ข่าว

ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้โลกเสี่ยงวิกฤต แนะไทยตั้งรับ 3 ระดับ ก่อนสาย

ดร.เกรียงศักดิ์ ชี้โลกเสี่ยงวิกฤต แนะไทยตั้งรับ 3 ระดับ ก่อนสาย

04 พ.ย. 2569

เตือนภัยโลกเดือด "ศ.ดร.เกรียงศักดิ์" เชื่อเกิดแน่สงคราม ภัยไซเบอร์ เศรษฐกิจชะงัก กระทบทุกระนาบ ชี้ทางรอดไทยพ้นวิกฤต

4 พ.ย. 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) กล่าวถึงสถานการณ์โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงวิกฤตว่า ขณะนี้มีความเสี่ยงทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ภัยไซเบอร์ และสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ซึ่งคาดว่าส่งผลกระทบผ่านเครือข่ายพลังงาน การค้า และการสื่อสารครอบคลุมหลากหลายพื้นที่ อันเห็นได้จากสถานการณ์ความรุนแรงในทวีปยุโรป ความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซ การแจ้งเตือนเตรียมพร้อมรับมือในภาวะฉุกเฉินกว่า 35 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นภาครัฐไทยควรตื่นตัว เริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเศรษฐกิจโลกจะหยุดชะงัก และเร่งเตรียมแผนรับมือตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นไปได้ โดยเชื่อมการดำเนินงานระดับครัวเรือน ชุมชน และชาติให้เป็นระบบเดียวกัน


ภาพรวมสถานการณ์ความเสี่ยงวิกฤตโลก


สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยืดเยื้อทำให้เห็นว่า การใช้กำลังอาจสร้างต้นทุนสูงกว่าที่คาด อิหร่านซึ่งเตรียมรับแรงกดดันมายาวนานยังต้านทานได้ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องรับภาระทั้งทรัพยากร ความน่าเชื่อถือ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ การตัดสินใจทางทหารจึงเชื่อมกับแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ  


แรงกดดันนี้มีนัยต่อการเลือกตั้งกลางสมัยวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 (ซึ่งขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผลการเลือกตั้งยังไม่ได้ข้อสรุป) เพราะปัญหาค่าครองชีพ พลังงาน และภาษีนำเข้าล้วนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หากรีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา อาจทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ต่อรองงบประมาณยากขึ้นและถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ผมจึงประเมินว่าทรัมป์มีแรงจูงใจสูงที่จะเร่งหาข้อยุติผ่านการเจรจา การคว่ำบาตร หรือแม้แต่การใช้กำลัง โดยเฉพาะเมื่อการเจรจาผ่านคนกลางอย่างกาตาร์ยังไม่ได้ข้อยุติ 
 

วิกฤตการณ์ดังกล่าวกำลังเชื่อมโยงจีนและกลุ่มพันธมิตรของแต่ละฝ่าย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามตัวแทน และอาจขยายตัวสู่ความขัดแย้งระดับโลกหากเกิดการปะทะโดยตรงระหว่างมหาอำนาจ ขณะเดียวกัน อุปสรรคต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลให้ราคาพลังงาน ค่าระวาง และเบี้ยประกันภัยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเชิงลบเหล่านี้จะซ้ำเติมโครงสร้างทางสังคมในประเทศที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะภาระค่าครองชีพ ปัญหาการว่างงาน และข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา ซึ่งท้ายที่สุดอาจแปรสภาพเป็นความไม่สงบและการเคลื่อนไหวทางการเมืองของมวลชน

 

นอกจากผลทางราคา การตอบโต้ก้นของสหรัฐฯ และ อิหร่านอาจทำให้ระบบเศรษฐกิจขัดข้องในวงกว้าง เช่น การโจมตีไซเบอร์ต่อห้องเย็นจนอาหารเสียหาย หรือรบกวนโลจิสติกส์ การบิน การเดินเรือ และข้อมูลที่อินเทอร์เน็ตกับปัญญาประดิษฐ์ต้องใช้ ส่วนการจะตัดสายเคเบิลใต้น้ำยังคงต้องติดตามต่อไปจากทางฝั่งอิหร่านและพันธมิตร เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น ความเปราะบางนี้อาจเพิ่มขึ้นเมื่อเผชิญเอลนีโญ น้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อน และไฟป่า ซึ่งกระทบแต่ละภูมิภาคต่างกัน หมอกควันข้ามพรมแดนยังขยายผลต่อสุขภาพ ขณะที่แผ่นดินไหวและโรคระบาดเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติม หลายประเทศจึงส่งเสริมเสบียงฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้ช่วงบริการส่วนกลางขัดข้อง
 

ผลกระทบต่อประเทศไทย 


สำหรับไทย ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งต่อถึงค่าขนส่ง อาหาร และสินค้าจำเป็น ก่อนขยายสู่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมผ่านราคาปุ๋ย เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบ ยิ่งหากระบบขนส่งติดขัดจนการส่งมอบวัตถุดิบล่าช้าด้วยแล้ว ธุรกิจย่อมต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพื่อสำรองสภาพคล่อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจเผชิญภาวะเครดิตตึงตัว ภาระนี้จึงอาจส่งต่อถึงการจ้างงาน รายได้ และความเชื่อมั่น พร้อมแรงซ้ำเติมจากความผันผวนของค่าเงินบาทและตลาดทุน

โดยความเสียหายยังอาจขยายผ่านระบบดิจิทัลที่เชื่อมการผลิต การชำระเงิน โรงพยาบาล และการส่งยาเข้าด้วยกัน แม้ดาวเทียมเป็นทางเลือกสำรอง แต่ต้องมีอุปกรณ์ บริการ และไฟฟ้าพร้อมใช้ก่อนเกิดเหตุ หากน้ำท่วมหรือภัยแล้งซ้อนเข้ามา ระบบน้ำและเกษตรจะรับแรงกดดันเพิ่มขึ้นด้วย ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการจึงอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น 

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประเทศไทยขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของวิกฤตการณ์ โดยสถานการณ์เป็นไปได้ตั้งแต่ ความขัดแย้งยกระดับจนระบบพลังงานและวัตถุดิบสะดุดทั่วโลก, ความขัดแย้งระดับปานกลางแต่ยาวนานจนต้นทุนและการส่งออกผันผวน, หรือสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจนการเดินเรือฟื้นตัว แต่ราคาและกำลังการผลิตยังปรับตัวช้า ซึ่งในการประเมินสถานการณ์นั้น ยังต้องเผื่อรับมือภัยซ้อนอย่างภัยไซเบอร์หรือภัยธรรมชาติร่วมด้วย เพื่อให้สามารถเลือกมาตรการได้ทันสถานการณ์

ดร.แดน ระบุ แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือวิกฤตความเสี่ยง  การบริหารจัดการผลกระทบจากวิกฤตที่มีความซับซ้อนและไม่แน่นอนสูง จำเป็นต้องอาศัยแนวทางเชิงรุก โดยบูรณาการมาตรการรองรับตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน ไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรองรับวิกฤติและการฟื้นตัวเมื่อเกิดผลกระทบอย่างเป็นระบบ ดังนี้

 

  • ระดับครัวเรือน

เมื่อเกิดวิกฤติ บริการจำเป็นต่าง ๆ อาจขัดข้องก่อนความช่วยเหลือมาถึง ครัวเรือนจึงควรสำรวจจำนวนสมาชิก สุขสภาพ และกำลังทรัพย์ เพื่อทำการสำรองน้ำสะอาด อาหาร ยาประจำตัว และสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 3–5 วันตามคำแนะนำ พร้อมไฟฉาย วิทยุ แบตเตอรี่ เงินสด และเอกสารสำคัญ โดยควรหมุนเวียนนำของสำรองออกมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันเสบียงและยาหมดอายุ และลดค่าใช้จ่ายจากการต้องซื้อของใหม่มาทดแทนโดยเปล่าประโยชน์

 

นอกจากนี้ ครอบครัวต้องจัดเตรียมเชื้อเพลิงและวิธีปรุงอาหารฉุกเฉิน แหล่งน้ำสะอาด ช่องทางรับข่าวสาร และวิธีติดต่อกันเมื่อไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตใช้การไม่ได้ โดยดูแลผู้ที่ต้องใช้ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เป็นกรณีพิเศษ พร้อมทั้งติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถอพยพหรือขอความช่วยเหลือจากชุมชนได้อย่างเหมาะสม

 

  • ระดับชุมชน

ตนได้เสนอแนวคิดชุมชนยั่งยืนด้วยตนเอง หรือ Self-Sustained Community (SSC) เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งในยามปรกติ และ มีความมั่นคงอาหาร น้ำ และพลังงานในพื้นที่ในยามวิกฤติ แนวคิดนี้ถูกนำไปทดลองแล้วใน 17 จังหวัด ดังนั้นภาครัฐจึงควรส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างและพัฒนาให้เกิด SSC ทั่วประเทศ โดยชุมชนต้องรู้กำลังผลิต แหล่งน้ำ คลังอาหาร พลังงานสำรอง และช่องทางกระจายทรัพยากร พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและจัดทำทะเบียนกลุ่มเปราะบาง 

โดยเป้าหมายของ SSC คือ การรองรับวิกฤตเข้มข้นได้นานถึงหกเดือนเป็นกรอบพัฒนาศักยภาพระยะยาว ต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ตามบริบทพื้นที่ ครัวเรือนและชุมชนควรร่วมลงทุนระบบกักเก็บน้ำ การผลิตอาหาร พลังงานกระจายศูนย์ และการสื่อสารสำรอง จัดการของเสียให้กลับเป็นทรัพยากร ฝึกซ้อมไฟดับ การขนส่งหยุด และการอพยพ เพื่อให้บริการจำเป็นดำเนินต่อได้และเชื่อมเครือข่ายช่วยเหลือระหว่างพื้นที่

 

  • ระดับชาติ 

ชุมชนจะสามารถดูแลประชาชนได้ต่อเนื่องเมื่อมีระบบประเทศสนับสนุน รัฐบาลจึงต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าตามแนวคิดเศรษฐกิจกระแสกลางที่ผมเสนอตั้งแต่ พ.ศ. 2540 หรือเสนอมาแล้วกว่า 30 ปี แต่ยังไม่เกิดขึ้นจริง นั่นคือ การวางระบบให้ประเทศสามารถค้าขายและสร้างความมั่งคั่งในภาวะปกติ ควบคู่ไปกับการสร้างฐานพึ่งตนเองด้านปัจจัยอยู่รอด อาหาร น้ำ และพลังงาน โดยมี Switching Policy ที่สามารถสับเปลี่ยนจากภาวะปรกติไปสู่การจัดการยามวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว โดยมีฐานผลิตและระบบกระจายทรัพยากรเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า

 

นอกจากนี้ผมยังได้เสนอให้รัฐพัฒนากรอบความยั่งยืนสมบูรณ์ระดับชาติที่ครอบคลุมแผนต่างๆ เช่น แผนพลังงานยั่งยืนสมบูรณ์ CSE 2030: Comprehensive Sustainability Energy แผนน้ำยั่งยืนสมบูรณ์ CSW 2030: Comprehensive Sustainability Water และแผนอาหารยั่งยืนสมบูรณ์ CSF 2030: Comprehensive Sustainability Food ซึ่งต้องเชื่อมโยงกัน เพราะพลังงานทำให้สูบและบำบัดน้ำได้ น้ำหล่อเลี้ยงการผลิตอาหาร ส่วนอาหารต้องอาศัยพลังงานและการขนส่ง ความมั่นคงแต่ละด้านจึงขึ้นอยู่กับอีกด้านด้วย

 

ในช่วงเวลานี้สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ว่าเราจะเลือกฟังแล้วตื่นตัว หรือจะปล่อยผ่านไปเหมือนทุกครั้ง สำหรับประชาชน นี่คือเวลาที่แต่ละบ้านต้องเริ่มจัดกระเป๋าฉุกเฉินและสำรองเสบียง สำหรับชุมชน นี่คือจังหวะที่ต้องลุกขึ้นมาจัดทำโมเดล SSC เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร น้ำ และพลังงานอย่างจริงจัง และสำหรับรัฐบาล นี่คือบททดสอบความเป็นผู้นำที่จะเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นปฏิบัติการจริง ผ่านการเชื่อมงบประมาณ ข้อมูล และบุคลากรด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความพร้อมให้ประเทศไทยมากที่สุด เพื่อเมื่อพายุลูกใหญ่ พัดมาถึงจริง ความพร้อมในระดับฐานราก ทั้งครัวเรือนและชุมชน และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของรัฐจะช่วยให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกันได้ในที่สุด