กองอาสารักษาดินแดน มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 นับเป็นเวลายาวนานถึง 66 ปี มาแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีกำลังสำรองในการช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ ทั้งในยามปกติ และในยามสงคราม โดยการรับสมัครจากราษฎรชายหญิงที่สมัครใจอาสาเข้ามาเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ภายใต้สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยแบ่งส่วนราชการกองอาสารักษาดินแดนออกเป็น 2 ส่วน คือ 

 

          1. ส่วนกลาง มีกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (บก.อส.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนกลาง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการ

 

          2. ส่วนภูมิภาค มีกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด (บก.อส.จ.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนภูมิภาค โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด และกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ (กองร้อย อส.อ.) โดยนายอำเภอเป็นผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ  เป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชา  

 

 

ครบรอบ 66ปี วันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน

 


          ปัจจุบันกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีจำนวนสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) 

          สั่งใช้ทั่วประเทศทั้งสิ้น 25,925 นาย ประจำทั้ง 971 กองร้อยทั่วประเทศ มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ   กองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ดังนี้
          (๑) บรรเทาภัยที่เกิดจากธรรมชาติและการกระทําของข้าศึก 
          (๒) ทําหน้าที่ตํารวจรักษาความสงบภายในท้องที่ร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ 
          (๓) รักษาสถานที่สําคัญและการคมนาคม 
          (๔) ป้องกันจารกรรม สดับตรับฟังและรายงานข่าว 
          (๕) ทําการช่วยให้ความสะดวกแก่ฝ่ายทหารตามที่ทหารต้องการ และตัดทอนกําลังข้าศึก 
          (๖) เป็นกําลังสํารองส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเพิ่มเติมและสนับสนุนกําลังทหารได้เมื่อจําเป็น


          นอกจากการทำหน้าที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 แล้ว ยังมีหน้าที่ภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย โดยทำหน้าที่ร่วมกับฝ่ายปกครองในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
จวบจนวันนี้ 10 กุมภาพันธ์ 2563 นับเป็นเวลา 66 ปี ของเหล่าสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนกับการทำหน้าที่ด้วยปณิธานที่แน่วแน่ “ปวงข้าฯ อส. ขอตั้งสัจจา จะปกป้องพารา จนสิ้นใจ” ถือเป็นการทำงานของผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง