การบังคับใช้บทลงโทษสุดโหดตามหลักศาสนาอิสลามของประเทศบรูไน ทำให้เจอกับกระแสต่อต้านจากทั่วโลก แต่คำถามสำคัญก็คือ ทางการบรูไนจะจริงจังแค่ไหนกับการบังคับใช้บทลงโทษเหล่านั้น ไปติดตามการวิเคราะห์กันกับคุณกวี จงกิจถาวร

 

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ประมุขแห่งบรูไน ตรัสกับพสกนิกรวันนี้ ทรงเรียกร้องให้เพิ่มการสอนศาสนาอิสลามให้เข้มข้นขึ้น และทรงย้ำว่าบรูไนเป็นประเทศที่ "เป็นธรรม" และมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมาะสำหรับผู้มาเยือน แต่พระองค์ไม่ได้ตรัสถึงบทลงโทษตามกฎหมายชารีอะห์ที่เพิ่งเริ่มบังคับใช้ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ ใครก็ตามที่ก่อเหตุข่มขืน, คบชู้, มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย, ปล้นทรัพย์, และดูหมิ่นนบีมูฮัมมัด มีบทลงโทษสูงสุดคือการถูกปาหินจนตาย แต่ต้องเป็นกรณีที่ผู้ทำผิดรับสารภาพหรือมีพยานในที่เกิดเหตุเท่านั้น, หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิง มีบทลงโทษสูงสุดคือจำคุก 10 ปี และ หรือโบย 40 ครั้ง, ส่วนการลักขโมยครั้งแรกจะถูกตัดมือ ครั้งที่สองจะถูกตัดเท้าบรูไนเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกที่ใช้กฎหมายชารีอะห์ทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี 2557 โดยนำมาบังคับใช้เป็นระยะ จนกระทั่งครั้งล่าสุดในวันนี้ที่มีผลต่อชาวมุสลิมทุกคน ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 จากประชากรราว 4 แสน 2 หมื่นคน ขณะที่บางบทบัญญัติมีผลต่อคนทุกศาสนาความเคลื่อนไหวของบรูไนนำมาซึ่งกระแสต่อต้านจากทั่วโลก ตั้งแต่ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, สหภาพยุโรป, องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน, ไปจนถึงนักร้องนักแสดงชื่อดัง ทั้ง จอร์จ คลูนีย์, เอลตัน จอห์น, และเอลเลน เดอเจเนอรัสที่เรียกร้องให้บอยคอตต์ธุรกิจโรงแรมของบรูไนในต่างประเทศ