
รวบจีนเทา! สวมบัตรคนไทย กว้านซื้อที่ดิน 57 ล้าน-ตั้งล้งทุเรียนนอมินี
ตม.ชุมพร จับหญิงจีนสวมบัตรประชาชนไทย ยึดที่ดิน 7 แปลง มูลค่า 57 ล้านบาท ขยายผลรวบอีกรายแอบอ้างสิทธิ์สวมนอมินีล้งทุเรียน
เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2569 พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. สั่งการให้ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 และ พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สารวัตร ตม.จว.ชุมพร ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร เปิดยุทธการปราบปรามคนต่างด้าวสวมสิทธิ์และใช้ "นอมินี" ถือครองทรัพย์สินหรือทำธุรกิจแทนคนไทยในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร โดยสามารถจับกุมได้ 2 คดีสำคัญ
คดีแรก: สวมบัตรประชาชนไทย ยึดที่ดิน 57 ล้าน โดยเจ้าหน้าที่นำหมายจับศาลจังหวัดหลังสวน เข้าจับกุม น.ส.สุพร แซ่ตั้ง อายุ 41 ปี หญิงสัญชาติจีน หลังอำเภอหลังสวนมีคำสั่งจำหน่ายรายการทะเบียนราษฎรเนื่องจากพบว่าการแจ้งเกิดไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จากการสืบสวนพบประวัติการย้ายทะเบียนบ้านและทำบัตรประชาชนรวมถึง 9 ครั้ง โดยเริ่มต้นที่ จ.ยโสธร ก่อนย้ายมา อ.หลังสวน จ.ชุมพร
นอกจากนี้ ยังพบว่า น.ส.สุพร มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท ไทยซินกอนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และถือครองที่ดินในไทยรวม 7 แปลง มูลค่ากว่า 57 ล้านบาท โดยหนึ่งในนั้นถูกปล่อยเช่าทำเป็นโรงคัดบรรจุทุเรียน (ล้งทุเรียน) เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน, ความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร, พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง รวมถึงความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของคนต่างด้าว
คดีที่สอง: สวมชื่ออดีตลูกจ้าง ตั้งบริษัทนอมินีค้าทุเรียน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบริษัท เฮ่าเทียน อิมปอร์ตเอ็กปอร์ต เทรดดิ้ง จำกัด หลังได้รับการร้องเรียนจาก นายเจริญพร (อดีตลูกจ้าง) ว่าถูกนำชื่อไปแอบอ้างเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 51 โดยที่ตนไม่เคยยินยอม จนส่งผลให้ถูกตัดสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนหุ้นที่เหลืออีกร้อยละ 49 เป็นของ นายหลี (Mr. Li) สัญชาติจีน ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท
จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจรับซื้อและจำหน่ายทุเรียนค้าปลีก-ค้าส่งภายในประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามบัญชีสาม ท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายหลี ส่ง สภ.หลังสวน แจ้งข้อหาแจ้งความเท็จ และประกอบธุรกิจโดยใช้คนสัญชาติไทยถือหุ้นแทน (นอมินี)
ทั้งนี้ ทั้งสองคดียังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังมีสิทธิต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป



