำรวจที่ตั้งโรงหนังตะลุง ในปัจจุบันต้องดูทำเลในการปลูกโรง เช่น การตั้งโรงซึ่งมีข้อห้าม คือ ในงานศพเขาไม่นิยมหันหน้าโรงหนังตะลุงไปหน้าโลงศพแต่ถ้าไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ตั้งโรงหนังตะลุงเฉียงออกจากหน้าโลงศพ


ซึ่งมีความเชื่อกันหากตั้งโรงหนังตะลุงหันหน้าไปหน้าโลงศพจะเป็นสิ่งอัปมงคล ว่าอาจจะหนังเล่นหนังไม่ออก คือ เล่นหนังไม่ลื่นไหลอาจมีปัญหา อุปสรรค หรือเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล ซึ่งการยึดถือปฏิบัติของนายหนังจะไม่เหมือนกันและแตกต่างกันออกตามความเชื่อ


ส่วนการเบิกโรงก่อนจะทำการแสดงนั้นเจ้าภาพต้องเตรียมอาหารคาวหวานใส่ถ้วยเล็ก ๆ วางบนถาด๑๒อย่าง  เรียกว่า  “แต่งเท่(ที่)สิบสอง” และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเหล้า พร้อมด้วยหมากพลู ๙คำ  เทียน๙เล่ม เงินเบิกโรง ๑ บาท ดอกไม้ธูปเทียน ใส่ในพาน


นายหนังหรือหมอกบโรง  จะประกอบพิธีชุมนุมเทวดาว่าโองการธรณีสาร  ไหว้สัดดี  อัญเชิญดวงวิญญาณของครูหนัง  ให้มาปกป้องผองภัยทั้งปวง  แล้วปักเทียนที่ทับกลองพร้อมด้วยหมากพลูแห่งละหนึ่งคำ  นายหนังเคาะทับกลองเบาๆลูกคู่ขึ้นกลองลงโรง  เงินค่าลงโรงเป็นกรรมสิทธิ์ของคนแบกแผงปัจจุบันเงินค่าเบิกโรงไม่น้อยกว่า  ๑๐๐  บาท  แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีการยกที่สิบสองเหมือนสมัยก่อนแล้วมีเทียนหมากพลูเป็นอันใช้ได้


จากนั้นก็ทำพิธีแทงหยวกกล้วย ซึ่งหยวกที่ใช้ปักรูปต้องเป็นหยวกกล้วยที่ตัดมาใหม่ ๆ  หยวกที่โรงหนังอื่นใช้แล้วไม่เอา  แต่ถ้าหนังโรงนั้นแสดงต่อ  เป็นกี่คืนก็ได้ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่  การวางหยวกให้หัวหยวกอยู่ทางขวาของจอ  กลางหยวก  ใช้มีดครูแทงเป็นรูปสามเหลี่ยม  ฐานอยู่ล่าง  เอาหยวกที่แทงออก  เสกหมากพลูฝังใน  1  คำ  ใช้มือขวาวางเหนือหยวกตรงรอยแทง  และใช้กาบหยวกที่แทงออกปิดให้เรียบร้อย  เสกคาถาผูกใจคนดู  3  คาบ  ”อิตถีโย  บุรุสโส  โรตันตัง  จาระตัง  เรเรรัง  เอหิ  อาคัตฉายะ  อาคัตฉาหิ”

 

 

นายหนังตะลุง-หมอกบโรงเขาคือจอมขมังเวทหลังจอมายาผู้ร่ายมนต์คาถาผ่านตัวหนังลงอาคม

 


บางคณะจะตั้งนโม ๓ จบแล้วไหว้พระ ตั้งสัคเค ตั้งธรณีศาลและมีคาถาเบิกโรง โดยทำพิธีบริเวณหน้าจอหนังตะลุงจากนั้นจุดธูปเทียน จากนั้นนำหมากที่เตรียมไหว้มาเขียนอักขระด้วยกัน ๓ คำ โดยหมากคำแรกเขียนคำว่า “มะ” หมากคำที่สองเขียนคำว่า “อะ” และหมากคำที่สามเขียนว่า “อุ” โดยนำหมากคำแรกไปจุดในหยวกกล้วยหรือที่เรียกว่าจุกอกแล้วท่องคาถา หมากคำที่สองจะเสกหมากแล้วใส่ในทับพร้อมบริกรรมคาถา และหมากคำที่สามไหว้บนเพดานหนังตะลุง


แต่ในปัจจุบันโรงหนังตะลุงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปโดยหมากคำแรกจะใส่ไว้ที่หัวหยวก หมากคำที่สองจะใส่ไว้ที่หลอดไฟหน้าจอหนังตะลุง และหมากคำที่สามใส่ไว้ที่ปลายหยวก ซึ่งมีความเชื่อกันว่าอักขระที่เขียนลงบนหมากได้รับอิทธิพลมากจากศาสนาพราหมณ์คือเทพเจ้าทั้ง 3โลก ได้แก่ พระวิษนุ พระนารายณ์และพระศิวะ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการขอเจ้าที่เจ้าทางและขจัดปัดเป่าอุปสรรคในการแสดงหนังตะลุงในค่ำคืนนั้น


หลังจากเสร็จพิธีเบิกโรงหนังตะลุง นายหนังจะทำพิธีปลุกตัวให้ขลังก่อนกานแสดง (การขับกลอนไหว้ครู) โดยมีความเชื่อว่าเป็นการทำสมาธิ แน่วแน่ ไม่วอกแหวกเนื่องจากนายหนังตะลุงต้องทำบริกรรมคาถาสมาธิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

หลังจากแทงหยวกเรียบร้อยก็จะทำพิธีเบิกปากรูป  รูปตัวหนังตะลุงที่ออกเป็นครั้งแรกลูบขึ้น  3  ครั้ง  แล้วร่ายมนต์เบิกปาก  เฉพาะรูปตลกสำคัญ  เช่นด้วยเหล้า  โดยเอาหางจากหรือก้านธูปจุ่มลงในเหล้าแล้วนำไปจิ้มที่ปากรูปพร้อมกับชักปากร่ายมนต์มหาละลวยว่า  “ดอล่อหี  หีล่อดอ”  สามคาบหรือสามจบ


จากนั้นก็จะชักฤาษี  คือการเชิดรูปฤาษี  “แล้วสอนให้ออกยักษ์ชักฤาษี”  ซึ่งมีวิธีเชิด  โดยเฉพาะกว่าจะชักได้ถูกต้องใช้เวลาฝึกฝนพอสมควร  ถือเป็นศิลปะชั้นสูง  มีชื่อเรียกต่างกัน  เช่น  ฤาษีท่องโรงฤาษีตกบ่อ  ฤาษีขุดมัน


แล้วทำพิธี ลูบจอ  จะลูบจอก่อนออกปรายหน้าบทใช้มือทั้งสองไปจรดกันที่จอกราบสามครั้งแล้ว ร่ายมนต์มหาเสน่ห์คนดูรักหลงใหล  “นะคำนึง  ดมคิดถึง  พุทตามมา  ธาร่ำไร  นะรักสนิท  โมปลอบจิต  ยะปลอบใจ  ยะอะอย่าลืมรัก  รักแล้วอย่าลืม”


จากนั้นก็ชักเสียง  ก่อนออกเสียงขับบทครั้งแรก  นายหนังใช้หัวแม่มือขวากดที่เพดานปากแล้วเอาน้ำลายมาปลุกเสก  ทำให้เสียงดังฟังไพเราะเสียงไม่แห้ง  “โอมส่งเสียงกูไป  เข้าในหัวใจมนุษย์หญิงชาย  โอมระรวย  พระพายพัดหวย  ระรวยเป็นบ้า  พระพายพัดพา  โอมระรวยมหาระลวย”  สามเที่ยว

ในการแสดงหนังตะลังนั้น หัวใจสำคัญคือการชักกาก หรือการเชิดรูปตัวตลก  นายหนังสมัยก่อนมีคนชักกากให้โดยเฉพาะ  แต่ปัจจุบันนายหนังตะลุงเป็นผู้ชักกากเอง  ซึ่งรูปกากหรือรูปตลกมีความสำคัญมากต้อง ชักปากได้ทุกตัวและมีสำเนียงพูดไม่เหมือนกันทุกตัว คนดูจะนิยมดูหนังตะลุงคณะนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับเสน่ห์ของตัวตลกครับ


เพราะฉะนั้น ตัวกากหรือตัวตลกประจำคณะจึงเป็นตัวที่มีการลงอาคมไว้อย่างเต็มที่ บางคณะใช้ผิวหนังส้นเท้าของครูอาจารย์ที่ตายไปแล้วมาเย็บเป็นริมฝีปากล่างไว้ชักและเรียกดวงจิตวิญ ญานมาสถิตย์ เรียกกันว่า การกินรูป  คือการเชิดรูปและออกสำเนียงพูดเข้ากับลักษณะนิสัยและรูปร่างของรูปหนังตัวนั้น ๆ


อย่างเช่น   หนังกั้น  ทองหล่อ   ศิลปินแห่งชาติ  ท่านชักปากพูดพูดผ่านรูปหนังตัวสะหม้อ ที่ใครก็นำไปเลียนแบบไม่เหมือน หรือ หนังกิ้มเส้ง  เมืองพัทลุง  พูดอ้ายทองบ้านาย  และพูดนางเบียนหรือนาง  2  แขน  ได้อย่างที่หาตัวจับยากหรือหนังพร้อมน้อย  ตะลุงสากล เมืองพัทลุง  ก็พูดเสียงนางหรือเสียงผู้หญิงได้ดียอดเยี่ยม


ในอดีตนั้น ปรมาจารย์ของเขาอ้อที่นายหนังตะลุงหลายคณะต้องเอ่ยนามไหว้ครูทุกครั้งก่อนทำการแสดงคือ พระอาจารย์ทองเฒ่า วัดเขาอ้ออละพระอาจารย์เกลี้ยง วัดดอนศาลา บิดาของพระอาจารย์นำ ชินวโร


โดยเฉพาะพระอาจารย์เกลี้ยง นั้น เคยมีผู้บันทึกเอาไว้ว่า ท่าน
เคยไปทำพิธีซัดทรายใต้โรงหนังตะลุง จนนายหนังเสียงดับมาแล้ว โทษฐานที่ให้ครูหมอกบโรงมาทำของ เล่นไสยศาสตร์ใส่
คณะหนังตะลุงที่เป็นของศิษย์ของท่าน!?!


ใครนักเลงมาก็ต้องนักเลงไป
แหลงไหรกันให้เทือน!!
(พูดอะไรกันให้วุ่นวาย)
..........