และแล้วความฉาวโฉ่ก็เกิดขึ้นเมื่อมีใบปลิวเปิดโปงว่ากลุ่มคนใกล้ชิด รมว.และรมช.สาธารณสุข อาจจะมีส่วนพัวพันกับการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดซื้อเครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงอัลตราไวโอเลต หรือยูวีแฟน ซึ่งมีการระบุว่าราคากลาง 4 หมื่นบาทต่อเครื่อง การก่อสร้างอาคารหอพักพยาบาล ราคา 9.57 ล้านบาท แพงเกินจริง และเครื่องช่วยหายใจมีการล็อกสเปก

 ซึ่งในความเป็นจริง งบประมาณที่เป็นเม็ดเงิน ยังไม่มีแม้สตางค์แดงเดียว เท่ากับว่าการก่อสร้างหอพักและการจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ราคากลางที่กำหนดไปเป็นเพียงกรอบวงเงินสำหรับใช้ในการเสนอของบประมาณ เว้นเพียงการจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจจำนวน 188 เครื่อง วงเงิน 133.55 ล้านบาท โดยได้กระจายงบให้ทุกโรงพยาบาลแล้ว โดยแต่ละแห่งจะกำหนดสเปกและทำสัญญาจัดซื้อเอง ซึ่งงบนี้ไม่ได้จัดอยู่ในเอสพี 2 แต่เป็นงบกลางปี ในโครงการ เฝ้าระวังป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

 สำหรับงบของเอสพี 2 จำนวน 8.6 หมื่นล้านบาท นพ.คำรณ ไชยศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แจกแจงว่า กว่าร้อยละ 60 สำหรับการก่อสร้าง และอีกประมาณร้อยละ 30 เป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ และในวงเงินทั้งหมด แบ่งเป็น 2 งวด คือ งวดแรก 11,515 ล้านบาทเศษ ได้รับการอนุมัติแล้ว ใช้สำหรับการจัดซื้อรถพยาบาลกว่า 800 คัน เป็นต้น และสถานพยาบาลแต่ละแห่งนำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างมาแสดงเพื่อแลกกับเงินจากกระทรวงการคลัง

 นพ.คำรณ กล่าวต่อว่า งวด 2 ที่คาดว่าสธ.จะได้รับการจัดสรรวงเงินประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ยังไม่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งงบจัดซื้อเครื่องยูวีแฟน ก่อสร้างหอพักพยาบาล และการให้เลือกจัดซื้อครุภัณฑ์จากรายการ 46 รายการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ตามที่มีข้อร้องเรียนก็จัดอยู่ในงบก้อนนี้ การออกมาให้ข้อมูลโชยกลิ่นทุจริตในช่วงเวลาที่ยังไม่มีเม็ดเงินจริงและไม่มีหลักฐานเอาผิด จึงเป็นประหนึ่งการตีเกราะ เคาะไม้ กันพวกคนทำตัวเป็นเหลือบ ไร จ้องตะครุบเขมือบงบประมาณให้ขยาดขลาดกลัวบ้าง

 นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท กล่าวว่า ปัญหาของโครงการไทยเข้มแข็งของสาธารณสุขไม่ใช่อยู่ที่การล็อกสเปก แต่อยู่ที่รายการครุภัณฑ์ที่กำหนดให้โรงพยาบาลจัดซื้อไม่ใช่สิ่งที่โรงพยาบาลร้อง และราคากลางที่กำหนดแพงเกินไป เช่น เครื่องช่วยหายใจราคา 1.2 ล้าน แต่โรงพยาบาลบางแห่งเพิ่งซื้อไป 5 แสนกว่าบาท หรือแฟลตพยาบาล ราคา 9.6 ล้านบาท แต่เมื่อต้นปี 2552 โรงพยาบาลบางแห่งเปิดซองประมูลได้ราคาแค่ 6 ล้านบาท

 “จากที่ถามโรงพยาบาลบางแห่งพบว่ามีนักการเมืองในพื้นที่ไปติดต่อว่าอยากได้อะไร แล้วนำไปเพิ่มราคาโดยผ่านกองแบบแผนของกระทรวงสาธารณสุข เวลาประมูลถ้ามีการฮั้วราคากันก็คงได้ราคากลางพอดีทั้งที่ควรจะถูกกว่านั้น” นพ.พงศ์เทพเผย

 นายสมบัติ ชูเถื่อน เลขาธิการสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข เล่าว่า มีการตั้งข้อสังเกตจากเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย(สอ.)ที่จะยกระดับเป็นรพ.สต.ไม่น้อย เกี่ยวกับรายการครุภัณฑ์ 46 รายการที่ส่วนกลางกำหนดให้มีการเลือกซื้อภายใต้งบประมาณแห่งละ 8.5 แสนบาท โดยเห็นว่าแม้จะมีการเพิ่มรายการจาก 20 รายการเป็น 46 รายการแล้ว แต่มีความพยายามที่จะโน้มน้าวให้จัดซื้อใน 12 รายการแรก ทั้งที่บางพื้นที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ครุภัณฑ์

 “ในความเป็นจริงบริษัทขายเครื่องมือแพทย์และครุภัณฑ์ต่างๆ ไม่มีการสั่งสินค้ามาสำรองไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากสามารถกำหนดให้สถานีอนามัยแต่ละแห่งซื้อครุภัณฑ์ตามที่รายการกำหนดได้ ก็จะทำให้บริษัทเอกชนทราบล่วงหน้าว่าจะต้องสั่งสินค้าตัวใดมาสำรองขาย ซึ่งบริษัทที่ทราบข้อมูลเหล่านี้ก็จะได้เปรียบบริษัทอื่น เพราะจะมีสินค้าขายอย่างเพียงพอ อาจมีการเอื้อประโยชน์ในส่วนนี้ โดยบางคนนำข้อมูลไปบอกแล้วรับผลประโยชน์” นายสมบัติกล่าว

 ขณะที่ นพ.บุญชัย ธีระกาญจน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในระดับจังหวัดจะมีคณะกรรมการกำหนดสเปกและดำเนินการ ส่วนตัวเห็นว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายในการกระจายอำนาจให้พื้นที่เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง จะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย ทำให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น ที่สำคัญการให้ผู้ที่จะใช้งานกำหนดสเปกด้วยตนเอง ช่วยให้ได้เครื่องมือที่ตรงตามความต้องการ และยากที่จะทุจริต ด้วยการสั่งล็อกสเปกจากส่วนกลางหรือจากใคร

 เหล่านี้ทำให้นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข และนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ต้องรีบประกาศออกตัวทันทีว่า ห้ามกลุ่มคนใกล้ชิดยุ่งเกี่ยวกับงบนี้ ถ้าพบใครเอี่ยวทุจริตจะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่เลี้ยง พร้อมกับการันตีตัวเองว่าไม่โกง และอย่าเชื่อบุคคลแอบอ้างเป็นคนใกล้ชิดรัฐมนตรีบอกให้ซื้อครุภัณฑ์ของบริษัทใดโดยเด็ดขาด เพราะขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น

 นอกจากนี้ สั่งให้องค์การเภสัชกรรม(อภ.)ร่วมเสนอราคาขายแข่งกับบริษัทเอกชนด้วย และให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการตั้งงบซื้อเครื่องมือแพทย์ ที่โรงพยาบาลไม่ต้องการแต่มีการเสนอรายการจัดซื้อตามที่เป็นข่าวร้องเรียน และ 2.คณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาพรวมทั้งหมด ไม่ให้มีราคาแพงเกินจริง ซึ่งต้องประกอบด้วยตัวแทนโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้ตรวจราชการ และชมรมแพทย์ชนบท ชุดละประมาณ 6-7 คน เพื่อความคล่องตัว

 หากการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ในปี 2555 จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในวงการสาธารณสุขอย่างมาก เพราะงบดังกล่าวมีทั้งการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล การจัดซื้อครุภัณฑ์ การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และอื่นๆ อีกมาก ในทางกลับกัน หากปล่อยให้มีการทุจริต จะกลายเป็นการสร้างความอ่อนแอและประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กระทรวงหมอ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยเกิดกรณีการทุจริตยาวงเงิน 1,400 ล้านบาทอันเลื่องชื่อ จนรมว.สาธารณสุขช่วงนั้นต้องเข้าคุกมาแล้ว
 ครั้งนี้ ! จึงเป็นการวัดใจว่าไทยจะเข้มแข็งหรืออ่อนแอ
       0 พวงชมพู ประเสริฐ 0