สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (OKMD) ร่วมกับ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กระทรวงอุตสาหกรรม และ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัว ผ้าไหมไทยร่วมสมัย 50 ชิ้นงาน ภายใต้โครงการ "ศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบไหมไทยร่วมสมัย" (Modern Thai Silk) เตรียมพร้อมเฉิดฉายสู่เวทีจัดแสดงสิ่งทอและผ้าผืนระดับโลก ใน งาน Premiere Vision 2014 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส งานแสดงอุตสาหกรรมสิ่งทออันดับ 1 ของโลก ที่รวบรวมดีไซเนอร์จากแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกจำนวนมาก เพื่อเตรียมเลือกสรรวัตถุดิบเข้าสู่การการพัฒนาสินค้าแฟชั่นของตนเองใน คอลเลกชั่น Spring/Summer 2015 
 
                 ผ้าไหมไทย 50 ชิ้นงาน ที่จะนำไปจัดแสดง ถูกสร้างสรรค์ผ่านวิจัยและพัฒนา ตั้งแต่กระบวนการวิจัยเลี้ยงไหม สร้างนวัตกรรมการปั่นเส้นด้ายไหม พัฒนากระบวนการผลิตผ้าผืน กระบวนการตกแต่งสำเร็จการย้อมสีและพัฒนาลายพิมพ์ ฯลฯ เพื่อให้เข้ากับฤดูกาล สู่เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์รูปแบบคุณภาพผ้าไหมไทยให้สามารถใช้สวมใส่ได้ทุกโอกาสมุ่งสู่ตลาดการค้าอย่างสากลเต็มรูปแบบ โดยมีแนวทางในการพัฒนาคือ สร้างความสวยงามด้วยความแวววาว (Luster) สร้างความไม่สม่ำเสมอของเส้นด้ายและผ้าที่มีมิติ (Uneven) พัฒนาเนื้อผ้าและสีที่ให้อารมณ์พลิ้วไหวและไหลลื่น (Fluid) และพัฒนาลวดลายโดดเด่นบนผ้า (Graphical) 
 
                 อารยะ มาอินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) กล่าวว่า สบร. เล็งเห็นถึงศักยภาพผ้าไหมไทย ตลอดจนโอกาสในการสร้างสรรค์องค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่ทันสมัย และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อการต่อยอดด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหม ให้เติบโตและมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ จากการร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ และกรมหม่อนไหมในการดำเนินโครงการ “โมเดิร์นไทยซิลค์” กิจกรรมศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบไหมไทยร่วมสมัย สำหรับคอลเลกชั่น Spring/Summer 2015 
 
                 "ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสร้างองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ/ผู้ผลิตโอท็อปที่ผลิตไหมไทย ให้ได้เรียนรู้เข้าใจถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ โดยตั้งเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์รูปแบบคุณภาพผ้าไหมไทย สู่การเป็นผ้าที่ใช้สวมใส่ได้ทุกโอกาส" 
 
                 โครงการ “โมเดิร์น ไทย ซิลค์” ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ภายใต้การดำเนินกิจกรรมหลัก คือ การศึกษาวิจัยอัตลักษณ์ไหมไทยและโอกาสทางการตลาด การพัฒนาต้นแบบไหมไทยร่วมสมัยกับโรงงาน พร้อมประชาสัมพันธ์และจัดทำคู่มือแนวโน้มการออกแบบไหมไทยร่วมสมัย (Modern Thai Silk Design Brief) โดยมี สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นผู้ดำเนินงาน 
 
                 ประดิษฐ์ รัตนวิจิตราศิลป์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมหลักภายใต้โครงการ “โมเดิร์นไทยซิลค์” นั้น ประกอบไปด้วย การศึกษาวิจัยอัตลักษณ์ไหมไทยและโอกาสทางการตลาด โดยได้สร้างอัตลักษณ์ 4 แบบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านไหมของไทยได้นำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อสรุปอัตลักษณ์ไหมไทยที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อการพัฒนาผ้าไหมไทยอย่างต่อเนื่องและตอบสนองตลาดสากลในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นโดยอัตลักษณ์ไหมไทยด้านบวก ได้แก่ อัตลักษณ์ความแวววาว (Luster) อัตลักษณ์ความไม่สม่ำเสมอของเส้นด้ายและผ้าที่มีมิติ (Uneven) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของไหมไทย อัตลักษณ์ความพลิ้วไหวและไหลลื่น (Fluid) และอัตลักษณ์ลวดลายโดดเด่นบนผ้า (Graphical) 
 
                 จัดทำคู่มือแนวโน้มการออกแบบไหมไทยร่วมสมัย (Modern Thai Silk Design Brief) โดยนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์จากผลงานวิจัยมาทำเป็นหนังสือคู่มือสำหรับภาคส่วนธุรกิจและประชาชนทั่วไป เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาผ้าไหมไทยให้ร่วมสมัยมีภาพลักษณ์ดีในสายตานักออกแบบและผู้บริโภคชาวต่างชาติ ในขณะเดียวกันก็สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ 
 
                 พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ไหมไทยร่วมสมัยร่วมกับโรงงาน ทั้ง 7 โรงงาน ได้แก่ บริษัท สปันซิลค์ เวิลด์ จำกัด บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อาร์ทรี จำกัด บริษัท The Natural Silk จำกัด บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยงอุดมการทอ และบริษัท ไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ จำกัด และโรงงานอื่นๆ อีก 6 โรงงานในการทอผ้าเพิ่มเติม ก่อให้เกิดการพัฒนาผ้าไหมต้นแบบที่สอดแทรกนวัตกรรม ดีไซน์ และฟังก์ชั่น 50 ชิ้นงาน โดยมี 15 ชิ้นงานที่เป็นผลงานที่วิจัยและพัฒนาขึ้นมาใหม่ ส่วนอีก 35 ชิ้นงาน เป็นผ้าไหมที่มีอยู่แล้วแต่นำมาพัฒนาให้สอดคล้องกับเทรนด์ Spring/Summer 2015 ถือเป็นการเปลี่ยนโฉมครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย 
 
                 โดยมี ออร์เนลล่า บิกนามิ ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอิตาลี และ ดาร์เนียล อะลิเวอร์ติ วิศวกรการออกแบบนวัตกรรมสิ่งทอ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จแบรนด์ดังระดับโลก ร่วมพัฒนาด้วย โครงการนี้มุ่งเน้นตั้งแต่กระบวนการสาวไหม การตีเกลียวเส้นไหม เทคนิคการทอ การย้อมสี และการตกแต่งสำเร็จ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตผ้าไหมเพื่อให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศ 
 
                 นอกจากนี้ ยังจัดให้มีกิจกรรม เปิดตัวผ้าไหมไทย สู่ มหานครปารีส ใน งาน “Premiere Vision 2014" พร้อมเสวนาพิเศษ ณ ห้องเบิกโรง สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนแห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) กรุงเทพฯ โดยเชิญผู้ประกอบการ นักออกแบบ ดีไซเนอร์ เข้าร่วม เพื่อเตรียมพร้อมนำผลงานเข้าสู่งาน Premiere Vision Paris ในวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งทอและผ้าผืนระดับโลก ที่รวบรวมดีไซเนอร์จากแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกจำนวนมาก อาทิ กุชชี่(Gucci) หลุยส์ วิตตอง(Louis Vuitton) ชาเนล(Chanel) เบอร์เบอร์รี่ (Burberry) เฟนดิ (Fendi) คริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) ปราด้า (Prada) คริสเตียน ลูบูติน (Christian louboutin) เวอร์ซาเช่ (Versace) แอร์เมส (Hermes) เป็นต้น 
 
                 การนำผลิตภัณฑ์เข้าจัดแสดงในงานนี้ ต้องผ่านกระบวนการคัดสรรจากผู้จัดงานหลายขั้นตอน ถือเป็นโอกาสของสิ่งทอไทยที่สามารถผ่านเข้าสู่การจัดแสดงงานระดับโลก นับเป็นการปฏิวัติวงการผ้าไหมไทยให้สามารถก้าวเข้าสู่เวทีตลาดโลกได้อย่างสวยงาม 
 
                 การดำเนินงานดังกล่าว สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กระทรวงอุตสาหกรรม รับบทบาทในการดำเนินงานโดยมี กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ปรึกษา รวมถึงยังมีคณะที่ปรึกษาผู้มีประสบการณ์ด้านการตลาดและอุตสาหกรรมแฟชั่น 
 
                 ทั้งนี้ ประเทศไทยมี มูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ไหม เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2556 มีมูลค่า 26.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.73 มาจากการนำเข้าวัตถุดิบไหม ได้แก่ รังไหม เส้นด้ายไหม และผ้าไหม ที่เพิ่มขึ้น วัตถุดิบไหมที่มีการนำเข้ามากที่สุดได้แก่ เส้นด้ายไหม มีมูลค่าการนำเข้า 8.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 47.4 ตลาดนำเข้าที่สำคัญคือ จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น รองลงมาคือผ้าไหม มีมูลค่าการนำเข้า 3.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 ตลาดนำเข้าที่สำคัญคือ จีน ฮ่องกง อินเดีย ส่วนการนำเข้าเครื่องแต่งกายจากไหม มีมูลค่าการนำเข้า 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวลดลงร้อยละ 15.0 ตลาดนำเข้าที่สำคัญ คือ จีน อิตาลี ฝรั่งเศส
 
                 สำหรับ การส่งออกผลิตภัณฑ์ไหม มีมูลค่า 16.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวลดลงร้อยละ 4.8 ผลิตภัณฑ์จากไหมที่มีสัดสวนการส่งออกมากที่สุดคือ ผ้าผืนที่ทำจากไหม มีมูลค่า 8.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดส่งออกผ้าผืนจากไหมที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ขยายตัวลดลงร้อยละ 8.6 รองลงมา คือ สหราชอาณาจักร ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.43 ตามด้วยฝรั่งเศสขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์จากไหมที่ยังขยายตัวได้ดีคือ ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายที่ทำจากไหมมีมูลค่าการส่งออก 4.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.3 โดยตลาดที่สำคัญได้แก่ สหรัฐอเมริกา ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 รองลงมาคือญี่ปุ่น ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1 ตามด้วยปากีสถาน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.8 
 
 
 
......................
 
(พาดหัว - 50 ผ้าไหมไทย ขึ้นโชว์บทเวทีแสดงผ้าระดับโลกครั้งแรก ณ มหานครปารีส : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ : อารยะ มาอินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.))