
พรรคประชาชน นำตัวแทน จ.ปราจีนบุรี เรียกร้องรัฐบาล แก้ปัญหามลพิษ
พรรคประชาชน นำตัวแทนภาคประชาชน จ.ปราจีนบุรี เรียกร้องรัฐบาล แก้ไขปัญหามลพิษ-กำหนดมาตรการเยียวยา หนุนใช้สิทธิฟ้องหน่วยงานรัฐ เรียกค่าเสียหาย
29 ต.ค. 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี พร้อมด้วย น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต และนายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีปัญหามลพิษจากน้ำท่วมหลุมฝังกลบและผลกระทบต่อชุมชนในปราจีนบุรี
นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในจังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้แทนภาคประชาชนจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งติดตามและเรียกร้องให้แก้ไขปัญหามลพิษมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี นำเสนอข้อเท็จจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่ จากนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมา รวมถึงข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำอุปโภคบริโภคและระบบน้ำประปา ก่อนสรุปประเด็นปัญหาและแนวทางดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ ปัญหาการปนเปื้อนและการแพร่กระจายของมลพิษในพื้นที่เริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในการบริโภคสัตว์น้ำ ส่งผลให้ประชาชนไม่กล้าซื้อปลาในตลาด ขณะที่ผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังได้รับความเสียหายจากปลาตายเป็นจำนวนมาก โดยประชาชนได้ร้องเรียนปัญหาดังกล่าวมาอย่างยาวนาน แต่หน่วยงานภาครัฐกลับถูกตั้งข้อสังเกตว่าละเลยการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จนเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำหลายครั้ง ไม่เพียงแต่ในจังหวัดปราจีนบุรี แต่ยังรวมถึงจังหวัดชลบุรี ระยอง ลพบุรี และสมุทรสาคร ซึ่งต่างเคยประสบปัญหามลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายและผลกระทบจากการดำเนินงานที่บกพร่องของหน่วยงานรัฐ
พร้อมประกาศสนับสนุนให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินคดีกับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและความเป็นธรรม โดยมีประเด็นสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
- 1. การอนุญาตให้จัดตั้งหลุมฝังกลบและโรงงานรีไซเคิลในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนและมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์อุทกภัย
- 2. การปล่อยให้โรงงานรีไซเคิลประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตหรือขาดระบบควบคุมมลพิษที่เหมาะสม โดยที่ผ่านมาภาคประชาชนต้องเป็นผู้เฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส คัดค้าน และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบด้วยตนเอง ขณะที่หน่วยงานรัฐยังขาดการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
- 3. การลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นระยะเวลานาน
- 4. การอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่เคยก่อปัญหามลพิษในพื้นที่อื่นกลับมาประกอบกิจการในจังหวัดใหม่ โดยไม่มีมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลที่รัดกุมเพียงพอ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหามลพิษซ้ำในพื้นที่แห่งใหม่ และสร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- 5. การขาดแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการจัดการน้ำปนเปื้อนจากหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะปัญหาน้ำชะขยะและน้ำท่วมขังในบริเวณหลุมฝังกลบ ซึ่งมีการประเมินปริมาณที่เกี่ยวข้องประมาณ 200,000 ลูกบาศก์เมตร แต่หน่วยงานรัฐยังไม่มีแผนดำเนินการที่ชัดเจน ทั้งในด้านการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ วิธีการจัดการ และระยะเวลาแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาทั้ง 5 ประการสะท้อนถึงข้อบกพร่องในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งไม่ควรผลักภาระความรับผิดชอบไปให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ดังนั้น ภาคประชาชนควรใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากการละเลยหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่า พรรคประชาชนจะร่วมสนับสนุนการดำเนินการของภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และเร่งกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคุ้มครองสิทธิและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต กล่าวว่า กรณีน้ำท่วมหลุมฝังกลบกากขยะอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่อยู่อาศัย และแหล่งน้ำในบริเวณใกล้เคียง โดยมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันชนิดและระดับความเข้มข้นของสารปนเปื้อน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของระบบน้ำประปา ซึ่งยังไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างเพียงพอ และเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
จากการลงพื้นที่ร่วมกับนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี เมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำส่งตรวจวิเคราะห์หาสารปนเปื้อนพบว่า แม้จะใช้เวลาอยู่ในพื้นที่เพียงประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ระหว่างการเก็บตัวอย่างน้ำในจุดแรกกลับมีอาการคันและแสบผิวหนังอย่างรุนแรง ทั้งที่เป็นช่วงหลังจากระดับน้ำท่วมลดลงแล้ว และเป็นเพียงน้ำที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ จึงเกิดข้อกังวลว่าในช่วงที่เกิดอุทกภัย สารปนเปื้อนอาจมีการแพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อประชาชนมากเพียงใด
ทั้งนี้ หากการลงพื้นที่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ยังเกิดอาการผิดปกติทางร่างกาย ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพประมงที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำและผลผลิตทางการเกษตรในการดำรงชีวิต ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัยทางอาหาร และรายได้ของครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายังคงมีความล่าช้า ขณะที่การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์มลพิษและมาตรการป้องกันผลกระทบต่อประชาชนยังขาดความชัดเจน ทั้งที่ประชาชนยังคงต้องดำรงชีวิตและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทุกวัน นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการกำจัดกากขยะแห่งใดแห่งหนึ่ง
เนื่องจากประชาชนจังหวัดปราจีนบุรีได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหามลพิษอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม จนเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพสะสมในระยะยาว นอกจากการกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเร่งพิจารณาประกาศเขตควบคุมมลพิษในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงสร้างกลไกในการติดตาม ตรวจสอบ และฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรทบทวนความเหมาะสมของสถานที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รับน้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ หรือพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสการรั่วไหลและแพร่กระจายของสารมลพิษเมื่อเกิดภัยพิบัติ นอกจากนี้ ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งตั้งอยู่ในบริเวณต้นน้ำ ริมคลอง ริมแม่น้ำ และใกล้ชุมชน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวและอุตสาหกรรมสุขภาวะ (Wellness Industry) ตามนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นว่ายังไม่ควรเร่งขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปยังจังหวัดอื่น จนกว่าจะสามารถยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและควบคุมมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่เดิมได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือ การกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ให้มีมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันการปล่อยมลพิษ และมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง ก่อนที่จะขยายการพัฒนาอุตสาหกรรมไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติม เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน
นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร กล่าวถึงกรณีมีรายงานตรวจพบสารอะลูมิเนียมปนเปื้อนในแม่น้ำปราจีนบุรี ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังอันตรายจากการใช้น้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากสารปนเปื้อนบางชนิดไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการต้ม พร้อมแนะนำให้สังเกตอาการผิดปกติของร่างกายและรีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติภายหลังการบริโภคน้ำ ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และการดำรงชีวิตของประชาชน จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม 4 ประการ ดังนี้
1. เร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำและแหล่งน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปา โดยดำเนินการตรวจสอบเชิงรุกอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง ไม่จำกัดเพียงการสุ่มตรวจ เนื่องจากสารปนเปื้อนบางชนิดไม่ทำให้สีหรือลักษณะของน้ำเปลี่ยนแปลง พร้อมกำหนดแนวทางบำบัดให้เหมาะสมกับชนิดและระดับความเข้มข้นของสารปนเปื้อนในแต่ละพื้นที่
2. ตรวจสอบคุณภาพน้ำใต้ดินและน้ำบาดาล ซึ่งประชาชนในหลายพื้นที่ใช้สำหรับอุปโภคบริโภค เนื่องจากการปนเปื้อนในชั้นน้ำบาดาลอาจตรวจพบได้ล่าช้า และต้องใช้ระยะเวลานานในการฟื้นฟู จึงควรเร่งตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
3. ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาภายในครัวเรือน ให้ครอบคลุมระบบท่อ ถังพักน้ำ และถังเก็บน้ำ เพื่อประเมินการปนเปื้อนและสารตกค้าง พร้อมแจ้งแนวทางป้องกันและการใช้น้ำอย่างปลอดภัยแก่ประชาชน รวมถึงพิจารณาจัดทำแผนทำความสะอาดระบบประปาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยแจ้งกำหนดการล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิต
4. จัดทำแผนฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร และผู้ผลิตน้ำดื่มขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัยของน้ำ พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพน้ำ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ภาครัฐต้องกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรมอนามัย กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้บูรณาการการตรวจสอบคุณภาพน้ำเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ผลักภาระให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากการตรวจวิเคราะห์มีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งการตรวจสอบเพียงครั้งเดียวไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยของน้ำในระยะยาวได้ จึงจำเป็นต้องติดตามและรายงานผลอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าน้ำที่ประชาชนใช้อุปโภคบริโภคมีคุณภาพตามมาตรฐานและปลอดภัย เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน



