ข่าว

"ดร.แดน" เสนอไอเดีย "เมืองแนวตั้ง" ทางรอด กทม. จมบาดาลในอนาคต

"ดร.แดน" เสนอไอเดีย "เมืองแนวตั้ง" ทางรอด กทม. จมบาดาลในอนาคต

03 ต.ค. 2569

"ดร.แดน" เตือน กทม. เสี่ยงจมบาดาลถาวรใน 25 ปี เสนอพลิกวิกฤตผุด "เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย" ใช้โครงสร้างเมืองเป็นกำแพงกั้นน้ำทะเล

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) กล่าวว่า  ตลอดหลายวันที่ผ่านมา มวลน้ำมหาศาลไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนจำนวนมากทั้งกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดอีกครั้ง ภาพชาวบ้านแบกกระสอบทราย ขนของหนีน้ำ และนั่งมองบ้านเรือนและทรัพย์สินที่สร้างมาทั้งชีวิตจมหายไป กลายเป็นภาพฉายซ้ำที่คนไทยเห็นจนชินตา 


ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจชั้นนำ ระบุว่า อุทกภัยแต่ละปีสร้างความสูญเสียให้ประเทศนับหมื่นล้านบาท หากย้อนดูประวัติศาสตร์ มหาอุทกภัยปีพ.ศ.2554 ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท ทว่าผ่านมากว่าทศวรรษ บทเรียนราคาแพงกลับไม่เคยเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ เรายังคง “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” รอให้น้ำมา แล้วค่อยแจกถุงยังชีพ วางกระสอบทราย สูบน้ำลงคลอง จ่ายเงินชดเชย แล้วก็แยกย้ายกันไปรอรับมือน้ำท่วมใหม่ในปีหน้า เรากำลังเอาเงินภาษีของประชาชนไปตำน้ำพริกละลายแม่น้ำปีแล้วปีเล่า โดยไม่เคยแก้ปัญหาให้จบเสียที 
 

ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ “หัวใจทางเศรษฐกิจ” ของชาติ ทรัพย์สิน ศูนย์กลางการเงิน ศูนย์ราชการ ท่าอากาศยาน และระบบรางเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กระจุกรวมกันอยู่ที่นี่ หากมหานครแห่งนี้พังทลาย เศรษฐกิจไทยทั้งระบบจะล้มละลายทันที 


ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าน้ำหลากประจำปี คือ รายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) และ Climate Central ที่เตือนตรงกันว่า ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่แผ่นดินกรุงเทพฯ ทรุดตัวลงปีละ 1 - 2 เซนติเมตร ภายในปีค.ศ. 2050 หรืออีกไม่ถึง 25 ปีข้างหน้า พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลหนุนสูง

 

ถ้าเรายังไม่ทำอะไร วันข้างหน้าจะไม่ใช่แค่ “น้ำท่วมขังรอการระบาย” แต่แผ่นดินผืนนี้จะ “จมหายไปใต้บาดาลอย่างถาวร”
 


ข้อเสนอก้าวข้ามกำแพงคอนกรีต ด้วยเมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย คำถามที่ขอชวนสังคมไทยคิดในวันนี้ คือ ในเมื่อความเสี่ยงจากน้ำมีแต่จะรุนแรงขึ้น เรายังจะออกแบบและบริหารจัดการเมืองและน้ำท่วมด้วยวิธีเดิม ๆ ได้อีกหรือ?

โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนวคิดที่ชวนคนไทยคิดให้ไกลกว่ากระสอบทราย หรือ การสร้างเขื่อน นั่นคือ เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย

 

คำว่า “เมืองแนวตั้ง” ในทัศนะของตน ไม่ใช่แค่การสร้างตึกให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำ และไม่ใช่การสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเลแบบเดิม แต่คือการออกแบบอนาคตของเมืองใหม่ทั้งระบบ แทนที่เราจะสร้างแค่คันคอนกรีตกั้นน้ำทะเลยาวหลายสิบกิโลเมตร เราควรเปลี่ยนแนวคิดเป็นการสร้างเมืองใหม่ในแนวตั้งบนแนวป้องกันชายฝั่ง โดยให้แนวโครงสร้างเมืองใหม่ทำหน้าที่กั้นน้ำทะเลไปในตัว เท่ากับว่า “เราได้เขื่อนป้องกันน้ำท่วมถาวรเป็นผลพลอยได้”

แนวคิดนี้จึงตอบโจทย์อนาคตของประเทศ 

 

ดร.แดน อธิบายผ่าน 2 มิติสำคัญ 
1.1 มิติความมั่งคั่ง (Wealth): เปลี่ยน “หลุมดำทางการคลัง” ให้เป็น “เครื่องจักรผลิตเงิน”
หากรัฐบาลเลือกวิธีดั้งเดิมด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เราต้องกู้เงินมาลงทุนนับแสนล้านถึงล้านล้านบาท สิ่งที่ตามมาคือ โครงการนี้จะกลายเป็น “สินทรัพย์ที่หาเงินไม่ได้” มีแต่รายจ่ายค่าซ่อมบำรุงในแต่ละปี รัฐบาลที่หนี้สาธารณะปริ่มเพดานและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ไม่มีเงินงบประมาณมากพอที่จะนำมาจมไว้กับโครงการที่ “มีแต่จ่าย ไม่มีได้”
แต่แนวคิด “เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย” ถูกคิดขึ้นเพื่อ ดึงดูดทุนโลกและเลี้ยงตัวเองได้ทางเศรษฐกิจ:
1) ใช้พื้นที่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด: โครงสร้างเมืองแนวตั้งริมชายฝั่ง จะกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ อาจจะใช้เป็นศูนย์วิจัยพลังงานสะอาดนอกชายฝั่ง เขตการค้าเสรีทางทะเล และท่าเรืออัจฉริยะได้ในอนาคต เป็นต้น
2) ดึงนักลงทุนทุกขั้วอำนาจ: พื้นที่นี้สามารถเปิดระดมทุนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) ระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นทุนจากชาติตะวันตก จีน ญี่ปุ่น หรือกองทุนความมั่งคั่งจากตะวันออกกลาง ทุกขั้วต่างมองหาพื้นที่ลงทุนที่ปลอดภัย มั่นคง และตอบโจทย์ความยั่งยืน
3) คืนทุนด้วยมูลค่าเศรษฐกิจใหม่: เม็ดเงินจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าที่ดิน และภาษีจากกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ จะสร้างรายได้มหาศาล เม็ดเงินเหล่านี้มากพอที่จะนำมาชดเชยค่าก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบได้ โดยที่รัฐบาลแทบไม่ต้องควักเงินงบประมาณแผ่นดินให้เป็นภาระลูกหลาน  

1.2 มิติความยั่งยืน (Sustainability): ทางออกระยะยาวที่จบปัญหา ไม่ใช่ปะผุรายปี ความยั่งยืนที่แท้จริง ต้องไม่ใช่การสูญเสียงบประมาณหมื่นล้านไปกับการเยียวยาน้ำท่วมทุก ๆ ปี แต่คือการลงทุนสร้างเกราะคุ้มกันที่ปกป้องแผ่นดินได้นับร้อยปี เมืองแนวตั้งจะทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันถาวรที่รับมือทั้งการทรุดตัวของแผ่นดินและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้อย่างเบ็ดเสร็จ

นอกจากนี้ เรายังสามารถออกแบบให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าชายเลนผืนใหญ่คู่ขนานไปกับแนวเมือง เพื่อทำหน้าที่สลายแรงคลื่น ดักตะกอน และฟื้นฟูระบบนิเวศอ่าวไทยตอนบน ทำให้การปกป้องเมืองกับการรักษาสิ่งแวดล้อมเดินหน้าไปด้วยกันอย่างลงตัว
 


การชั่งน้ำหนักให้รอบคอบ ประเมิน “ผลประโยชน์สุทธิ” ไม่ใช่ปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
โครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้อาจจะมีเสียงทักท้วงเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กระแสน้ำ หรือวิถีชีวิตชาวประมง ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องและต้องรับฟังอย่างยิ่ง

 

แต่สิ่งที่อยากย้ำคือ เราต้องเอาตัวเลขมาคิดบวกลบกันอย่างรอบด้านว่า “ผลประโยชน์สุทธิ” คุ้มค่าหรือไม่?


เราต้องนำเอาต้นทุนการก่อสร้างและการบริหารจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาชั่งน้ำหนักกับ “มูลค่ามหาศาลของชีวิต ทรัพย์สิน และผืนแผ่นดินกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ที่จะต้องจมหายไปตลอดกาล” หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย  ไม่ได้บอกว่า ประเทศไทยต้องทำโครงการนี้เท่านั้น หรือนี่คือคำตอบสำเร็จรูปเพียงหนึ่งเดียวในการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ตนอยากบอกอย่างจริงจังคือ เราต้องกล้าคิดนอกกรอบในขนาดที่ใหญ่พอจะสู้กับมหันตภัยระดับศตวรรษ เราต้องคิดหาทางออกเชิงรุกที่แก้ปัญหาได้จบ ไม่ใช่นั่งรอให้น้ำท่วมมิดหัวแล้วค่อยวิ่งหากระสอบทรายเหมือนเดิม
 

“น้ำท่วมรอบนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อสร้างความลำบาก แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “สัญญาณเตือนครั้งประวัติศาสตร์” แก่คนไทยทุกคน มันเตือนว่า เวลาของการผัดวันประกันพรุ่งหมดลงแล้ว วิกฤติน้ำท่วมรอบนี้ต้องเป็นบทเรียนสำคัญที่จุดประกายให้คนไทย ทั้งผู้นำประเทศ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชนเปิดใจเลิกคิดแก้ปัญหาแบบปะผุเฉพาะหน้าไปวัน ๆ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันคิดเชิงยุทธศาสตร์ มองไปข้างหน้าอีก 50 – 100 ปี และกล้าออกแบบทางรอดที่แท้จริง เพื่อให้มั่นใจว่า ลูกหลานไทยในวันข้างหน้า จะยังมีเมืองหลวงและแผ่นดินที่มั่งคั่ง มั่นคง และปลอดภัย ให้อยู่อาศัยต่อไปอย่างสมศักดิ์ศรี”ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ ย้ำ