คอลัมน์อยู่บนภู ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 16 ก.พ.2562 โดย...กระบี่เดียวดาย

 

พ.ร.บ.ข้าวตราบาป 'ลุงตู่'

ทุกข์ซ้ำชาวนา

 

          ช่วงปลายสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เต็มไปด้วยเรื่องราวที่แปลกประหลาดเยอะมาก บางเรื่องแปลกประหลาดจนน่ากังวล โดยเฉพาะการเสนอกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ดูเหมือนเร่งรัดรีบร้อนจนน่าวิตก

          ต้องไม่ลืมว่ากฎหมายที่จะออกมามีผลบังคับใช้กับคนทั่วไป ประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย กระบวนการออกกฎหมายจึงต้องรัดกุม รอบคอบ ยุติธรรม ถ่วงดุลสังคม ให้เกิดความสงบเรียบร้อยไม่เอียงข้างเลเพลาดพาดไปทางใดทางหนึ่ง

          เหมือนกับ พ.ร.บ.ข้าวก็เหมือนกัน กฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอโดยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะกับคณะให้กับสนช.ลงมติวาระที่ 1 รับหลักการเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 61

          เจตนาของผู้ร่างต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ มีการบริหารจัดการข้าวแบบครบวงจร พัฒนาตั้งแต่ให้ความรู้ ส่งเสริมอาชีพ และไปดูถึงพื้นที่ทำนาที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้หากแบ่งการทำนา จะแบ่งเป็น 2 รอบ รอบละ 4 เดือน รวม 8 เดือน มีเวลาว่างเว้นการทำนา 4 เดือน  ร่างฯฉบับนี้จะมีการส่งเสริม ในช่วงช่องว่างนี้ว่า ชาวนาอยากจะทำอะไร ตามความต้องการไม่บังคับ แต่จะมีการส่งเสริม เช่น หาแหล่งทุน วัสดุต่างๆ  หรือว่าภาคประมง จะเลี้ยงปู เลี้ยงปลา จะมีหน่วยงานเข้าไปดูแลเพื่อเพิ่มรายได้ โดยเจตนาฟังดูดี

          ภายหลังเขียนไปเขียนมาระยะหนึ่ง เสมือนขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่แต่เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชาซะอย่างนั้น เมื่อกฎหมายเอื้อมไปกดขี่กระทบสิทธิชาวนาเสียเองในบางมาตรา กรณีกำหนดให้พันธุ์ข้าวต้องได้รับการตรวจสอบจากกรมการข้าวและประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะจำหน่ายได้ และการจะจำหน่ายได้ต้องเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

          หลักนี้หลักเดียวสะเทือนไปทั่วท้องทุ่ง ประหนึ่งคนร่างไม่ได้เข้าใจวิถีชีวิตชาวนาเลย ว่าพวกเขาได้พัฒนาพันธุ์ แลกเปลี่ยนพันธุ์ ซื้อขายข้ามทุ่งข้ามถิ่นกันมาเป็นร้อยปี ถ้ากฎหมายนี้ผ่านไปก็จะไปจำกัดสิทธิในการพัฒนาพันธุ์และการค้าขายพันธุ์ของพวกเขาทันที พวกเขาอาจต้องถูกปรับและติดคุก

          โดยรวมแล้วในหมวดนี้กฎหมายให้คณะกรรมการข้าว มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ทั้งการจดทะเบียนและการพักใช้หรือเพิกถอนการจดทะเบียนพันธุ์ข้าว การควบคุมและกำกับพันธุ์ข้าว การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งการผลิต พัฒนา และกำหนดมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว และการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งทั้งหมดนี้มีอยู่ในกฎหมายพ.ร.บ.พันธุ์พืชอยู่แล้ว

          ถัดมากฎหมายยังเขียนไปถึงการลักลอบนำข้าว ข้าวเปลือกให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ยึดและทำลายข้าวดังกล่าว ซึ่งซ้ำซ้อนกับกฎหมายศุลกากรและกฎหมายการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร

          ร่างกฎหมายยังกำหนดให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือก ทั้งโรงสี ผู้รวบรวมข้าว(หยง)ต้องออกใบรับซื้อข้าวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนด และต้องเก็บหลักฐานไว้เป็นเวลา 5 ปี เข้าใจว่าโดยเจตนาต้องการให้ทราบที่มาที่ไปของข้าวทุกเมล็ด แต่ไม่ทราบจุดหมายปลายทางของข้าวเมื่อต้องไปกองรวมกัน ไม่สามารถแยกได้ว่ามาจากที่นาแปลงใดของใคร    

          การกำหนดลงไปเช่นนี้จึงเป็นการเพิ่มภาระผู้ซื้อข้าวเปลือกสูงขึ้น ต้องทำรายงาน ทำบัญชี เมื่อภาระเพิ่มขึ้น โรงสี หยงก็ต้องผลักภาระไปที่ชาวนาด้วยการกดราคาซื้อเพื่อชดเชยต้นทุนส่วนนี้ สุดท้ายปลายทางชาวนาก็ยังถูกกดราคาอยู่ดี ลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้อยู่ดี ขัดกับเจตนารมย์ของการร่างกฎหมายหรือไม่

          มีเพียงประเด็นเดียวที่พอเป็นข้อดีของกฎหมายฉบับนี้อยู่บ้าง เห็นจะเป็นการให้ผู้แทนชาวนาเข้าไปนั่งในคณะกรรมการข้าว หรือคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ในยุคนี้ คณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในอดีต ที่ผ่านมามักไม่ค่อยมีผู้แทนชาวนาได้มีโอกาสเข้าไปนั่งในคณะกรรมการนี้ ซึ่งมีอำนาจมากที่สุดในการดูแลข้าวทั้งวงจร

          มือของ สนช. ถูกปรามาสมานานแทบทุกยุคทุกสมัย ว่าเป็นฝักถั่วมาจากการแต่งตั้ง ร่างอะไรมา เขียนอะไรขึ้นก็แล้วแต่มักจะผ่านๆๆโดยง่ายดาย

          เที่ยวนี้ทั้ง สนช.ทั้งสภาและพล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อาจจะต้องลงไปกำกับดูแลด้วยตัวเอง อย่าปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ. ข้าวที่กำลังเข้าสู่วาระ 2-3 ในสัปดาห์หน้าผ่านออกมาบังคับใช้

          ชาวนาพวกเขาเจ็บปวดมามากแล้วกับโครงการจำนำข้าวอื้อฉาวฉ้อฉลจากหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขา 

          ลุงตู่ อย่าไปสร้างตราบาปและทุกข์ซ้ำให้กับชาวนาอีกเลย!!!